xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 277 คุณแม่ผจญมาร! (แม่ของ...คุณหมอน่ะ!!)

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้..จิบกาแฟขมแล้ว ยังนึกถึงภาพที่เห็นเมื่อตอนขากลับจากแม่สะเรียง เพราะเห็นเด็กชาวไทยพื้นที่สูง สวมใส่เสื้อมีเครื่องหมาย S ของซุเปอร์แมนดูแล้วน่ารักดี มีความรู้สึกว่าเด็กน้อยที่อยู่บนดอยไม่ค่อยแต่งชุดประจำเผ่า เหมือนอย่างที่ได้เคยเห็นเหมือนสามสี่สิบปีก่อน ซึ่งตอนนั้นเด็กชาวเขาน้อยคนที่จะได้รับการศึกษา ผู้ที่ปัจจุบันอายุเกิน ๔๐ ปี จะหารู้หนังสือน้อยมาก แต่เด็กรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาทุกคน นอกจากพวกที่เข็บป่วยหรือพิการเท่านั้น จึงจะขาดโอกาสที่ศึกษาเล่าเรียน

การที่เป็นคนพิการแล้วต้องเกิดมาบนดอยนั้น เป็นเรื่องเดือดร้อนมาก มีชาวเขาจำนวนหนึ่ง ที่ต้องพิการเพราะโรคโปลิโอ ซึ่งเคยเป็นปัญหาใหญ่ของสาธารณสุขในภาคเหนือเมื่อราวปี พ.ศ.เก้าสิบเศษๆ คนเหล่านี้แม้ได้รับการรักษาหายแล้ว แต่ก็ยังคงความพิการ และความลำบากของพวกเขา ยิ่งมีมากกว่าผู้พิการที่อยู่บนพื้นราบ เพราะเขาจะต้องมีชีวิตอยู่บนพื้นที่สูงชัน สภาพการเคลื่อนไหวของผู้พิการเหล่านั้น ย่อมจะดูทุลักทุเลกว่ากันมากนัก

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มเอกชนที่เขาให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ โดยรวบรวมเงินจากผู้บริจาค ไปจัดหารถเข็นสำหรับคนพิการที่เป็นชาวไทยบนพื้นที่สูง และทางโรงพยาบาลแมคเคน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นฝ่ายที่จัดหารถให้กับผู้พิการเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่ใช่การซื้อรถเข็นขึ้นไปแจกบนดอย แต่เพราะลักษณะความพิการไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จึงจำเป็นจะต้องนำผู้ป่วยที่ได้รับการบริจาคมาที่โรงพยาบาล เพื่อทดสอบความเหมาะสมของร่างกาย ว่าจะเข้ากับรถชนิดใด หรือจะต้องต่อรถให้เป็นพิเศษ ที่ผมรู้ตรงนี้ก็เพราะเคยบริจาครถให้กับชาวเขาเหล่านี้มาก่อน

เมื่อพูดถึงซุปเปอร์แมนและความพิการแล้ว จะต้องพูดถึง คริสโตเฟอร์ รีฟ (Christopher Reeve) ผู้รับบทซูเปอร์แมนในยุคหลัง ซึ่งน่าชมกว่าที่ผมดูตอนยังเป็นเด็ก ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นใหม่นี้โด่งดังมาก และตัวผู้แสดงเป็นซุปเปอร์แมนก็กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่ต้องประสบเคราะห์กรรมตกจากหลังม้า ขณะทำการแข่งขัน และกลายเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงลำคอลงมา ที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งเรียกว่า Quadriplegia เคลื่อนไหวไม่ได้เลย ต้องมีชีวิตอยู่ในรถเข็นกับเตียงนอนเสียเป็นส่วนใหญ่

จากหนุ่มหล่อที่มีผู้หญิงหลายต่อหลายคนใฝ่ฝันถึง และอยากให้เขาอุ้มพาเหาะไปเที่ยวเล่นบนท้องฟ้า ต้องกลายมาเป็นคนพิการ ขยับเขยื้อนไปไหนมาไหนไม่ได้ และจำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา จึงไม่แปลกใจเลยที่พระเอกคนนี้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า

เคยคิดฆ่าตัวตาย หลังจากตระหนักดีว่า ชีวิตที่เหลือของตนเองจะต้องเป็นคนพิการตลอดไป ไม่ต้องการเป็นภาระให้กับภริยา ที่จะต้องคอยดูแลปรนนิบัติสามีผู้พิการไปตลอดชีวิต

โชคดีที่ซุปเปอร์แมนของเรามีคู่ครองที่แสนดี เธอผู้เป็นภริยาได้ฉุดเขาขึ้นมาจากภาวะซึมเศร้าซึ่งเป็นอันตราย ด้วยถ้อยคำที่แสนอ่อนหวาน ซึ่งเพิ่มกำลังใจให้ต่อสู้ชีวิตต่อไป คำพูดประโยคนั้นของเธอ คือ

“ฉันยังคงรักคุณ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม คุณก็ยังเป็นคนเดิมของฉัน”

โอ้โฮ...ฟังแล้ว ซึ้งจังเลย!

(เมียพูดอย่างนี้ก็น่าร้าก...น่ารัก แต่ถ้าฟังคนตอแหลพูด ก็น่าตบซะให้กรามยุบ...นะจ๊ะ!!)
คริสโตเฟอร์ รีฟ มักจะพูดให้เพื่อนฝูงฟังเสมอว่า คำพูดของเธอเป็นประโยคทองสำหรับเขา ช่วยเพิ่มพูนกำลังใจให้กับพระเอกผู้เคราะห์ร้ายเป็นอย่างยิ่ง แม้อุบัติเหตุจะทำให้เขาต้องออกจากวงการภาพยนตร์ก็ตามที

อย่างไรก็ตามซุปเปอร์แมนอย่างคริสโตเฟอร์ รีฟ ไม่ได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตาหรือนอนคอยความตาย หากเขากลับอุทิศเวลา ให้กับการบำบัดทางการแพทย์ และยังตั้งมูลนิธิ Christopher Reeve Paralysis Foundation มีภารกิจการให้ทุนวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการบำบัด รักษาและการป้องกันการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นแหล่งข้อมูล และให้การสนับสนุนเกี่ยวกับคนพิการลักษณะนี้ด้วย


ใครที่นึกว่าคริสโตเฟอร์ รีฟ จะจบชีวิตการเป็นนักแสดง ตั้งแต่กลายเป็นคนพิการ ต้องคิดผิดอย่างมาก เมื่อเขากลับมาแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Rear Window ที่นำมาสร้างใหม่โดย HBO ซึ่งเคยเป็นหนังทำเงินมาก่อน เพราะตัวนำที่เดินเรื่องเป็นคนพิการ แต่มาในภาคใหม่นี้ มีการใช้อุปกรณ์ที่ปรับปรุงแล้ว สำหรับบุคคลพิการที่จำเป็นต้องใช้รถเข็น ซึ่งแสดงถึงวิทยาการที่ก้าวหน้า ด้วยการใช้รถเข็นไฮเทคกว่าภาพยนตร์เรื่องเดิม ผนวกการใช้ช่องทางสื่อสารด้วยอีเมล์ และการใช้โปรแกรม speech recognition แทนการใช้โทรศัพท์ในบทหนังเรื่องเก่า หนังเรื่องนี้ประสพความสำเร็จพอสมควรเลยทีเดียว

นอกจากนั้นคริสโตเฟอร์ รีฟ ยังกำกับภาพยนตร์สำคัญ ที่ตรึงใจผู้คนเป็นจำนวนมาก คือประวัติของผู้พิการแบบเดียวกับเขา หนังเรื่องนี้ชื่อThe Brooke Ellison Story และได้ยำออกฉายหลังจากคริสโตเฟอร์ รีฟ เสียชีวิตเพียง ๒ สัปดาห์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตจริงของเด็กสาวคนหนึ่งคือ บรู้ค แอลลิสัน ซึ่งพบกับความพิการเพราะอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชน ทำให้เธอต้องเปลี่ยนจากเด็กผู้หญิง ที่มีความร่าเริงและมีชีวิตที่สดใสรอคอยอยู่ข้างหน้า กลายเป็นคนพิการไป

เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่บูร้คอายุได้ ๑๑ ขวบขณะเดินกลับบ้านแทนที่จะขึ้นรถ เคราะห์หามยามร้ายเธอถูกรถชนตอนข้ามถนน เธอกลายเป็นอัมพาตชนิดที่เรียกว่า Quadriplegia ในทันทีทันใดนั้นเอง เหมือนคริสโตเฟอร์ รีฟ โดยไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกาย ตั้งแต่คอลงมาได้เช่นกัน!

มารดาของเธอคือจีน เอลลิสัน ต้องดูแลแม่หนูคนนี้อย่างใกล้ชิดที่สุด อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้การดำรงชีวิตของครอบครัวเอลิสันเปลี่ยนแปลงไป เพราะการรักษาดูแลสาวน้อยที่เป็นสมาชิกในครอบครัว ความเครียดที่เกิดขึ้นของผู้เป็นพ่อแม่ ที่ต้องเห็นบุตรที่ต้องกลายผู้ป่วย และกลายเป็นคนพิการอย่างถาวรในที่สุด ไม่เว้นแม่แต่พี่น้องของเธอด้วย

จีนต้องใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของเธอกับลูกสาว ไปโรงเรียนและต้องนั่งอยู่กับลูกน้อยตลอดเวลา เหมือนกับเธอต้องกลายเป็นนักเรียนไปด้วย

บรู้คไม่ทำให้แม่ผิดหวัง ที่เฝ้าดูแลอย่างเต็มที่ เมื่อเธอแสดงความเก่งกาจทางการเรียน เมื่อได้เป็นตัวแทนเข้าตอบปัญหาระหว่างนักเรียน และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศระหว่างรัฐ ต่อมาอีกไม่นาน เมื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เธอกลายเป็นผู้พิการแบบ Quadriplegia รายแรก ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Harvard

ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ทำให้เราต้องชื่นชมความกล้าหาญ มุ่งมั่น ความรักของจีน เอลลิสันผู้เป็นแม่ ที่เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อให้บรู้คมีชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนั้นหนังยังแสดงถึงความยึดโยงกันด้วยความรักอัน และความสามัคคีปรองดองกันอย่างเหนียวแน่น ของสมาชิกในครอบครัวเอลลิสันนี้ด้วย

หากเราจะเปรียบเทียบภาระของทั้งสองกรณี ทั้งคริสโตเฟอร์ รีฟ และบรู้ค เอลลิสัน ซึ่งมีความพิการลักษณะเดียวเข้าด้วยกัน คงพอจะอธิบายได้ว่า

เคราะห์กรรมที่พระเอกซุปเปอร์แมนได้รับนั้น เกิดขึ้นตอนที่เขาได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอาชีพการงาน มีครอบครัวและฐานะที่มั่นคงแล้ว เมื่อต้องกลายเป็นอัมพาตโชคดีที่เขามีภรรยาและครอบครัวอยู่เป็นกำลังใจ และยืนหยัดอยู่กับเขาอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ดี ภาระในการปรนนิบัติพระเอกผู้พิการนั้น ยังมีพยาบาลพิเศษคอยช่วยเหลือ ซึ่งลดความเครียดของภรรยาไปได้มาก แต่เมื่อเราดูภาพยนตร์เรื่อง The Brooke Ellison Story แล้วจะเห็นได้ว่า

นับแต่วันที่สาวน้อยต้องกลายเป็นอัมพาตตั้งแต่ลำคอลงมา จีนมารดาของเธอต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต โดยไม่สามารถทำงานนอกบ้านได้ ต้องคอยดูแลบรู้คอย่างใกล้ชิด โดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ต้องอาบน้ำ ป้อนข้าว อุ้มไปถ่ายหนักถ่ายเบา สารพัดที่จะต้องทำ ซึ่งเป็นงานหนักเอามากๆ ทีเดียว

นอกจากนั้น เมื่อลูกสาวต้องเรียนต่อโดยไม่ละทิ้งการศึกษา จีนผู้แม่ต้องเสียสละไปพาลูกไปโรงเรียนทุกวัน ยังต้องนั่งเรียนอยู่ด้วยตลอดเวลา ถึงเวลาเลิกอุ้มขึ้นรถกลับบ้าน และเมื่อถึงบ้านต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ ให้ทำการบ้าน พาเข้านอน เรียกว่าทุ่มชีวิตทั้งหมดให้กับลูกสาวของเธอจริงๆ ซึ่งคนธรรมดาคงทำไม่ได้ หากไม่ใช่แม่ที่รักลูกจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น จนลูกสาวสำเร็จไฮสกูล บรู้คสาวน้อยอัจฉริยะ สอบเข้าเรียนในฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกได้ ทำให้จีนผู้เป็นมารดา จำต้องละทิ้งสามีและครอบครัว ติดตามลูกสาวไปศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งอยู่ต่างเมืองอีกด้วย และต้องอดทนอยู่ดูแลเธออีกหลายปี จนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย และได้รับเกียรตินิยมอีกด้วย

ช่างน่าสรรเสริญคุณแม่อย่างจีน ซึ่งมีความทรหดอดทนล้ำเลิศ จนกระทั่งลูกสาวผู้พิการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ปัจจุบันบรู้ค เอลลิสัน ได้รับปริญญาเอกไปเรียบร้อยแล้ว

เรื่องความรักแม่ที่มีต่อลูกนั้น มีเรื่องให้เราซาบซึ้ง ชนิดที่ต้องแอบพลอยซับน้ำตาด้วยความตื้นตันเสมอ แต่แม่ไม่ได้เพียงแต่ฟูมฟักเลี้ยงดูลูกเท่านั้น ถ้ายามใดลูกตกอยู่ในอันตรายใดๆก็ตาม แม่ก็ต้องออกมาต่อสู้ป้องกันลูกรักอย่างสุดชีวิต

กรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเราเมื่อเร็วๆนี้ คุณแม่คนหนึ่งต้องนำตัวคุณหมอลูกชาย ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการสำนักกวดวิชา ที่มีชื่อเสียง ส่งโรงพยาบาลศรีธัญญา แม้ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ฟังคุณแม่ของหมอพูดแล้ว ตัวเองเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยเลยว่า

ท่านจะต้องปกป้องให้ลูกชายให้พ้นเหตุร้าย ที่กำลังคุกคามชีวิตและทรัพย์สิน ของคุณหมอบุตรชายอย่างแน่นอน

ผมเองเคยช่วยรับส่งลูกเพื่อน ไปศึกษาที่สถาบันกวดวิชาของครอบครัวคุณหมอ ยามพ่อแม่ของเด็กต้องไปต่างประเทศหรือติดธุระ จนเด็กสองคนที่ไปคอยรับส่งอยู่นั้น สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และบัดนี้กำลังจะกลายเป็นวิศวกรหนุ่มน้อยทั้งคู่ใ นปีที่จะถึงนี้แล้ว

จึงรู้สึกขอบคุณ ทั้งอดห่วงใยคุณหมอและครอบครัวไม่ได้ เพราะแม้ไม่รู้จักกันเป็นส่วนตัว แต่ได้ยินเรื่องราวความสำเร็จในการเลี้ยงดูบุตร ของบิดาและมารดาของคุณหมอมายาวนาน รวมทั้งทราบด้วยว่า ทั้งสองท่าน เป็นผู้ที่มีจิตใจงดงามและยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอีกด้วย

ดังนั้น อยากจะบอกกล่าวเป็นการปลอบใจ ไปถึงคุณพ่อและคุณแม่ของคุณหมอว่า พระพุทธองค์นั้นก่อนสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ได้เผชิญกับสหัสมาร ซึ่งมีมือถึงพันมือ แต่ทรงเอาชนะมารร้ายได้ในทีสุด

จึงขอให้คุณแม่ หมั่นสวดมนต์บท “พาหุง” ซึ่งเป็นพุทธชัยมงคล สรรเสริญพระพุทธคุณที่ทรงเอาชนะหมู่มารได้

อานิสงส์ของการสวดพระพุทธมนตร์บทศักดิ์สิทธิ์นี้ แม้มารที่มายืนประจันต่อหน้าคุณแม่และครอบครัวครั้งนี้ จะไม่ใช่สหัสมาร อย่างพระพุทธเจ้าทรงผจญมา แต่เชื่อว่าคุณแม่ก็จะสามารถเอาชนะมารที่เข้ามาทำร้ายครอบครัวได้ในที่สุด และพบกับความสวัสดีทุกประการ


พูดถึงมารแล้ว มันก็มีหลายรูปแบบ บ้างก็สามารถจำแลงร่าง เปลี่ยนเพศ หรือแปลงหน้าตา บางทีหน้าก็กางเป็นกะด้ง ลางทีหน้าก็ยุบแคบลงเหลือเท่าฝาหนมครก พาผู้คนหลงผิดหรือทำให้ใหลหลงได้ต่างๆนานาๆ

มารร้ายเหล่านี้มีทั้ง ‘มารตัวผู้’ และ ‘มารตัวเมีย’ คล้ายๆกับบรรดามารทั้งหลายในหนังญี่ปุ่นหรือหนังฝรั่ง ที่เข้ามากวาดเอาสตางค์ผู้คนในบ้านเราหลายต่อหลายเรื่อง

ถ้าเป็นตัวผู้เราก็เรียกว่า “ไอ้มาร” หากเป็นตัวเมียเราก็มักเรียกว่า “นางมาร” หรือ “อีมาร” เพื่อให้คล่องหรือสะดวกปาก ในการบอกเพศตัวจังไรเหล่านี้ แต่มารตัวที่คุณแม่และครอบครัวของคุณหมอ กำลังเผชิญอยู่นั้น ขนาดผมนั่งทางในดูแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไรดี ตอนนี้จึงขอตั้งชื่อให้ไปพลางๆก่อนว่าเป็น...

“มารกรามช้าง”


คุณแม่อย่าลืมสวดมนต์บทนี้นะครับ และผมรับรองว่าอีกไม่นาน...ไม่ว่าจะเป็น ‘ไอ้มาร’ หรือ ‘อีนังมาร’ ก็ต้องแพ้พ่าย จนต้องเผ่นหนีแน่บไปแน่ๆ!

............................................

ท้ายบท ขอชักชวนท่านผู้อ่านที่เคารพ ช่วยกันร่วมสวดมนต์ช่วยคุณแม่ของคุณหมอด้วย เพราะอานิสงส์จะช่วยให้ท่านที่มีลูกมีหลาน จะไม่ต้องโดนอิทธิฤทธิ์มารอย่างครอบครัวคุณหมอโดน!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...