xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศไทยหลัง 23 ธันวาคม 2550

เผยแพร่:   โดย: สุรศักดิ์ ธรรมโม

แม้ว่าในขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้ ผลการนับคะแนนจะยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ กล่าวคือ พรรคพลังประชาชนได้ที่นั่ง ส.ส. ทั้งหมด 232 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 165 ที่นั่ง พรรคชาติไทย 37 ที่นั่ง พรรคเพื่อแผ่นดิน 25 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 ที่นั่ง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 ที่นั่งและพรรคประชาราช 5 ที่นั่งและหลังจากวันที่ 23 ธันวาคม 2550 คงจะมีการลงโทษผู้สมัครเลือกตั้งและว่าที่ ส.ส. จาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ มีนัยยะต่ออนาคตประเทศไทยที่สำคัญยิ่งดังจะขยายความในด้านล่างดังนี้

ประการที่หนึ่ง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เน้นให้เห็นถึงความแตกแยกของคนในชาติให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างภาคเมืองและภาคชนบทหรือระหว่างชนชั้นล่างและชนชั้นกลางโดยชนชั้นล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้แสดงพลังสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ในขณะที่ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ได้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ว่าพรรคใดเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมในขณะที่อีกพรรคเป็นฝ่ายค้าน รัฐบาลผสมดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะบริหารประเทศไม่ครบสมัยอย่างแน่นอน ถ้าพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะอยู่ในสถานะที่จะเผชิญหน้ากับชนชั้นกลางในกรุงเทพฯที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในทางการเมืองและถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจะเผชิญหน้ากับชนส่วนใหญ่ของประเทศที่บทบาทและเสียงของเขาถูกละเลยหรือเพิกเฉยไปทางการเมือง ซึ่งในครั้งนี้ ชนส่วนใหญ่ของประเทศที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนจะไม่นิ่งเฉย และยอมให้พรรคประชาธิปัตย์ บริหารจัดการประเทศตามอำเภอใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศ และช่วงคดีทางการเมืองของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาล การแสดงพลังของผู้เลือกพรรคพลังประชาชนในห้วงเวลาดังกล่าวจะเต็มไปด้วยพลังมวลชนและความคึกคักอย่างเต็มที่ แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม ภาวการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเอื้อให้เกิดการเดินขบวนแสดงพลังสนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงและการก่อความวุ่นวายในกรณีที่มวลชนรู้สึกว่ากระบวนการที่ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยุติธรรมและไม่โปร่งใส

ถ้ารัฐบาลในขณะนั้นคุมสถานการณ์ไม่ได้ จะสุ่มเสี่ยงที่กองทัพจะรัฐประหารเงียบโดยใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในเป็นเครื่องมือในการคุมสถานการณ์ ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้น ก็หมายความว่า ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่หล่มปลักทางการเมืองอย่างเต็มตัว

ประการที่สอง รัฐบาลหลังเลือกตั้งครั้งนี้ คือรัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ และรัฐบาลผสมชุดนี้จะมีอายุไม่ยืน แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะได้เสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ พรรคประชาธิปัตย์ด้วยการสนับสนุนของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ กองทัพ ชนชั้นสูง รวมทั้งพลังอนุรักษ์นิยมอื่นๆ จะสนับสนุน ด้วยวิถีทางนอกรัฐสภา ให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่รัฐบาลจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะจะเผชิญหน้ากับพรรคพลังประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่ทรงอิทธิพลสูงสุดเท่าที่มีในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะว่าพรรคดังกล่าวเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากที่สุด หากแต่เป็นเพราะว่า ฝ่ายค้านตัวจริงของรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์คือคนที่เลือกพรรคพลังประชาชนและคนเหล่านี้จะเข้ามาเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลผสมด้วยวิถีทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมโดยตรงในระบอบประชาธิปไตยนี่เองจะเป็นการขยายบทบาทการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

นอกจากนี้ ภาวะการเป็นรัฐบาลผสมของพรรคประชาธิปัตย์ที่เฉพาะหน้าต้องบริหารผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองและพรรคร่วมรัฐบาล อันได้แก่ การจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐบาล การเร่งกระบวนการพิจารณาการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดการคู่แข่งทางการเมือง การนิรโทษกรรมอดีตนักการเมืองจำนวน 111 คน ในจำนวนดังกล่าวนี้ มีหลายคนมีความสัมพันธ์โดยพฤตินัยกับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลผสม แต่ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องการให้มีการนิรโทษกรรมนักการเมืองจำนวน 111 คน ผลประโยชน์ทางการเมืองดังกล่าวในข้างต้นมีหลายกรณีที่ขัดแย้งกันซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของรัฐบาลผสมคลอนแคลนเท่านั้น หากแต่ยังเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่า ประเทศไทยในปี 2551 ไม่มีเวลาให้นักการเมืองเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัวของพวกตน เพราะปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐฯ ปัญหาราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นไประดับสูง กำลังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัวลง

ประการที่สาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมในระดับพื้นฐานที่เข้าขั้นวิกฤติโดยที่มาของปัญหาเชิงโครงสร้างอาจมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคที่ไม่เท่าเทียมกัน การไม่กระจายอำนาจการปกครองไปยังชนบท การกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำกันสูงยิ่ง ปัญหาดังกล่าวถูกเพิกเฉยมาหลายทศวรรษ เพราะโครงสร้างทางการเมืองและอำนาจทางการเมืองของกลุ่มชนชั้นสูงในประเทศ ไม่เอื้อให้แก้ปัญหา ในปัจจุบันปัญหานี้มาถึงจุดสูงสุดแล้ว ประเทศไทยเผชิญหน้ากับทางแยกระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยการปฏิรูประบอบประชาธิปไตย โครงสร้างเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป หรือตกอยู่ในหล่มปลักความขัดแย้งของคนในชาติเป็นรัฐที่ล้มเหลว เช่นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและประเทศในแถบละติน อเมริกา

ประการสุดท้าย ในเฉพาะหน้า ประเทศไทยจะต้องสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติให้เกิดขึ้นให้ได้ การจะสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ จะต้องสร้างความศรัทธาในระบบให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบประชาธิปไตย ระบบยุติธรรม เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินจากระบบไปใช้ทางเลือกอื่นในการแก้ไขปัญหา ระบบดังกล่าวจะดำเนินไปอย่างยุติธรรม เมื่อประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยและหลักการนิติรัฐที่แท้จริง รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการทำลายนิติรัฐที่รุนแรงที่สุด การที่จะรื้อฟื้นนิติรัฐกลับมาอีกครั้ง คือต้องทำให้ประเทศไทยกลับไปอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการเคารพและยอมรับ กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ทางการเมืองและความคิดของผู้มีอำนาจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...