xs
xsm
sm
md
lg

ความไม่แน่นอน

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
เป็นอีกสัปดาห์หนึ่งที่น่าตื่นเต้นมากในทางการเมือง แม้ว่าจะยังกล่าวอะไรมากไม่ได้นักเพราะไม่มีความชัดเจน

เป็นความไม่ชัดเจนที่ออกจะพลิกผันทิศทางทางการเมืองในระดับที่คนในแวดวงคงอยู่กันไม่เป็นสุข

จากที่ใครๆ ก็เข้าใจและรู้กันนั่นแหละว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั้น ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ภายใต้การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

และมีการส่งเทียบเชิญไปสู่ขอกันเอิกเกริก แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากฝั่งผู้ได้รับเชิญ

ในตอนแรก คอข่าวการเมืองก็ยังมองว่า คงไม่มีอะไร นอกจากลีลากระบิดกระบวนพอไม่ให้น่าเกลียดไปอย่างนั้น

แต่เมื่อล่วงเข้าใกล้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่เป็นวันสุดท้ายที่พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องดำเนินการสมัครเลือกตั้งให้สิ้นเสร็จ ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ
นายกฯ ประยุทธ์ก็ไม่ได้ตอบรับกลับมา แถมยังให้สัมภาษณ์เปรยๆ ว่า ทำใจแล้วว่าอาจจะไม่ได้เป็นนายกฯ

นี่เป็นสัญญาณที่เหมือนจะไม่ค่อยปกติ

ท่ามกลางการวิเคราะห์ทางการเมืองว่า การขึ้นเป็นนายกฯ ของ “ลุงตู่” คงจะไม่สะดวกโยธินเสียเท่าไร

คุณบรรยง พงษ์พานิช อ้างถึงการวิเคราะห์ของ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ไว้ 5 กรณี

กรณีที่ 1 พรรค พปชร.ชนะการเลือกตั้งมาเป็นที่หนึ่ง ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ทางนี้ใครๆ ก็ยอมรับว่าเป็นไปได้ยากมากๆ

กรณีที่ 2 คือ เพื่อไทยและกลุ่มพรรคลูก ชนะได้คะแนนเสียงมากที่สุดได้จัดตั้งรัฐบาลจริง แต่ก็จะบริหารประเทศแทบไม่ได้เพราะมีวุฒิสภา องค์กรอิสระ และยุทธศาสตร์ชาติค้ำคอ

หรือถ้า พปชร.ยังฝืนตั้งรัฐบาลโดยใช้เสียง ส.ว.หนุน ก็คงต้องยุบสภา หรือเกิดรัฐประหารใหม่

กรณีที่ 3 กลุ่มเพื่อไทยชนะแต่ได้ไม่ถึงครึ่ง พปชร.จะเป็นรัฐบาลได้ราบรื่นก็คงต้องให้ได้ที่สอง และรวม ปชป.และพรรคที่เหลือทั้งหมดได้ จึงจะมีเสียงข้างมากในสภาล่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากพอควร และรัฐบาลก็จะมีเสถียรภาพจะไม่ชัดเจน

กรณีที่ 4 ประชาธิปัตย์ได้อันดับหนึ่งหรือสอง แต่ได้ไม่ถึงครึ่งซึ่งมองกันว่าไม่มีทางถึงอยู่แล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่จะรวมกับ พปชร.และพรรคอื่นตั้งรัฐบาล แต่อย่างนี้ก็ต้องให้ ปชป.เป็นนายกฯ กลายเป็นรัฐบาลแบ่งปันจัดสรรประโยชน์

และสุดท้ายกรณีที่ 5 ไม่มีใครได้เสียงเกินครึ่ง และสามกลุ่มแยกกันไม่มีใครรวมกับใคร พปชร.จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาล่าง แล้วบริหารประเทศไปอย่างติดๆ ขัดๆ และคงอยู่ได้ไม่นาน ซึ่งถ้าต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดวังวนแบบเดิมซ้ำๆ ประเทศหยุดชะงัก แล้วก็หนีไม่พ้นต้องรัฐประหารเริ่มต้นกันใหม่ไม่รู้จบ

ด้วยเหตุนี้ คุณบรรยงจึงเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรวางมือได้ เพราะสถานการณ์ที่เขาจะเป็นนายกฯ อย่างสงบราบเรียบนั้นเป็นไปได้ยากหนักหนา

และจากการประเมินคะแนนเสียงแบบไม่ลำเอียง พปชร.เองก็น่าจะพอรู้ว่า คะแนนจริงหรือเสียง ส.ส.ในมือของตนหลังเลือกตั้งจะเป็นเท่าไร

โครงการประชารัฐที่หว่านโปรยออกไป และสิ้นท่าถึงขนาดโอนเงินเข้าบัตรกันโต้งๆ กลับถูกชาวบ้านเยาะเย้ยว่า “รับเงินหมา กาเพื่อไทย (หรือพรรคพันธมิตร)”

แถมเพื่อไทยเอง ก็ตัดใจชู ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขึ้นมาอยู่ในบัญชีว่าที่นายกฯ แล้วดันหญิงหน่อยลงไปเป็นที่หนึ่งปาร์ตี้ลิสต์ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อแยกงานนิติบัญญัติและงานบริหารออกจากกันให้ชัดเจน

ชัชชาติที่เป็นเหมือนกับ “ขวัญใจ” คนรุ่นใหม่ ที่แม้จะสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ก็เหมือนเป็นคนเดียวในพรรคนี้ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ว่า เป็นคนที่ทำงานจริงจังน่าเชื่อถือ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะทำให้นายกฯ บิ๊กตู่ “ถอดใจ” ก็ไม่แปลกอะไร

แต่กระนั้น โอกาสที่เพื่อไทยจะชนะถล่มทลายเช่นเดิมนั้นก็มียากเต็มที เนื่องจากกลไกใหม่ของรัฐธรรมนูญที่ล็อกเอาไว้ ส่วนกลยุทธ์ส่งพรรคเล็กไปเก็บคะแนนนั้น ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือไม่

หรือถ้าชนะขึ้นมาแต่เสียงไม่ขาด ก็ยากที่จะตั้งรัฐบาลได้

ส่วนประชาธิปัตย์นั้นไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ประคองตัวให้ได้ที่สองก็น่าจะพอใจแล้ว

เรียกว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ อาจจะไม่ใช่ทางออกของประเทศอย่างที่คิดไว้ก็ได้ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นเค้าลางปัญหากันหมด

แต่จะไม่เลือกตั้งก็ไม่ได้ ประชาชนไม่ยอมแน่ๆ ถึงขนาดคนทำกงเต๊ก ยังต้องทำบัตรเลือกตั้งให้คนซื้อไปเผาปลอบใจให้อากงอาม่าที่ตายไปโดยไม่ทันได้เลือกตั้งเลย

ท่ามกลางความสับสนไม่แน่นอน ก็มีข่าวที่ค่อยๆ แพร่กระจายออกมาว่า อาจจะมีทางออกทางการเมืองหนทางใหม่ที่ไม่มีใครคาดถึง และจะเป็นฉันทานุมัติ ที่แม้แต่ “ทหาร” ยังต้องกลับกรมกอง ไม่กล้าออกมาปฏิวัติรัฐประหารอีก

รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลแห่งความสมานฉันท์ อาจจะเกิดขึ้นได้จริง ความขัดแย้งทางการเมืองอันยืดเยื้อยาวนานนับสิบปีของประเทศเราก็อาจจะจบสงบลงได้

ที่สำคัญ ทางออกนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนอะไร นอกจากข่าวลือที่ลือกันไป

บางทีวันพรุ่งนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2562) อาจจะเป็นวันสำคัญทางการเมืองไทยที่ต้องจารึกไว้เลยก็ได้.


กำลังโหลดความคิดเห็น...