xs
xsm
sm
md
lg

จากถ้ำหลวงสู่บทเรียนของสื่อมวลชน

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง


จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งจริงๆ สำหรับการช่วยเหลือนำเด็กนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมีออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ด้วยความร่วมมือร่วมใจที่อาจจะกล่าวได้ว่ามาจากทั่วโลก

ทุกคนต่างใช้เรื่องนี้เพื่อ “ถอดบทเรียน” ในแง่มุมต่างๆ กัน ทั้งในเรื่องการกู้ภัย การจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ข่าว และการจัดการสื่อสารมวลชน

เพราะช่วงแรกของความพยายามค้นหาและช่วยเหลือในสัปดาห์แรก สื่อไทยถูกมองว่าเป็นปัญหาที่ขัดขวางการกู้ภัย ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเข้าไปหาข่าวถึงในถ้ำให้เกะกะเดือดร้อนทีมหน่วยกู้ภัย หรือแสดงชื่อเปิดหน้าหน่วยซีลซึ่งจะต้องปฏิบัติการในทางลับ

มีความพยายามแย่งซีน ไล่ตามสัมภาษณ์คนทำงานที่กำลังยุ่งวุ่นวาย จนทีมดำน้ำจากต่างประเทศทีมหนึ่งถึงกับบอกปัดอย่างหงุดหงิดว่า “ผมมาช่วยเด็กไม่ได้มาให้สัมภาษณ์สื่อ”

หรือที่ไม่ไปวุ่นวายตรงหน้าถ้ำ ก็ดันไปเสนอแต่ข่าวอะไรก็ไม่รู้ เรื่องคนทรง เรื่องผี เรื่องเหลือเชื่อ ฤาษีในถ้ำ ทฤษฎีสมคบคิดอะไรต่ออะไรเละเทะไปหมด รวมถึงไปไล่สัมภาษณ์พ่อแม่เด็กด้วย

คำถามที่ไม่น่าถาม เช่นตอนที่ยังไม่พบเด็ก ก็ดันไปถามพ่อแม่เขาว่ารู้สึกอย่างไร เอ้า จะให้รู้สึกอะไร ก็ลูกเขาไปติดถ้ำ หรือบางสำนักต้องการดรามา ก็ทะลึ่งไปถามว่า เตรียมใจไว้บ้างไหม หรือมีอะไรที่อยากจะบอกกับลูกหลานที่ติดถ้ำอยู่บ้าง

พฤติกรรมการทำข่าวและเสนอข่าวเช่นนี้ ทำให้เกิดการโจมตีสื่อ จากผู้คนพลเมืองเน็ท นำโดยเหล่า Influencer หรือผู้มีอิทธิพลของชาวเน็ต เช่นเพจจ่าดรามาแอดดิก หรือเพจ อีเจี๊ยบเลียบด่วน

จนสื่อมวลชนตกเป็นจำเลยสังคม กลายเป็นตัวเกะกะกีดขวางการช่วยเหลือเด็กๆ ทีมหมูป่า แสดงให้เห็นได้จากความ “สะใจ” ของผู้คน เมื่อท่านผู้ว่าณรงค์ศักดิ์คนเก่ง จัดระเบียบสื่อเสียอยู่หมัด ให้อยู่กันเป็นที่เป็นทาง ฟังคำแถลงจากท่านเพียงคนเดียวเพื่อความชัดเจน ไม่ต้องเที่ยวเอาไมค์ไปจ่อปากใครอีก

กระนั้นก็มิวาย ขนาดถูกจัดระเบียบไว้แล้ว ยังมีพวกลอบฟังวิทยุติดต่อของเจ้าหน้าที่บ้าง ปล่อยโดรนบินตามเฮลิคอปเตอร์ที่นำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลบ้าง หรือพยายามเปิดเผยชื่อเด็กที่ช่วยออกมาได้แล้ว ในตอนที่ยังช่วยเด็กได้ไม่หมด

และเมื่อเรื่อง “เด็กติดถ้ำ” กลายเป็น “วาระของโลก” ไปแล้วนั้น ก็ส่งผลให้กองทัพสื่อมวลชนจากทั่วโลกมุ่งตรงมายังถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย

สำนักข่าวระดับโลกเหล่านั้น เช็กชื่อได้ว่ามากันหมด ทั้ง BBC CNN ABCNHKฯลฯ เนื่องจากสายตาและหัวใจของคนทั้งโลกนั้นมารวมกันอยู่ที่จุดเดียวที่ภาคเหนือของประเทศไทยในขณะนี้

เมื่อมีสื่อมวลชนจากต่างประเทศ สื่อมวลชนไทยซึ่งเป็นทีมเหย้าเจ้าถิ่น ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเปรียบมวยกับสื่อระดับโลกเหล่านั้น ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัด ทั้งการนำเสนอที่เป็น Infographic การจำลองสถานการณ์ ที่เข้าใจง่าย หลายอย่างแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้วัดกันที่ไอเดียล้วนๆ เพราะไม่ใช่ต้องใช้ทุนหรือเทคโนโลยีมากมายอะไรเลย

หรือสื่อที่ลงพื้นที่ ก็เข้าไปเจาะลึกในประเด็นเล็กๆ ที่น่าสนใจ อย่างที่ BBC นั้นไปเจาะเรื่องของ “จิตอาสา” ที่เป็นกองหนุนในภารกิจ เช่น ขนขี่จักรยานยนต์อาสา ฝ่ายทำอาหาร ฝ่ายซักและทำความสะอาดเสื้อผ้า ให้เห็นว่าในข้อจำกัดที่ต้องทำข่าวอยู่ภายใต้กติกานั้น มันมีแง่มุมอื่นให้เจาะลึกได้

กรณี “หมูป่าติดถ้ำ” นี้ จึงอาจจะถือเป็นโอกาสให้สื่อมวลชนเช่นเราได้ทบทวนบทบาทและปรับปรุงการทำงาน โดยเฉพาะในยุคสมัยของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการ และอิทธิพลของสื่อได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ทั้งก่อนอื่น เราต้องยอมรับว่า ในระยะเริ่มแรกของการทำข่าวที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนนี้ สื่อมวลชนเราก็ทำพลาดไปบ้างจริง และความผิดพลาดนั้นก็มาจากวัฒนธรรมการทำงานแบบเก่า ภายใต้เครื่องมือและสื่อสมัยใหม่ เก่าประมาณที่มีคนเปรียบว่า อย่างกับยุคที่มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต แล้วช่างภาพหนังสือพิมพ์เรียกร้องให้ยกศพให้ถ่ายรูปนั่นแหละ

โดยในยุคก่อน การสื่อสารของสื่อมวลชนนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียวแบบตัวแทน คือสื่อเท่านั้นที่เข้าถึงแหล่งข่าว และนำข่าวจากแหล่งข่าวนั้นเรียบเรียงด้วยมุมมอง สำนวน และการเลือกของสื่อเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกมุมมองของเรื่องราวหรือเลือกภาพที่จะนำเสนอ

ส่วนประชาชนในยุคสมัยดังกล่าว มีหน้าที่รับสื่ออย่างเดียว แม้ว่าจะมีช่องทางสื่อสารกลับมายังสื่อบ้าง ก็ในรูปแบบของจดหมาย ซึ่งจะได้ลงหนังสือพิมพ์ หรือได้แก้ข่าวหรือนำเสนอมุมมองอื่นหรือไม่ ก็ขึ้นกับว่าสื่อนั้นจะ “เลือก” นำเสนอให้หรือไม่

ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับยุคปัจจุบัน ซึ่งใครๆ ก็มีสื่อในมือ เหมือนกับมีหนังสือพิมพ์ นิตยสารออนไลน์ของตัวเอง เขียนบทความอะไรดีๆ ออกไป ถ้าเข้าตาชาวเน็ตคนอื่น ก็อาจจะถูกแชร์ออกไปเป็นแสนเป็นล้านครั้งก็มี เผลอๆ เยอะกว่ายอดพิมพ์หนังสือพิมพ์หรือเรตติ้งรายการโทรทัศน์บางรายการเสียอีก

หรือทุกคนมีกล้อง มีเครื่องบันทึกเสียง พร้อมทำข่าวได้เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นต่อหน้า ใครๆ ก็ถ่ายทอดสดได้ด้วยเทคโนโลยี LiveVideo หรือบันทึกไว้นำมาเผยแพร่ภายหลังก็ได้

ข่าวอาชญากรรม ที่สมัยก่อนต้องให้นักข่าวไปประจำตามโรงพักหรือสันติบาล ปัจจุบันผู้เสียหายหรือพบเห็นเหตุการณ์ ก็สามารถโพสต์แจ้งข่าวเองได้ หรือไม่อยากเปิดเผยตัว ก็ส่งให้พวกเพจที่ทำหน้าที่สื่อสายนี้ที่นิยมกันอย่างเพจ “อีจัน” ช่วยกระจายข่าวได้แทน

ทำไปทำมา ในยุคสมัยนี้ กลายเป็นว่าสื่อกระแสหลัก กลับต้องวิ่งตามข่าวที่เป็นประเด็นในโลกโซเชียล ต้องผูกมิตรกับพวกเพจ หรือ Influencer เพื่อให้ได้ข่าวไปต่อยอด ขยายความ

อิทธิพลของสื่อลดลงเรื่อยๆ การวิพากษ์วิจารณ์สื่อก็ทำได้โดยตรงและรวดเร็ว จนสื่อกระแสหลักนั้นก็อยู่ไม่ได้ ต้องรีบออกมาขอโทษขอโพยแก้ไขสถานการณ์ ในกรณีที่ถูกประชาชนรุมสวดหรือต่อว่าหนักๆ ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นที่ถ้ำหลวง ซึ่งคงไม่ต้องฟื้นฝอยหาตะเข็บอีก

อย่างไรก็ตาม เช่นนี้แปลว่า “สื่อมวลชนอาชีพ” ใกล้ตาย หรือไม่จำเป็นแล้วหรือไม่ ก็คงจะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้

เพราะจริงอยู่ว่า แม้ว่าใครๆ จะเป็นสื่อได้ ใครๆ จะมีสถานีโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์นิตยสารในมืออย่างที่ว่าไปก็จริง แต่ข้อจำกัดของสื่อปัจเจกชน ก็คือ ขอบเขตในการทำข่าวนั้น ก็จะได้แค่ข่าวสังคมทั่วไปหรือข่าวอาชญากรรมเท่านั้น

แต่สำหรับข่าวที่ต้องเจาะในเชิงลึก เช่น ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือหน่วยงานของทั้งรัฐและเอกชน ข่าวสถานการณ์ในระดับใหญ่ (เช่นกรณีถ้ำหลวง) นี้ ก็ยังต้องอาศัยสื่อมวลชนอาชีพ เป็นผู้ไปเจาะข่าวและเรียบเรียงออกมาอยู่ดี

หรือในการนำเสนอ การตัดต่อวิดีโอ การทำ Infographic หรือการหาข้อมูลเชิงลึกมาประกอบ เช่นเรื่องเศรษฐกิจ ธุรกิจ กฎหมาย วิทยาศาสตร์และด้านวิชาการ ก็ต้องยอมรับว่าสื่ออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นสื่อใหม่ หรือสื่อเก่า ก็ยังถือว่าทำได้ดีกว่า (หรือด้วยทุนและเทคโนโลยีก็น่าจะทำได้ดีกว่า)

สื่อมวลชนอาชีพ จึงคงจะต้องรักษาจุดแข็งด้านนี้ไว้ และพัฒนาด้านนี้ นี่คืองานข่าวคุณภาพที่เราจะแข่งได้ เอาบทเรียนจากสื่อนอกที่เราได้เรียนรู้จากกรณีถ้ำหลวง ไปพัฒนาการนำเสนอของเรา หรือในการเจาะข่าวให้มีมิติมากขึ้น ทำในสิ่งที่คนซึ่งแค่มีกล้องมือถือกับบัญชีโซเชียลก็ทำไม่ได้

ไม่ใช่ไปวิ่งตามข่าวตามคลิปที่เป็นกระแสในโซเชียล เพียงเพื่อเรียกยอดไลค์อันหวือหวา แต่บางครั้งก็ไปติดกับเอาข่าวปลอมเข้า บางรายโชคร้ายเป็นสื่อหนังสือพิมพ์แต่ไปเอาข่าวปลอมหรือรูปปลอมที่ส่งต่อๆ กันมา ไปตีพิมพ์ให้ขายขี้หน้าก็มี

สื่อหลัก สื่ออาชีพ ยังไม่ตาย ถ้าเรามั่นคงอยู่ในจุดที่เราทำได้ดีที่สุด และพลิกแพลงสลายจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งได้อย่างเหมาะสม.


กำลังโหลดความคิดเห็น...