xs
xsm
sm
md
lg

ท่าทีของกองทัพ

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.
ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามคำร้องของ กกต.ไปเมื่อประมาณ 16.00 น.ที่ผ่านมา พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคคนละ 10 ปี

ผลออกมาไม่ได้ผิดคาดอะไร และนักวิเคราะห์ทางการเมืองต่างก็มองข้ามช็อตไปถึงแผนการแก้เกมของฝ่ายเพื่อไทยแล้ว ว่าถ้า “แบงก์พัน” ที่แตกออกมาเป็น “แบงก์ย่อย” ถูกริบไปแล้ว เขาจะเอาอย่างไรต่อ กับการกวาดที่นั่ง ส.ส.ในสภาฯ ให้ได้มากที่สุด

และที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก่อนที่จะเข้าสู่หัวเรื่องของเรา คือ “ท่าที” ของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ออกมาแถลง “จุดยืน” ทางการเมืองอย่างชัดเจนที่สุดเป็นครั้งแรก

ว่าหลังจากการไปลงพื้นที่หาเสียง และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว พรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเป็น ส.ส.และมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎร และปฏิเสธการให้ ส.ว. 250 คนที่ได้รับการแต่งตั้งมาเลือกนายกฯ

เป็นความชัดเจนที่สุด ว่า พรรคภูมิใจไทย ในระดับพรรคแล้ว ไม่ไปทางเดียวกันกับฝ่าย “ลุงตู่” แน่นอน

ทำให้ตอนนี้ขั้วและข้างทางการเมืองออกมาเป็น พรรคที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กลับมาเป็นนายกฯ (เอาเฉพาะพรรคที่มีนัยทางการเมืองอยู่ในสนามเลือกตั้ง) ได้แก่ พลังประชารัฐ (พปชร.) รวมพลังประชาชาติไทย (รพปช.) และประชาชนปฏิรูป (ปชช.)

พรรคที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์ ได้แก่ พรรคในเครือของเพื่อไทย (ที่ตัดไทยรักษาชาติออกไปแล้ว) คือ เพื่อชาติ (พพช.) เพื่อธรรม (พธ.) และประชาชาติ ร่วมกับพรรคที่แสดงจุดยืนว่าไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจและพล.อ.ประยุทธ์ คือ อนาคตใหม่ (อนค.) เสรีรวมไทย (สร.) และล่าสุด คือ ภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะภูมิใจไทยเป็นพรรคขนาดกลางค่อนใหญ่ และน่าจะได้เสียง ส.ส. 30 ที่นั่งบวกลบ 5 ที่จะมีผลต่อสมการการเมืองหลังเลือกตั้งแน่นอน

อย่างไรก็ตาม “ท่าที” ที่น่าสนใจนอกเหนือจากศึกเลือกตั้ง ที่อาจจะเรียกว่าประมาทไม่ได้ หรืออาจจะถึงขั้นเฝ้าจับตาเลยทีเดียว

คือท่าทีของฝ่าย “กองทัพ”

หรือพูดให้ชัด คือท่าทีของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ที่แสดงให้เห็นความเป็น “ไม้เบื่อไม้เมา” กับนักการเมืองมาตลอด

แม้ว่าจะเสียรังวัดไปบ้าง จากเรื่องการเปรยไล่นักการเมืองไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” และถูกสวนกลับแบบเละเทะลามไปถึงบิดาผู้ล่วงลับกองมรดก และคดีความอันอื้อฉาว

แต่ท่าทีของบิ๊กแดงก็ไม่ได้หวาดคร้ามอะไรกับฝ่ายการเมือง โดยล่าสุดได้ออกมาประกาศฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเสรีรวมไทย ในข้อหาดูหมิ่นเกียรติภูมิของทหาร เนื่องจากการปะทะคารมกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับคำสั่งให้ไปติดตามสังเกตการณ์การหาเสียง

และไม่ใช่ท่าทีของ “บิ๊กแดง” เป็นการส่วนตัว แต่เป็นการขยับตัวของ “กองทัพ” ทั้งองคาพยพ เช่นที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาแถลงข่าวตอบโต้ หรือการที่ ผบ.พล.ร.2 รอ. ออกมาแจ้งความฟ้องร้องดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น บิ๊กแดงยังบัญชาให้เรียกผู้บังคับหน่วยคุมกำลังทั่วประเทศ มาแสดงพลังว่าจะ “รักษากองทัพบกไว้ด้วยชีวิต”

นั่นคือการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า กองทัพกำลังรู้สึกว่าถูก “คุกคาม” จากฝ่ายการเมือง และพร้อมจะโต้ตอบ

เพราะต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา กองทัพก็กลายเป็น “เป้ากระสุนตก” จากฝ่ายการเมืองและประชาชนหลายต่อหลายครั้งในหลายเรื่อง เช่นเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายการเมืองแสดงออกผ่านนโยบายที่ชัดเจนว่าจะปฏิรูปกองทัพ ปรับลดงบประมาณ เปลี่ยนรูปแบบกำลังพลจากการเกณฑ์ทหารมาเป็นการรับเข้าโดยสมัครใจ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และที่น่าสนใจอย่างมาก คือประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน หรือแม้จะไม่สนับสนุนแต่ก็ไม่คัดค้าน หากจะมีบ้างก็จากฝ่ายที่ชื่นชอบชื่นชม “ทหาร” เป็นพิเศษ หรือมีประโยชน์เกี่ยวข้อง

ที่ทำให้ประชาชนเริ่มเอาใจออกห่างจากทหาร ไปจนถึงมองว่ากองทัพเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาของประเทศนั้นก็มาจากการบริหารประเทศโดย “ทหาร” ของ คสช. มาตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับว่า การบริหารประเทศนั้นล้มเหลวไปทุกส่วน แม้แต่เรื่องความสุจริตที่น่าจะเป็นจุดแข็งที่สุดก็ตาม

การจัดซื้ออาวุธแบบชอปปิ้งไม่รู้กี่ล็อตต่อกี่ล็อต ความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการต่างๆ ที่ใช้งบประมาณ ตลอดจนความ “ร่ำรวยไม่ค่อยปกติ” ของพี่ใหญ่ในกองทัพ

สิ่งเหล่านั้นกลบภาพลักษณ์ที่ดีของทหารที่มีในช่วงต้นของการรัฐประหาร หรือภาพที่กองพลไปช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ไม่ปกติหลายครั้ง

และก็ซ้ำเติมด้วยการใช้คำพูดและท่าทีแบบ “อำนาจบาตรใหญ่” ของทั้งท่านผู้นั้น และตัว “บิ๊กแดง” เอง ก็ไม่ช่วยให้ความเชื่อมั่นหรือเข้าอกเข้าใจของประชาชนกลับคืนมา

พรรคการเมืองที่จับทิศทางความไม่พอใจของสังคมและประชาชนได้ ก็แสดงออกผ่านนโยบายกระตุกหนวดเสือ อย่างที่ก่อนหน้านี้เราไม่คาดคิดว่าจะมีพรรคการเมืองไหนกล้าแตะ

ความ “เดือดดาล” และท่าทีอันแข็งขันที่โต้ตอบจากทางฝ่ายกองทัพ จึงไม่ใช่เพียงการแสดงออกต่อฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการแสดงให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่า กองทัพนั้นมีความเป็นเอกภาพและมีเจตนารมณ์ของตัวเอง ที่อาจจะไม่ต้องขึ้นกับรัฐบาล หรือแม้แต่ประชาชนก็ได้

คำตอบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ประกาศออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน (ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือพลั้งปาก) ว่า “กองทัพบกเป็นของ ผบ.ทบ.” นั้นหากฟังผ่านหูก็อาจจะผ่านไป และคิดว่าเป็นเพียงคำพูดตามอารมณ์โทสะเช่นที่เป็นมาตลอดของเขา

หรือถ้าจะมองว่าเป็นการ “ส่งสัญญาณเตือน” บางอย่างก็อาจจะเป็นไปได้

เช่นนี้และเช่นนั้น จึงทำให้สงครามการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่จุดเปลี่ยนเดียวของการเมืองไทยในยุคที่ คสช.ต้องลงจากอำนาจตามวาระ.


กำลังโหลดความคิดเห็น...