xs
xsm
sm
md
lg

ฝุ่นการเมืองคงยังตลบอยู่อีกนาน

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง


ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา นับว่า “ผิดคาด” อย่างที่เรียกว่า ไม่มีเกจิสำนักไหน หรือโพลสถาบันใด คาดการณ์ไว้ได้ตรงทั้งหมดแม้แต่รายเดียว

ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐ ที่ดูเหมือนว่ากระแสจะเงียบๆ และถูกโดดเดี่ยวลอยแพ หรือไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเท่าไรนัก แต่กลายกลับเป็นว่า เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งจริงๆ พวกเขากลับคว้าคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำเกินกว่าที่ใครจะคิดไว้ แซงพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นอันดับสองด้วยจำนวนที่นั่งหลักร้อย ตามก้นเพื่อไทยแบบน่ากลัว

หรือถ้านับคะแนนเสียงผู้ลงคะแนนจากทั่วประเทศหรือ Popular Vote ก็อาจจะเรียกว่า “เอาชนะ” พรรคเพื่อไทยก็ได้ เพราะมีคนทั้งประเทศรวมกันเลือกมากกว่า

ส่วนความตกต่ำถึงขีดสุดของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็นคู่แข่งเบอร์หนึ่งของเพื่อไทย เป็นหนึ่งขั้วอำนาจใหญ่ทางการเมือง กลายกลับเป็นพรรคระดับกลางที่ได้ที่นั่งแค่ราวๆ 50 กว่าที่นั่งเท่านั้น

งานนี้เล่นเอาหัวหน้าพรรคอย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงกับอยู่ไม่ได้ ต้องประกาศลาออกตามที่ให้สัญญาไว้ก่อนหน้า

คือแต่ก่อนประเมินกันว่า “ต่ำร้อย” ถือว่าแย่แล้ว ผลการเลือกตั้งจริงออกมา คือแย่กว่า

ส่วนที่ถือว่ามาเหนือความคาดหมายที่สุด คือการขึ้นสู่พื้นที่การเมืองของพรรค “อนาคตใหม่” ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นพรรคที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงหลัง ด้วยกระแสทางสื่อโซเชียลของวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว New Voter

ซึ่งในตอนแรกนั้นนักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่า พรรคนี้น่าจะมาแรงแค่ในโซเชียล แต่ในสนามเลือกตั้งจริงที่ไม่มีประสบการณ์นั้น น่าจะแค่ได้ ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อ หรือถ้าโชคดีสุดๆ หรือฟลุ๊กอาจจะได้ ส.ส.เขต แต่ผลการเลือกตั้งก็กลายเป็นว่า “อนาคตใหม่” มาได้ถึง 88 คนโดยประมาณ มีทั้ง ส.ส.เขต ที่ไปเจาะมาจากเจ้าถิ่นได้แบบช้างล้มหลายเขตเลือกตั้ง ส่วนปาร์ตี้ลิสต์นั้นหายห่วง มาได้ร่วมครึ่งร้อย เพราะกระดานนับคะแนน กระดานไหนก็กระดานนั้น อนาคตใหม่อยู่ใน 3 ลำดับแรกตลอด ยิ่งเขตเลือกตั้งในรั้วมหาวิทยาลัย เรียกว่าพรรคสีส้มเหมาเกือบหมดหีบ

เป็นเรื่องที่ต้องประเมินกันว่า นี่คือความแตกต่างของ “คนรุ่นใหม่” หรือคนหนุ่มสาวที่เลือกพรรคนี้ กับคนรุ่นก่อน รุ่นพ่อแม่ปู่ย่า ที่เลือกพลังประชารัฐที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ส่วน “แชมป์เก่า” อย่างพรรคเพื่อไทยนั้น แม้จะได้จำนวน ส.ส.รวมเป็นที่หนึ่ง แต่ก็ถือว่าได้ ส.ส.น้อยลง รวมถึงคะแนนดิบด้วย ส่วนหนึ่งนั้นแน่นอนว่ามาจากความผิดพลาดด้วยกลยุทธ์ “แตกแบงก์พัน” เป็น “ไทยรักษาชาติ” แต่เพราะการเล่นเกมเสี่ยงเกินไปจนถูกยุบพรรค ทำให้เพื่อไทยเท่ากับส่งผู้สมัครลงไปเพียง 250 คนหรือเขตเท่านั้น เรียกว่าเหมือนต่อให้พรรคอื่นร้อยที่นั่งพอดี

และด้วยเหตุว่าจำนวนผู้ที่ออกเสียงลงคะแนนให้เพื่อไทยนั้น เมื่อมาคิดสัดส่วนกับ ส.ส.พึงมีแล้ว ถือว่าเพื่อไทย “กำไร” ส.ส.เขตไปแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออีก

ส่งผลให้หัวหน้าพรรคคือ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สอบตกกันไป

เพราะการเลือกตั้งด้วยกติกาใหม่นี้ เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีพรรคไหนมีประสบการณ์ เมื่อผลออกมาเป็นแบบนี้ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คงต้องมีการคิดกลยุทธ์ที่ละเอียดซับซ้อนมากขึ้น

ปัญหาคือการจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้ ซึ่งมีปัญหาใหญ่หลายประการ เริ่มจากการที่ทาง กกต.ยังไม่ยอมประกาศผลการเลือกตั้งแบบไม่เป็นทางการที่สมบูรณ์เสียที แถมด้วยความผิดพลาดบกพร่องต่างๆ นานา จนถูกด่าไปทั้งเมือง ก็ทำให้ฝุ่นยังคงตลบอยู่ เพราะไม่มีใครรู้ว่า “ตัวเลข” ส.ส.ที่กดเครื่องคิดเลขซึ่ง กกต.ไม่มีกันนี้ โดยสรุปรวบยอด แต่ละพรรคได้ ส.ส.ไปกี่คนกันแน่

การเมืองแบ่งขั้วที่ทั้งสองข้างนั้นได้จำนวน ส.ส.ไปใกล้เคียงกันในระดับ 4-5 คนเท่านั้น ทำให้แม้เสียงเดียวที่อาจจะเสียไปเพราะ กกต.ประกาศเลือกตั้งใหม่ หรือมีการแจกใบเหลืองใบส้มให้นั้น สรุปแล้วจะทำให้รัฐบาลที่จัดตั้งกันออกมามีหน้าตาอย่างที่เห็นจริงหรือเปล่า

อันนี้เราไม่พูดเรื่องของ “งูเห่า” คือ ส.ส.ในพรรคที่อาจจะไปแปรพักตร์ ยกมือให้ขั้วอื่นฝ่ายอื่นเอาดื้อๆ ในสภาฯ ก็ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลนั้น “ไม่นิ่ง” ซึ่งจากการเปิดเผยของทาง กกต.นั้น รายชื่อ ส.ส.ครบจำนวน 500 คนนั้น จะประกาศในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ซึ่งผ่ายพ้นพระราชพิธีสำคัญของปวงชนชาวไทยไปแล้ว

ซึ่งก็ไม่มีรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ระยะเวลาฝุ่นตลบนี้จะดำเนินอยู่ต่อไปนานเพียงใด เพราะหากถือว่ามีสภาฯ แล้ว สภาฯ ก็ต้องประชุมกันไปให้ได้ผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ ปกครองประเทศนั้น ซึ่งก็ยังไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาเช่นกัน

ในระหว่างนี้ รัฐธรรมนูญก็ถือว่า คสช.และหัวหน้า คสช.ซึ่งได้แก่ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นนายกรัฐมนตรีครองอำนาจอยู่

และมาตรา 44 ก็ยังคงใช้ไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

การจับขั้วตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยากเย็นมหาศาล เพราะหากฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์แพ้ขาดแทบไม่มีคนเลือก ก็น่าจะ “ตัดใจ” เรื่องการสืบทอดอำนาจไปได้ และหาก ส.ว.จะดื้อรั้นตั้งเป็นนายกฯ ให้ได้ นอกจากจะขาดความชอบธรรมแล้ว ยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแบบที่เปิดสภาฯ เมื่อไรก็เละเป็นโจ๊กเมื่อนั้น

แต่นี่คะแนนเสียงก้ำกึ่งกับเพื่อไทยแบบแพ้กันไม่มาก และฝ่ายพลังประชารัฐก็แบะท่าว่าเป็นผู้ชนะแน่นอน ขอออกตัวไปจัดตั้งรัฐบาลก่อนและแม้อาจจะเหมือนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในตอนแรก แต่ ส.ว.ก็มีความชอบธรรมที่จะหนุน

และเพียงพล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นนายกฯ ได้เมื่อไร ทุกอย่างก็จบง่าย พรรคไหนที่ยังเล่นตัว ก็จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่ถ้าจะมีงูเห่าผุดเกิดตามพรรคต่างๆ ก็เป็นไปได้

ในตอนนี้ ทั้งฝ่ายพลังประชารัฐและเพื่อไทย อยู่ในระดับรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำทั้งคู่ คืออยู่ที่ 250 กว่า กับ 240 กว่า ไอ้ “กว่า” ที่ว่าคือช่วงบวกลบ 5 หรือ 10 ที่นั่ง

จึงกลายเป็นว่า พรรคที่มีน้ำหนักสูงสุดในเกมการต่อรองนี้ กลับไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่หรือรองลงมา แต่เป็นพรรคขนาดเล็กระดับ 1-6 ที่นั่งเพราะตอนนี้ขั้วการเมืองที่จับกันนั้น

และกว่าจะประกาศผลการเลือกตั้งเป็นทางการได้ ถึงตอนนั้นฝุ่นการเมืองคงจะตลบกันไปยิ่งกว่า PM 2.5
กำลังโหลดความคิดเห็น...