xs
xsm
sm
md
lg

“ป้อม” เป็นเป้ากระสุน

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นับว่าช่างคงเส้นคงวาจริงๆ สำหรับพี่ใหญ่แห่ง คสช.อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดของทั้งรัฐบาล และสำหรับ คสช.

ด้วยรูปร่าง หน้าตา ท่าทาง และวิธีพูดของท่านนั้นก็ “ไม่ค่อยผ่าน” สำหรับประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว

คือมีลักษณะเหมือนเจ้าใหญ่นายโต ที่วางท่า วางอำนาจ หรือบางคนอาจจะมองว่าท่านดูไม่เหมือน “ทหาร” สักเท่าไร แต่ดูเหมือน “อาเสี่ย” มากกว่า

แต่อะไรก็แย่เท่าความไม่โปร่งใสหลายๆ อย่าง ที่สังคมตั้งข้อสงสัยมาตลอด ตั้งแต่เรื่องการซื้ออาวุธเหมือนปั๊มเงินเองได้หรือประเทศกำลังเศรษฐกิจดี การเอางบประมาณหลวงไป “ทัวร์ฮาวาย” แม้จะอ้างว่ามีวาระการไปประชุมดูงานก็ตาม

หรือที่ถูกโจมตีต่อเนื่องยาวนาน คือเรื่องของ “นาฬิกาหรู” หลักล้านถึงสิบล้านเป็นสิบๆ เรือน ที่ “ยืมเพื่อนมา”

แน่นอนว่าข้อสงสัยและกังขาทั้งหลายข้างต้นนั้น จะไม่สามารถเอาผิดอะไรได้สักเรื่องเดียว และในทางกฎหมาย จึงต้องถือว่าท่านยังบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกประการ ทั้งจากการตรวจสอบโดย ป.ป.ช. หรือ สตง.ต่างก็ไม่พบมูลความผิดหรือการใช้เงินไม่ถูกต้อง

แต่มติขององค์กรอิสระเหล่านั้นก็ไม่อาจตอบข้อสงสัยของประชาชนได้ โดยเฉพาะกรณีของ ป.ป.ช. ที่มีท่าที “เกรงอกเกรงใจ” มาตลอด เงื้อง่าราคาแพง ทอดเวลาการตรวจสอบให้ยาวนานแล้วหาโอกาสสรุปแถลงข่าวลงมติตอนที่คนจะไปเที่ยวปีใหม่กัน

ยังไม่ต้องพูดว่า ตัวประธาน ป.ป.ช.เองก็เคยเป็น “เด็กเก่าหน้าห้อง” ของท่านมาก่อนด้วย

ทั้งหมดจึงอาจกล่าวได้ว่า สำหรับประชาชนไม่ว่าจะสีไหน แนวไหน เอาหรือไม่เอารัฐประหาร สนับสนุนหรือต่อต้าน คสช.แต่สำหรับตัวท่านผู้นี้แล้ว ทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า “ไม่ไหว”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปาก” ของท่าน ที่พลั้งปากเป็นเรื่องราวเสียหายยับเยินมาแล้ว

จากตอนที่เรือนักท่องเที่ยวจีนล่มที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่แล้ว ก็เป็นบิ๊กป้อมนี่แหละที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องของ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และ “คนจีนทำคนจีนกันเอง” ไทยไม่เกี่ยว ว่างั้น

วาจาของท่านเหมือนราดน้ำมันลงไปในกองไฟของชาวจีน ที่เหมือนเป็นการซ้ำเติมกัน ถึงกับประกาศคว่ำบาตรว่าจะไม่มาเที่ยวประเทศไทยอีก มีการประท้วงเดือดดาลกันในโซเชียลมีเดียของจีน

ผลประโยคพลั้งปากของท่าน ทำให้นักท่องเที่ยวจีนที่อย่างน้อยก็ยังเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่ยังไหลได้ไหลดีในช่วงที่เศรษฐกิจด้านอื่นฝืดเคืองนั้นหายไปเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญ หายไปจนถึงขนาดกิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มลูกค้าหลักนั้นปิดกิจการไปเยอะ

รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ถึงขนาดต้องออกคลิปพูดภาษาจีน ชวนคนจีนกลับมาเที่ยวเมืองไทยเถอะ

แต่ก็เหมือนไม่ได้รับการให้อภัยเสียเท่าไรนัก เพราะตัว “รัฐบาล” เองนั้นก็ยังไม่ได้ลงโทษอะไรผู้พูดอย่างจริงจัง หรือที่ท่านออกมาขอโทษก็เป็นการขอโทษแบบขอไปทีแก้บน

หากนักท่องเที่ยวจีนจะกลับมานั้น ก็อาจจะเพราะลืมแล้ว หรือกระแสการต่อต้านซาลงแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า จะหวังจำนวนได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนเดิมคงไม่ได้อีกแล้ว

เรียกว่าประเทศไทยและคนไทยต้องจ่ายให้แก่คำพูดหลุดปากของท่าน “แพงเหลือเกิน”

และที่สุด เมื่อไม่กี่วันนี้ ท่านก็ยังรักษามาตรฐานปากคอของท่านได้ไม่มีตก เมื่อไปให้สัมภาษณ์แบบหลุดอีกแล้ว ในเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายกราดยิงและโจมตีโรงแรมในเครือดุสิตธานี ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น เกิดจากสาเหตุใดท่านไม่รู้

ไม่รู้เฉยๆ ก็ไม่ว่า แต่ดันบอกว่า “สงสัยเพราะอาหารอร่อยมั้ง”

การ “หลุดปาก” ให้สัมภาษณ์สื่อแบบไม่ยี่หระ พูดหลุดปากแบบไม่คิดอะไรตามประสาและนิสัยของท่านนั้นจึงเป็นเรื่องเป็นประเด็นไปราวกับไฟลามทุ่ง

คำพูดของท่านได้รับการแปลไปในหลายภาษาเผยแพร่ไปทั่วโลก แน่นอนว่าเป็นข่าวใหญ่ในสื่อเคนยา และที่ผ่านตาเห็นนั้นก็มีภาษาจีนด้วย ซึ่งเหมือนคนจีนจะบอกว่า “หมอนี่ท็อปฟอร์มอีกแล้ว”

ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดปัญหาในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภาพลักษณ์รัฐบาลในระดับที่ไม่มากก็น้อย

ที่กล่าวมาเป็นผลงานระดับโลก แต่เอาที่พูดจากับคนไทยเพื่อคนไทย ก็ออกแนวพูดไปเรื่อยไม่รักษาน้ำใจหรือความรู้สึกของคนฟัง เช่น เรื่องมลพิษฝุ่นละออง PM2.5 ในอากาศ ก็ออกมาบอกว่า เมื่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จทุกสายในอีก 3 ปีข้างหน้าแล้ว ฝุ่นควันพวกนี้ก็จะหายไปเอง

พูดไปได้จริงๆ

จึงอาจกล่าวว่า ตัวท่านบิ๊กป้อมนั้นเป็นตำบลกระสุนตก เป็นเหยื่อโอชะของสื่อฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาลและ คสช.ที่สามารถ “ดิสเครดิต” คสช.และรวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ง่ายดาย เพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปาก เดี๋ยวท่านก็พูดอะไรพังๆ เป็นผลเสียต่อรัฐบาลเองได้เอง!

แต่สำคัญที่สุด คือ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ “ว่าที่นายกฯ คนใหม่” แต่หน้าเก่านั้น ก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลายไม่ต่างกัน คือยังคงเกรงใจ “พี่ใหญ่” คนนี้อยู่ ไม่กล้าแม้แต่ตักเตือนหรือดำเนินการอะไรในฐานะหัวหน้ารัฐบาลแม้แต่น้อย

ในขณะที่ความนิยมส่วนตัวของท่านก็กำลังตกเอาๆ ลงไปเรื่อยๆ จนเกิดข้อกังขาว่า เพราะอย่างนี้หรือไม่จึงไม่กล้าให้มีการเลือกตั้ง?

ดังนั้น ไม่ว่าตัวท่านนายกฯ ตู่จะพูดจาขึงขัง จริงจัง จะอะไรก็ตาม แต่เครดิตความเชื่อถือของผู้คนก็คงเห็นว่าไม่มีน้ำหนัก

ตราบเท่าที่ยังปล่อยให้ “พี่ใหญ่” ใช้วาจาสร้างความเสียหายต่อรัฐบาลและผลประโยชน์ตลอดจนภาพลักษณ์ของประเทศชาติอยู่ โดยยังคงเกรงใจไม่กล้าทำอะไรจริงจัง.
กำลังโหลดความคิดเห็น...