xs
xsm
sm
md
lg

จุดเด่นของทักษิณ

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

หลายปีก่อน ครั้งที่นายทักษิณ ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้ใหญ่หลายคน คนรอบๆ ตัว รวมถึงตัวผมเองต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่านายทักษิณนั้นมีจุดเด่นมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น เงินในกระเป๋า ความมีวิสัยทัศน์ทั้งในระดับชาติและภูมิภาค ความเป็นคนกล้าตัดสินใจ การเป็นคนคิดไวทำไว เพื่อนฝูง-ลูกน้องที่มีฝีมือ เครือข่ายที่โยงเขาเข้ากับคนในทุกระดับชั้นของสังคม รวมไปถึงความเป็นแฟมิลีแมน ......

หลายปีผ่านไป จุดเด่นหลายๆ อย่างของนายทักษิณเริ่มจะหายไป ไม่ว่าจะความมีวิสัยทัศน์ เพื่อนฝูง-ลูกน้อง รวมไปถึงเครือข่ายของเขาที่นับวันจะหดเล็กลงๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงห้าปีที่ผ่านมานายทักษิณก็สามารถเสริมสร้างจุดเด่นอื่นขึ้นมาทดแทนสิ่งที่ขาดหายได้อย่างเยี่ยมยอด นั่นคือ

...... ความหน้าด้าน ......

แต่ก่อนนายทักษิณดูจะเป็นคนที่หน้าบางกว่าปัจจุบันมาก เพราะเพียงมีคนออกมาเปิดโปงข่าวลือที่ว่าที่ ลูกสาวสอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ก็เพราะโกงข้อสอบเอนทรานซ์ นายทักษิณก็ออกมาหลั่งน้ำตาไหว้สื่อมวลชนปะหลกปะหลกว่า อย่าไปคุ้ยแคะเรื่องนี้เลย อย่าไปรังแกลูกของเขาเลย จะด่าพ่อก็ด่า แต่กรุณาอย่าแตะต้องลูกสาวสุดที่รัก!

บทพิสูจน์ความหน้าบางของนายทักษิณ ไม่เพียงจำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องภายในครอบครัวเท่านั้น เพราะแม้แต่เรื่องราวที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ของประชาชน นายทักษิณก็ทำตัวหน้าบางราวกับกระดาษทราย ด้วยการเดินหน้าทำ M&A อย่างต่อเนื่อง ดูดพรรคโน้นพรรคนี้เข้ามาควบรวมกับพรรคของตน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความหน้าบางของตัวเอง เพราะนายทักษิณเป็นคนขี้อายไม่อยากถูกฝ่ายค้านซักออกโทรทัศน์ เขาจึงไม่ยอมให้ใครเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเอง

หลังจากผ่านการเคี่ยวกรำในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากว่าห้าปี ถึงวันนี้ดูเหมือนว่านายทักษิณจะสามารถลบจุดด้อยที่รุมเร้าตัวเขามายาวนานหลายปีให้หายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

นายทักษิณ เริ่มบทพิสูจน์ความหน้าด้าน จุดเด่นใหม่ของตนเองอย่างเต็มตัว (หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีบ้างกะปริบกะปรอย) ด้วยการระบุว่าการที่ลูกชาย-ลูกสาว ประกาศขายหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 73,300 ล้านบาทให้กับสิงคโปร์โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวนั้นไม่ผิดกฎหมาย (แต่อย่าถามเรื่องจริยธรรม) ประกาศยุบสภาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 เพื่อหนีการชุมนุมใหญ่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ ท้องสนามหลวงในวันที่ 26 กุมภาฯ และการอภิปรายร่วมของ 2 สภาที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันให้หลัง ทั้งๆ ที่นายทักษิณ สัญญากับลูกพรรคตัวเองมาตลอดว่าถ้าจะประกาศยุบสภาเมื่อใดก็จะบอกล่วงหน้า เพื่อให้ลูกพรรคนั้นย้ายพรรคกันได้ทัน

นายทักษิณไม่หยุดการพิสูจน์ความหน้าด้านของตนเองเพียงแค่นี้ เพราะหลังจากประกาศยุบสภาแล้ว เขาก็เดินหน้าใช้ใบหน้าเดินต่างเท้าครูดไปกับพื้นถนนคอนกรีต ด้วยการประกาศในวันที่ 4 เมษายน ว่าเขาจะเว้นวรรคไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปแล้ว พร้อมกับลาพักร้อนเก็บข้าวของออกจากทำเนียบในวันต่อมา แต่ต่อมาอีกไม่นานเขาก็ตระบัดสัตย์ ประกาศเลิกพักร้อน กลับมานั่งตำแหน่งรักษาการนายกฯ พร้อมกับยืนยันที่จะใช้สีข้างเข้าถู โดยประกาศจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแน่นอน ไม่ว่าชาติจะแตกแยกหรือไม่ก็ตาม ......

ระยะหลังๆ มานี้ นับตั้งแต่พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง 15 ตุลาคม 2549 ประกาศใช้ นายทักษิณก็ยิ่งเดินหน้าโชว์จุดเด่นใหม่ของตัวเองให้ชาวไทยและชาวโลกได้รับทราบกันอย่างโจ๋งครึ่ม!

ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทั้งที่มีสถานะเป็นเพียงแค่คนเฝ้าบ้านชั่วคราว (รักษาการนายกรัฐมนตรี) นายทักษิณกลับสะเออะดอดบินไปพม่าและกัมพูชาไปเจรจาผลประโยชน์กับเพื่อนบ้าน โดยอ้างว่าเป็นการทูตยุคใหม่ และเป็นการเจรจาที่ได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนั้นเพิ่งประชุมเรื่องปัญหาในพม่าเสร็จไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น และอาเซียนก็ออกแถลงการณ์ตำหนิพม่าไปเรียบร้อยแล้ว

นายทักษิณ พิสูจน์ให้เราเห็นว่า แม้แต่ 'คนเฝ้าบ้านชั่วคราว' ก็สามารถไปเจรจาตกลงกับเพื่อนบ้านได้ โดยที่ไม่ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของบ้านแม้สักนิด!

ไม่เพียงเท่านี้ ก่อนที่พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง 15 ตุลาคม 2549 จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม 2549 คนเฝ้าบ้านชั่วคราวที่ชื่อนายทักษิณ ก็ยังเดินหน้าหาเสียงให้กับตนเองและพรรคด้วยการเดินหน้าจัดทัวร์นกขมิ้นไปยังหลายจังหวัดของภาคอีสานและภาคเหนือเพื่อแจก แจก และแจก โดยนายทักษิณอ้างว่าไปปฏิบัติราชการ ติดตามนโยบาย ทั้งยังออกวิทยุในรายการนายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน ทุกๆ เช้าวันเสาร์ โดยไม่สนคำตำหนิติเตียนถึงความไม่เหมาะสมจากฝ่ายค้าน สื่อมวลชน นักวิชาการ ประชาชนจากทุกภาคส่วน

วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมาก็เช่นกันก่อนจะเดินสายไปทัวร์นกขมิ้นยังภาคเนือ นายทักษิณ ก็ทำเอาประชาชนคนไทยเสียอารมณ์ในวันแม่ด้วยการออกวิทยุกระจายเสียงไปทั่วประเทศ โดยประกาศว่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมาที่ตัวเองเป็นนายกฯ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยนั้นสูงขึ้นถึงร้อยละ 50 ......

เมื่อได้ฟังนายทักษิณ กล่าวเช่นนี้ผมจึงล้วงกางเกง ควักเงินในกระเป๋ามานับดูแล้วก็พบว่า เงินหนึ่งร้อยบาทที่ผมมีเมื่อห้าปีก่อน วันนี้มันกลับเหลืออยู่ไม่ถึง 50 บาทเสียด้วยซ้ำ แล้วก็ด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูด ค่ารถเมล์จากห้าปีก่อนที่เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวจาก 3 บาท 50 สตางค์เป็น 7 บาท ดอกเบี้ยก็ขึ้นเอาๆ ผมก็ไม่รู้ว่าไอ้ 50 บาทที่เหลืออยู่นี้จะช่วยประทังชีวิตผมไปได้อีกสักกี่น้ำกัน

ผมนับเศษสตางค์ในกระเป๋ายังไม่เสร็จดี นายทักษิณก็กล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ทำเอฟทีเอ (เปิดเสรีทางการค้า) กับ 4 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย จีน นิวซีแลนด์ และอินเดีย ทำให้ได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้น แม้ว่าบางอย่างอาจเสียเปรียบบ้าง แต่ผู้ผลิตสินค้าจะได้เปรียบ

ไม่นานมานี้ ผมเพิ่งได้ยินมาว่า เกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน ผู้เลี้ยงวัวนม ปลูกหอม กระเทียม ส้ม ฯลฯ ต่างก็ฉิบหายไปตามๆ กันจากการเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) ที่นายทักษิณเพิ่งคุยโม้ออกวิทยุเมื่อตะกี้

ผมเก็บกระเป๋าสตางค์บางๆ ใส่กางเกง แล้วก็รำพึงกับตัวเองว่า สงสัยนายทักษิณจะสำเร็จสุดยอดเคล็ดวิชา "ด้านได้ อายอด" ขั้นที่เก้าก็คราวนี้แล
กำลังโหลดความคิดเห็น...