xs
xsm
sm
md
lg

ฝุ่นควันและคะแนนเสียง

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง


แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่ชาวจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่หรือลำปางจะได้พบปัญหาฝุ่นควันกันจนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความผิดปกติที่ต้องจำยอมอยู่หลายปีแล้วก็ตาม

หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ เอง ในปีที่ผ่านๆ มา ก็อาจจะได้รับผลกระทบจากฝุ่นควัน PM 2.5 นี้กันมาแล้วในฤดูกาลนี้ตามเหตุปัจจัยธรรมชาติ เพียงแต่ไม่มีการพูดถึงอย่างแพร่หลายกว้างขวางก็เท่านั้น

แต่สำหรับปีนี้ ถือเป็นปีที่ “หนัก” ที่สุด และ “ชัดเจน” ที่สุด

ทั้งความชัดเจนที่ปรากฏชัดผ่านสายตา โดยเฉพาะคนที่อยู่ตึกสูงๆ กลางเมือง เมื่อเปิดหน้าต่างออกมา ก็จะได้เห็นภาพของหมอกควันที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 ปกคลุมท้องฟ้าทั่วกรุงเทพมหานคร

รวมถึงเทคโนโลยีปัจจุบัน ที่มีทั้งเครื่องตรวจสภาพอากาศแบบพกพาให้ซื้อได้ในราคาไม่แพงแล้ว ก็ยังมีแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศได้สามารถตรวจสอบคุณภาพอากาศในเขตที่อยู่ได้

จึงทำให้ผู้คนทั่วไปได้รู้ว่า ในขณะนี้ อากาศกำลังแย่หรือเลวร้ายแค่ไหน

ส่วนปีนี้ถือว่าปัญหานั้นหนักขึ้นมาก ทั้งจากต้นเหตุที่เป็นฝีมือของมนุษย์ และสภาวะอากาศตามธรรมชาติ

การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ และการรื้อ ซ่อม สร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญคือโครงการรถไฟฟ้าหลากสีที่เกิดจะมาเริ่มงานตรงกัน ทั้งสายเก่าที่กำลังสร้างกันอยู่ และสายใหม่ที่เพิ่งเปิดหน้างาน

ผลของการรื้อ ซ่อม สร้าง เช่นว่านั้น ก็ทำให้เกิดการจราจรติดขัด ในถนนหลายเส้นอย่างลาดพร้าว ใช้เวลาเดินทางร่วมชั่วโมงภายในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร

กับอากาศที่นิ่ง ไม่มีลมและฝน ทำให้หมอกควันฝุ่นละเอียด PM 2.5 นั้นปกคลุมทั่งกรุงเทพมหานครแบบไม่มีที่ระบายไปไหน และยิ่งสะสมขึ้นไปทุกวันๆ สังเกตได้จากภาพฝุ่นควันที่มีผู้โพสต์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค และค่ามลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

กรุงเทพมหานคร จึงกลายเป็นมหานครที่อากาศเลวร้ายที่สุดอันดับต้นๆ ของโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาเรื่องฝุ่นควัน PM 2.5 นี้ อาจจะถือเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ก็ถือเป็นภัยธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของพลเมืองในประเทศ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็มักจะต้องเรียกหามาตรการบางอย่างจากภาครัฐ ให้ช่วยหาวิธีแก้ไขปัญหา จะเฉพาะหน้าหรือที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืนก็ว่ากันไป

นับเป็นเหตุ “ภัยพิบัติ” ที่เข้ามาทดสอบรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ในจังหวะสำคัญ คือก่อนมีการเลือกตั้งทั่วไปในอีกราวสองเดือนข้างหน้า

การแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะชี้ขาดคะแนนเสียงสนับสนุนของประชาชนคนกรุงเทพฯ หรือคนชั้นกลาง ว่าจะยอมรับหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ ก็ตาม ที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกฯ คนต่อไป ซึ่งเป็นคนเดิมภายใต้ระบอบใหม่ คือประชาธิปไตยที่มีผู้แทนมาจากการเลือกตั้งหรือไม่

ทั้งนี้ เรื่องนี้จะถามหรือกล่าวอ้างว่า เป็นความบกพร่องในการบริหาร หรือเป็นความผิดของรัฐบาลนั้นก็คงพูดไม่ได้

แต่ “ความสามารถ” และ “ท่าที” ในการรับมือกับปัญหาวิกฤตที่ถือเป็นภัยธรรมชาตินี้มากกว่าที่ประชาชนจะใช้ประเมินค่าให้คะแนน “รัฐบาล” ที่อาสามาขอไปต่อ

ทั้งตัวพล.อ.ประยุทธ์ เอง และบรรดารัฐมนตรีใน ครม.ที่ลาออกไปดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแล้ว

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลนี้ ยังรับมือกับสภาวะวิกฤตนี้ไม่ได้อย่างดีเท่าที่ควร

ทั้งรูปแบบการทำงานที่ยังพึ่งพาทางฝ่ายราชการอยู่ โดยฝ่ายการเมือง ตัวนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ก็ยังไม่ลงมาดูแลบัญชาการเต็มที่

และกระบวนการทางราชการนั้นก็เป็นไปอย่างอืดอาดเชื่องช้า หรือทำแบบพอเป็นพิธี เช่น การเอาน้ำไปไล่ฉีดตามพื้นที่ที่มีปัญหาหมอกควัน PM 2.5 หนาแน่น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่นอกจากจะเป็นปลายเหตุแล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ได้ผลอีกด้วย เพราะหมอกควันมลพิษนั้นกระจายตัวอยู่สูง มองเห็นได้จากบนเครื่องบิน อย่างที่ฉีดน้ำอย่างไรก็ไม่ถึง

หรือการทำงานตามแบบพิธีอย่างราชการ ที่เหมือนจะสร้างภาพว่าได้ทำอะไรบางอย่างไปแล้ว แต่ไม่ได้หวังให้เกิดผลอะไรสักอย่าง เช่นที่เร็วๆ นี้ มีการเผยแพร่เอกสารของหน่วยราชการใน กทม.แห่งหนึ่ง ที่มีการจัด “พิธีกรรม” การแก้ปัญหาฝุ่นละออง ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจ ทำอะไรแบบขอไปที

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องรีบลงมาดูแล ด้วยมาตรการระยะสั้นระยะยาว

ซึ่งเมื่อสองวันที่ผ่านมานี้ ปัญหาหมอกควันทวีความรุนแรงขึ้นมากที่สุด ทางฝ่ายรัฐก็เพิ่งจะตื่นขึ้นมาใช้มาตรการให้นักเรียนในโรงเรียนทั่วกรุงเทพฯ ปิดการเรียนเป็นการชั่วคราวถึงวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

โดยที่ไม่รู้ว่าเปิดกันอีกทีวันจันทร์ สภาวการณ์ของฝุ่นควันนั้นจะดีขึ้นหรือไม่อย่างไร

เมื่อมีผู้ไปจี้ถามเอากับตัวท่านนายกฯ ลุงตู่หนักๆ เข้า ท่านก็ออกอาการฉุนเฉียวให้เห็น และขู่ว่าจะใช้มาตราการเคร่งครัดตามมาตรา 44 ชนิดสุดโต่ง เช่น การห้ามไม่ให้ขับรถยนต์ที่มีผู้โดยสารน้อยกว่า 3 คน

อันที่จริงแล้ว หากกล่าวกันอย่างยุติธรรม นี่ก็เป็นวิธีที่หลายประเทศ เช่นอินโดนีเซียใช้ในการแก้ปัญหาทั้งการจราจรและสภาพอากาศเป็นพิษ หรืออย่างในประเทศสิงคโปร์เอง ก็มีการจำกัดปริมาณรถยนต์ที่จะเข้ามาในเขตเมือง

เพียงแต่อาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจและปฏิบัติตามได้ยาก ในสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย ที่การขนส่งมวลชนนั้นยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ

ข้อเสนอต่างๆ ที่อาจจะแก้ปัญหาได้บ้าง เช่น การให้โรงเรียนหยุดเรียน หน่วยราชการหรือสำนักงานหยุดงานหรือทำงานกันที่บ้านนั้น ก็ต้องยอมรับว่าจะเป็นมาตรการที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง และแน่นอนว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและการบริการสาธารณะแน่นอน เพราะเรายังไม่มีการวางระบบทำงานที่บ้านไว้ก่อน ไม่ว่าจะหน่วยราชการหรือเอกชน

การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั้นยาก การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็ไม่ได้ง่าย เช่นนี้จึงถือเป็นงานหนักและงานยาก ที่มาส่งท้ายในช่วงเวลาสำคัญของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่ครองอำนาจมาเป็นเวลายาวนาน

และในช่วงเวลาที่ปลดล็อกทางการเมืองและเตรียมการเลือกตั้งแล้ว การถูกโจมตีก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจห้ามหรือป้องกันได้

ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 นี้จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คาดไม่ถึงจริงๆ สำหรับแผนการไปต่อของหัวหน้า คสช.ถ้าอยากจะอยู่ในอำนาจต่อไป.


กำลังโหลดความคิดเห็น...