xs
xsm
sm
md
lg

Post-Thaksin กับความล่มสลายของรัฐตำรวจ

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นในฐานะของพลเมืองไทยคนหนึ่งที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับตำรวจมากไปกว่าในฐานะเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมชาติ และพลเมืองที่จำเป็นต้องข้องแวะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมก็ไม่มีความรู้เรื่องตำรวจและกฎหมายอะไรมากไปกว่าพลเมืองธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เฝ้ามอง 'สถาบันตำรวจ' ...... ด้วยสายตาที่ผิดหวังอย่างยิ่ง

สองปีที่ผ่านมา มีหลายคนชี้ (กล่าวหา) ว่าในยุคทักษิณนั้นสังคมไทยได้กลายเป็น 'รัฐตำรวจ' ไปเสียแล้ว

ความหมาย รัฐตำรวจ (Police State) ในที่นี้หมายถึง รัฐที่ตำรวจเป็นรากฐานของระบอบเผด็จการ (ในคราบของประชาธิปไตยที่เห็นมองเห็นแต่เพียงว่าการเลือกตั้งคือทางออกของปัญหาการเมืองทุกปัญหา!) หมายถึง รัฐที่ตำรวจอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยม โดยตำรวจเป็นเครื่องมือหลักของพรรคการเมืองหนึ่งๆ เพื่อตอบสนองเป้าหมายในการ ผูกขาดการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ผูกขาดการกำหนดทิศทางทางการเมือง รวมไปถึงผูกขาดอำนาจในการตรวจสอบทางการเมือง

หมายถึง รัฐที่ตำรวจพยายามทำให้ประเทศคล้ายกับห้องขังขนาดใหญ่ ด้วยวิธีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐที่เอื้อให้ตำรวจมีอำนาจมากขึ้นทั้งอำนาจในการควบคุมประชาชน การตั้งด่านตรวจค้น ปรับ จับกุม คุมขัง ฟ้องร้องต่อศาล แม้ว่าอำนาจเหล่านั้นจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ตาม

ในยุคทักษิณ แม้ 'รัฐตำรวจ' ที่ว่าจะยังไม่ได้มีอำนาจรุกคืบเข้าไปกินพื้นที่ในการตรวจสอบทางการเมืองอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหลายๆ ประการเสียก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ถ้ายุคสมัยของทักษิณทอดยาวออกไปนานกว่านี้ อย่าว่าแต่จะต้องถึงปีที่ 20 อย่างที่ใครคุยโม้โอ้อวดเลย เพราะเพียงแค่ปีที่ 8 หรือ ปีที่ 12 ประเทศไทยคงกลายเป็น 'รัฐตำรวจ' โดยสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายตำรวจคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ก้าวขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดทางการบริหาร ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างกับโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะในส่วนที่มีความเกี่ยวพันกับตำรวจ
ภาพจาก www.atimes.com
แม้ 'กรมตำรวจ' จะถูกแปรสภาพจากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทยให้กลายเป็น 'สำนักงานตำรวจแห่งชาติ' ภายใต้การควบคุมของสำนักนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่ยุคทักษิณจะอุบัติขึ้น (พ.ศ.2541) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตั้งแต่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคทักษิณเป็นต้นมา ภายใต้การส่งเสริมจาก 'นายกฯ ตำรวจคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย' ได้ทำให้ 'สถาบันตำรวจ' ของไทยเปลี่ยนโฉมไปอย่างมากมาย โดยประเด็นที่ดูจะเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในปัจจุบันก็คือ การกลายสภาพจากสถาบันแห่งการพิทักษ์ปวงประชาเป็นสถาบันแห่งรับใช้ผู้มีอำนาจ

อดีตนายตำรวจผู้รักชาติหลายนาย อย่างเช่น พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เคยชี้ให้เห็นว่าในยุคทักษิณ การที่พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ระบุไว้ใน มาตรา ๖ ว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี นั้นไม่น่าจะถูกต้องนัก

ทักษิณและพรรคพวก พยายามใช้กฎหมายมาตรานี้ให้เป็นคุณแก่ตน ใช้ตำรวจเป็นมือไม้ ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ ในการปกครองประเทศให้ประชาชนอยู่ในกรอบที่ตนเองต้องการ ขณะที่ตำรวจจำนวนไม่น้อยก็ยอมศิโรราบให้กับระบอบทักษิณเพียงเพื่อหวังลาภ ยศ สรรเสริญ

กรณีคุณสมชาย นีละไพจิตร ปัญหาไฟใต้ที่ลุกลามและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การยกให้นายตำรวจ (หรือกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัด) มีอำนาจเหนือทหารในการเข้ามาแก้ปัญหาไฟใต้ กรณีส่งกกต. 3 หนาห้าห่วงไปคุมการเลือกตั้ง การสั่ง ป.ป.ง.ที่มีตำรวจเป็นหัวหน้าให้ตรวจสอบทรัพย์สินอริทางการเมือง การเลือกปฏิบัติของดีเอสไอและกองปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล คดีเกี่ยวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยบางคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจกระโดดลงมาเป็นเจ้าทุกข์เสียเองเมื่อหาเจ้าทุกข์ไม่ได้ การรุบกระทืบพันธมิตรฯ ไล่ทักษิณที่เซ็นทรัล เวิลด์ หรือกระทั่งกรณีล่าสุด 'คาร์บ๊อง' ต่างก็เป็นหลักฐานชั้นดีของการกลายสภาพเป็นสถาบันแห่งการรับใช้ผู้มีอำนาจของสถาบันตำรวจในปัจจุบัน!!!

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุคาร์บ๊องได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ผมยืนอยู่ริมถนนพระราม 1 หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับกลุ่มและแกนนำพันธมิตรที่เดินทางไปร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชายชรา และหญิงสาวถูกทำร้ายร่างกายโดยกลุ่มคนผู้ให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิลด์

ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่ามกลางตำรวจหลายร้อยนาย ไม่นับรวมกับที่ตระเตรียมกำลังอยู่อีกหลายกองร้อยในวัดปทุมวนาราม คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ขึ้นไปยืนบนท้ายรถกระบะปราศรัยต่อว่าตำรวจทั้งหลายที่ปฏิบัติงานอยู่ในสำนักงานฯ รวมถึงที่รายล้อมกลุ่มพันธมิตรอยู่

คุณสนธิถามว่า "ตำรวจทั้งหลาย ท่านยังคงมียางอาย ยังมีสำนึกในความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในจิตใจหรือไม่เมื่อเห็นคนแก่ สตรี และประชาชนผู้บริสุทธิ์โดนอันธพาลกลุ้มรุมทำร้ายต่อหน้าต่อตา? ถ้าไม่รู้สึกก็แสดงว่าพวกคุณเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่มนุษย์!"

ขณะที่หูของผมรับฟังเสียงของคุณสนธิที่ผ่านออกมาจากเครื่องขยาย สายตาของผมมองไปในทิศทางเดียวกับประชาชนที่ยืนอยู่บริเวณนั้น มองไปยังผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทั้งหลายที่ยืนนิ่งเรียงรายกันอยู่บริเวณเกาะกลางของถนนพระราม 1 ตำรวจเกือบทุกนาย ถ้าหากไม่ได้ใส่แว่นตากันแดดสีดำ ก็หลบสายตาประชาชนไม่กล้าสู้หน้า

ณ เวลานั้นผมรู้ว่า ตำรวจชั้นผู้น้อยเหล่านั้นหลายคนคงรู้สึกละอายแก่ใจ ......

กรณีความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับทหาร และความไม่เชื่อถือต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจของประชาชนทั้งหลาย จากกรณี 'คาร์บ๊อง' ลอบสังหารรักษาการนายกฯ ที่โพลหลายแห่งเปิดเผยออกมา ชี้ให้เห็นว่า ณ วันนี้ระดับความเชื่อถือของประชาชน (รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในภาคส่วนอื่นๆ) ต่อการทำงานของตำรวจได้ลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ผู้ใหญ่หลายคนคุยกับผมว่า หลังทักษิณไป สถาบันตำรวจในวันนี้ก็คงจะถูกรื้อ และถูกยกเครื่องใหม่ตามไปด้วย แต่จะถูกรื้อจากสภาพในวันนี้ให้กลายเป็นรูปแบบไหนนั้น ผมไม่รู้ ผมรู้แต่เพียงว่าอำนาจของตำรวจหลังยุคทักษิณคงเหลือน้อยกว่าปัจจุบันมาก
กำลังโหลดความคิดเห็น...