xs
xsm
sm
md
lg

หรือจะเกิดการพลิกล็อกมโหฬาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: พระบาท นามเมือง


เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเปิดเผยผลการวิเคราะห์การสืบค้นข้อมูลของ Google เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่นับว่าน่าสนใจทีเดียว

คือการสำรวจความนิยมของผู้ใช้ Google จากการดูสถิติยอดการค้นหาชื่อของ “ว่าที่นายกฯ” จากพรรคต่างๆ

พบว่า ชื่อที่ถูกผู้คน Google หามากที่สุด คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งพรรคอนาคตใหม่

ระดับสถิติทั้งประเทศไทย และเมื่อไล่ตามจังหวัดต่างๆ แม้แต่จังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งสงขลาและตรัง ก็ปรากฏว่ายอดการค้นหาชื่อของธนาธรนั้นนำโด่งบรรดาแคนดิเดตนายกฯ คนอื่นๆ แบบทิ้งกันชัดเจน

แม้เราจะมองว่า สถิติพวกนี้ก็เป็นแค่จำนวนการพิมพ์และค้นหาชื่อเขาในระบบของ Google แต่หากมองในอีกทางหนึ่ง การที่มีคนกดค้นหาชื่อ ก็แปลว่าเจ้าของชื่อนั้นได้รับความสนใจจากผู้คนที่เข้าไปค้นหา และเผลอๆ ผลการวิเคราะห์สถิตินี้ อาจจะแม่นยำกว่าการทำโพลด้วย เพราะเป็นการได้ข้อมูลมาจากกลุ่มตัวอย่างมหาศาลระดับ Big Data และเป็นการค้นหาแบบเจ้าตัวสนใจเอง จึงมาจากความสมัครใจและเจตจำนง ต่างจากการตอบโพล ซึ่งบางครั้งอาจจะตอบเอาสนุก ตอบส่งเดช หรือตอบเพราะเกรงใจเพื่อนที่นั่งข้างๆ

ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล Google นี้เคยทำนายว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี ทั้งๆ ที่ในตอนนั้น ใครก็เก็งกันว่านางฮิลลารี คลินตัน นั้นจะมาวิน

อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงผลของโพลที่ทำกันในระยะหลังๆ ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายนิสิตนักศึกษา หรือคนในเมือง ที่อาจจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย New Voter แล้ว ก็พบว่านายธนาธรมาแรงและเข้าวินแทบทุกโพล

ความมาแรงอย่างต่อเนื่องของกระแส “ฟ้ารักพ่อ” ธนาธรฟีเวอร์นี้ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ไม่แน่ว่าในการเลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯ หรือตามอำเภอเมืองในจังหวัดใหญ่ๆ อาจจะเกิดปาฏิหาริย์ก็เป็นไปได้
และเรื่องนี้ไม่มีใครประเมินได้ เพราะธนาธรและอนาคตใหม่นั้น ใช้การเมืองแบบปากต่อปากและความนิยมในโลกโซเชียล โดยไม่มีหัวคะแนนหรือการจัดตั้งแบบนักการเมืองรุ่นก่อน

นี่จึงเป็นสมการการเมืองปัจจัยใหม่ที่ไม่มีใครเคยประเมินไว้ แม้ว่าก่อนหน้านี้พรรคอนาคตใหม่อาจจะมีตัวตนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเหมือนสีสันแทรกแซงไม่ใช่ตัวละครหลักเช่นในทุกวันนี้

แต่ที่สวนทางกับกระแส “ธนาธรฟีเวอร์” คือกระแส “ลุงตู่ (เกม) โอเวอร์” ที่เหมือนจะถูก “โดดเดี่ยว” จากฝ่ายการเมืองมากขึ้น

โดนก่อนหน้าเป็นพรรคภูมิใจไทยที่ออกมาพูดแบบอ้อมๆ ว่า พร้อมจะสนับสนุนให้ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมาจากความเห็นชอบของเสียงส่วนใหญ่ของสภา ส.ส. ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า การจะให้มารวมเสียง ส.ส.ให้พอได้แค่ 125 และหวังไปชนะจาก ส.ว. 250 เสียงนั้น เกมแบบนี้ภูมิใจไทยไม่เล่นด้วย

และที่ฮือฮาที่สุด คือท่าทีที่เลิกกั๊กของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาพูดอย่างชัดเจนว่า นอกจากทางพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายแล้ว ก็ยังไม่สนับสนุนให้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัยด้วย

กระนั้นก็ยังคงเหลือ “กั๊ก” ไว้ให้เราเข้าใจว่า แต่ถ้าเป็นกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพลังประชารัฐจะมาร่วมรัฐบาล โดยชูนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ นั้น อย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอุดมการณ์อะไร

“ท่าที” ของทั้งสองพรรคนี้ น่าจะมาจากการหยั่งกระแสแล้วว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ในอารมณ์ขณะนี้ไม่ต้องการให้ “ลุงตู่” กลับมาเป็นนายกฯ อีก

แต่ในอีกทางก็ยังลังเลถ้าจะเลือกพรรคเพื่อไทย เนื่องจากไม่สามารถยอมรับในท่าทีและบทบาทของพรรคที่เป็นเหมือนพรรค “เพื่อทักษิณ” ไปได้ หรือแม้แต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ก็ยังไม่ไว้ใจ

กุนซือฝ่ายกลยุทธ์ของประชาธิปัตย์คงคิดสะระตะดีแล้วว่า การ “ทิ้งลุงไว้กลางทาง” นี้ น่าจะเรียกคะแนนเสียงจากคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ที่ยังเหลืออยู่จำนวนมหาศาลระดับที่เห็นผลได้ระดับหนึ่ง
แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว ในทางสมการหรือสูตรการเมืองนั้นก็ถือว่ามีความเป็นไปได้ แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว บอกเลยว่ายาก

ก็เพราะการตั้งพรรคพลังประชารัฐนี้ ใครๆ ก็ดูออกทั้งนั้นว่าเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อรองรับภารกิจพิเศษ ในการอุ้มประยุทธ์ขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

พรรคที่มี “ภารกิจพิเศษ” เช่นนั้นหรือจะยอม “เสียเหลี่ยม” ไปรวมและชูคนอื่นขึ้นมาเป็นนายกฯ ได้

ทั้งไม่ต้องพูดอีกว่า อาจจะมีกรณี “งูเห่า” ที่ต่อหน้าพรรคก็รับปากไว้อย่าง แต่พอถึงเวลาต้องยกมือโหวตในสภาฯ ก็เป็นอีกเสียง อีกเรื่องหนึ่ง

เพราะอำนาจนี้มันหอมหวานและไม่เข้าใครออกใครทั้งสิ้น

ด้วยสมการทางการเมืองที่ยุ่งยากซับซ้อนดังนี้ ยังไม่มีใครการันตี หรือเอาจำนวนตัวเลขไปใส่แทนค่าอะไรได้ทั้งนั้น

ตัวแปรสองอย่างของการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ หากจะมองว่า พรรคการเมืองที่เป็นคนละขั้วกับฝ่ายทักษิณนั้น ได้แก่ ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ รวมพลังประชาชาติไทย (พรรค กปปส.) และพรรคประชาชนปฏิรูป

ตัดพรรคสุดท้ายไป หลายพื้นที่นั้น เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่แย่งคะแนนกันเองระหว่าง 3 พรรค นั่นเพราะคน “ไม่เอาทักษิณ” นั้นแบ่งหยาบๆ ได้เป็นสองขั้ว คือ เป็นสาวกพรรคประชาธิปัตย์หรือชื่นชมคุณอภิสิทธิ์ ไม่เอาทักษิณเพราะชอบให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หรืออดีต กปปส.ที่ไม่ยอมแขวนนกหวีด ซึ่งยังเหนียวแน่นกับลุงกำนัน

การตัดคะแนนกันเองนี้ จะทำให้ทั้ง 3 พรรคอ่อนแอลง โดยเฉพาะในเขตที่ฐานเสียงเดิมของ ส.ส.ยังไม่กล้าแข็ง ยังไม่มีใครปักธงได้มั่นคงนัก

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในกรุงเทพมหานครหรือเขตเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ความนิยมของธนาธรและพรรคอนาคตใหม่นั้น กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่

และยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พรรคไทยรักษาชาติซึ่งเพิ่งถูกยุบไปนั้น เริ่มมีการแบท่าว่า พื้นที่ไหนที่เคยเป็นของไทยรักษาชาติ และไม่มีพรรคเครือข่ายของทักษิณลงสมัครด้วย ให้เทคะแนนไปให้ “อนาคตใหม่”

ปัจจัยทั้งหลายนี้ผสมเข้าด้วยกัน ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดปาฏิหาริย์พลิกล็อกในสนามเลือกตั้งอย่างมโหฬาร และเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยไปแบบมหาศาล.


กำลังโหลดความคิดเห็น...