xs
xsm
sm
md
lg

ศัพท์น้ำท่วม “เอาอยู่” “น้ำรอการระบาย” ถึง “กัดเซาะสันเขื่อน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: กิตตินันท์ นาคทอง


28 กรกฎาคม 2560

แม้จะเป็นวันหยุด แต่อาชีพนักข่าวก็ยังต้องทำงาน ระหว่างที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ มีคนขึ้นสเตตัสบนเฟซบุ๊กว่า

“Pray for Sakon Nakhon”

นึกในใจว่า สงสัยคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ เข้าไปค้นหาความเคลื่อนไหวใน จ.สกลนคร ผ่านโซเชียลมีเดีย พบว่าร้ายแรงจริงๆ น้ำท่วมสูงแบบน่ากลัวมาก รถยนต์จมอยู่ใต้น้ำ โรงแรมชื่อดังมีคนติดค้างอยู่ข้างในเกือบ 70 คน ออกมาไม่ได้

ชาวสกลนครโพสต์ข้อความลงโซเชียล ต่างก็ระบุว่า “อ่างเก็บน้ำห้วยทราย แตกแล้วครับ”





ความโกลาหลเกิดขึ้นทั้งโลกออนไลน์และชีวิตจริง มีการบอกให้ชาวบ้านอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัย พร้อมกับประกาศขอความช่วยเหลือด้านต่างๆ ที่จำเป็น

ทีแรกที่มีสื่อลงข่าวว่า อ่างเก็บน้ำแตก มีคนไม่เชื่อ คิดว่าเป็นเรื่องที่เกินจริง แต่ภาพและคลิปจากโซเชียลมีเดียที่ส่งต่อกันมา โดยวิสัยของชาวบ้านเห็นได้ชัดว่า ความเสียหายรุนแรงจนอาจจะเรียกได้ว่า อ่างเก็บน้ำแตก

นายนิพนธ์ มังกรแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสกลนคร สำนักชลประทานที่ 5 ยังให้ข่าวว่า อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น แบกรับน้ำเกินขนาด ส่งผลให้มีน้ำล้นทำนบดิน และพังทลายกินลึกประมาณ 4 เมตร ยาว 20 เมตร

น้ำไหลออกจากอ่างเก็บน้ำทันทีกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร!

สองทุ่ม กรมชลประทานออกเอกสารข่าว นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงว่ามีน้ำล้นทำนบดิน และกัดเซาะสันเขื่อนลึกประมาณ 4 เมตร ยาว 20 เมตร

พร้อมกล่าวว่า อ่างเก็บน้ำทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ที่มีเต็มอ่างนั้น ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำใดที่แตกร้าว ทุกอ่างยังมีความมั่นคงแข็งแรงดี

คำถามคือ ในเมื่อคนไทยทั้งประเทศเห็นสภาพอ่างเก็บน้ำแล้ว เชื่อว่ามันแตกแน่ๆ เพราะความกว้างที่กัดเซาะกว้างกว่า 20 เมตร น้ำจำนวนมหาศาลไหลออกจากอ่างเก็บน้ำ

ทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบน้ำท่วมสูงขึ้นอย่างฉับพลัน มีภาพรถจมทั้งคัน เขตเศรษฐกิจสำคัญ จมอยู่ใต้บาดาล ประชาชนแห่กักตุนอาหารจนในร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า สินค้าเกลี้ยงทั้งชั้นวาง

ในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงความเป็นความตายของชาวสกลนครทั้งจังหวัด แต่ทำไมข้าราชการ เฉกเช่นกรมชลประทาน เลือกที่จะพลิกแพลงทางภาษา ใช้คำว่า “กัดเซาะสันเขื่อน”

จะเพื่อความสบายใจของชาวบ้าน และคนทั้งประเทศไม่ให้แตกตื่น ในยามที่สื่อโซเชียลมีอิทธิพลมากกว่าสื่อกระแสหลัก ประชาชนคนธรรมดาเป็นนักวิจารณ์ได้ทุกเรื่อง การโพสต์อะไรออกไปก็ลุกลามเป็นไฟลางทุ่ง

หรือเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกตำหนิ ถูกเด้งออกจากเก้าอี้ ลามไปถึงรัฐมนตรีเกษตรฯ ที่ชื่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ

นึกถึงคำว่า “White Lie” หรือ “โกหกสีขาว” จากปากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ณ ขณะนั้น

เขาอธิบายถึงคำว่า “โกหกสีขาว” เห็นว่า การไม่พูดความจริงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ถือเป็นการ “โกหกสีขาว” เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

คงไม่ต้องเดาว่า หลังจากที่พูดออกไป ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและสื่อมวลชนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของประเทศ

เรื่องการพลิกแพลงทางภาษา เพื่อกลบเกลื่อนการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ที่ประชาชนเห็นว่าผิดพลาด เราอาจจะพบเห็นกันบ่อยครั้งในปี 2559 ตั้งแต่น้ำท่วมหลังฝนตกหนักในกรุงเทพมหานคร ก็ใช้คำว่า “น้ำรอการระบาย”

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า “ปัญหาเช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองน้ำเมืองฝน ต้องมีน้ำรอการระบาย เราไม่สามารถบังคับน้ำได้ น้ำต้องไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้าไม่มีที่ต่ำกว่านี้น้ำจะไปไม่ได้”

หรือหากย้อนกลับไปยังมหาอุทกภัยปี 2554 นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ (ในขณะนั้น) ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมวลน้ำมหาศาลด้วยคำว่า “เอาอยู่ค่ะ”

สุดท้ายเมื่อน้ำท่วมถึงกรุงเทพฯ แบบเอาไม่อยู่ กลายเป็นคำพูดล้อเลียน ที่ปีต่อมาเธอยอมรับว่า รู้สึกท้ออยู่บ้างที่หลายฝ่ายนำคำพูดที่ว่า “เอาอยู่” จากการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมามาพูดย้ำ

แต่ที่พีคที่สุดก็คือ หลังน้ำท่วมใหญ่คราวนั้น รัฐมนตรีเกษตรฯ ที่ชื่อ “ธีระ วงศ์สมุทร” คนของนายบรรหาร ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทยพัฒนา ยอมรับว่าเป็นคนสั่งให้กักน้ำในเขื่อนเมื่อปี 2554 กลายเป็นมหาอุทกภัยในครั้งนั้น

“ผมยอมรับว่าพูดจริงที่สั่งชะลอน้ำเพื่อให้พี่น้องชาวนาได้เกี่ยวข้าว ก่อนปล่อยน้ำเข้าทุ่ง”

แม้อดีตจะผ่านไปแล้ว แต่ปัจจุบันเมื่อได้เห็นข่าวนี้ มีความรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า ทำไมข้าราชการถึงพลิกแพลงทางภาษาเช่นนี้ แถมยังออกข่าว ออกทีวีแบบสื่อสารกันด้านเดียว

ที่อันตรายที่สุดก็คือ ระดับผู้นำประเทศอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคล้อยตามกับการรายงานของกรมชลประทานไปด้วย โฆษกรัฐบาลบอกว่า “อ่างเก็บน้ำไม่ได้แตก เป็นเพียงน้ำที่เอ่อล้นท่วมพื้นที่ท้ายอ่างบางส่วน”

และยังเน้นย้ำว่า “ให้ติดตามข่าวสารที่ถูกต้องจากทางราชการ”

คือถ้าเราเจอข้าราชการที่ดี เห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วแก้ไข ก็ดีไป แต่ถ้ามาเจอข้าราชการที่ชอบแก้ตัว เอาตัวรอด ถึงคราวจวนตัวก็แก้ผ้าเอาหน้ารอด อย่างนี้ประชาชนที่หลงเชื่อไม่ชิบหายกันแย่เลยหรือ?

การยอมรับความจริงเมื่อมีโอกาสไม่ใช่เรื่องน่าอาย สังคมไทยยุคโซเชียลถึงจะด่ากลับแต่ก็พร้อมจะยอมรับ เรื่องไม่บานปลาย

การสร้างประเด็นใหม่ๆ เพื่อกลบเกลื่อน ถือเป็นเรื่องอันตราย สำหรับการสื่อสารในยามวิกฤตอย่างยิ่ง

จริงๆ ก็ไม่อยากจะวิจารณ์อะไรมากหรอก เพราะในเมื่อเขาเชื่อกันอย่างนี้ ประชาชนที่คล้อยตามรัฐบาลประยุทธ์ ก็มักจะหงายการ์ดว่า “เป็นคนในพื้นที่หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่อย่าเสือกวิจารณ์”

เห็นแบบนี้ประจำจนไม่อยากจะพูดอะไรแล้ว...






กำลังโหลดความคิดเห็น...