xs
xsm
sm
md
lg

แม้วเสื่อมมนต์

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

บ่ายวานนี้ (25 ก.ค.) หลังจากข่าวศาลอาญาชั้นต้นตัดสินให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 3 คนมีความผิดในการจัดการเลือกตั้ง โดยมีคำสั่งจำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญาและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กกต.ทั้ง 3 เป็นเวลา 10 ปีถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ไม่กี่อึดใจ มิตรเก่าของผมผู้หนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทหลักทรัพย์แห่งนี้ก็โทรศัพท์มาหาโดยกล่าวด้วยน้ำเสียงโล่งใจว่า

"พอได้ยินข่าว ...... ออฟฟิศกูเฮกันทั้งออฟฟิศเลยวะ"

วานนี้ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่ กกต.ทั้งสามคนจะนั่งเดินเข้าสู่รั้วเรือนจำกลางคลองเปรม (เรือนจำพิเศษกรุงเทพ) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นก็ปิดตลาดโดยดัชนีดีดเพิ่มขึ้น 4.59 จุด ปิดที่ 688.35 จุด

การกระเตื้องขึ้นของดัชนีหลักทรัพย์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงทัศนะของ นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ และประชาชนจำนวนหนึ่งต่อผลจากการตัดสินของศาลเกี่ยวกับ กกต.ว่า "พอใจในระดับหนึ่ง"

พอใจอย่างไร?

ย้อนเวลากับไป ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่มีข่าวคราวความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารงานอย่างคอร์รัปชัน ปราศจากความโปร่งใสของรัฐบาล และการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่สิงคโปร์ของครอบครัวนายกรัฐมนตรี ปัจจัยเหล่านี้ได้ซ้ำเติมให้ภาวะเศรษฐกิจของไทยที่โดยพื้นฐานได้รับผลกระทบมาจากภาวะราคาน้ำมันแพง สภาวะทางการเมือง-เศรษฐกิจโลก (โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ) ที่สั่นคลอน และความไร้วินัยทางการคลังของรัฐบาลทักษิณอยู่แล้ว จนทำให้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย (Consumer Sentiment Index ดัชนีดังกล่าวนี้จัดทำโดยมาสเตอร์การ์ด) ในปี 2549 นั้นอยู่ในระดับไม่มีความเชื่อมั่น หรือ No Confidence เนื่องจากดัชนีตกลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 (อยู่ที่ 47.9) และถือว่าเป็นความตกต่ำที่สุดในรอบเจ็ดปี

ถัดมาในช่วงกลางปี 2549 มาสเตอร์การ์ดก็ประกาศผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2549 ออกมาอีกครั้ง โดยคราวนี้ดัชนีดังกล่าวลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทางการเงินเอเชียเมื่อปี 2540 โดยดัชนีลดลงจาก 47.9 เหลือเพียง 28.6 เท่านั้น!

ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่วิกฤตเช่นนี้ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจไม่ว่าจะมาจากสำนักใดต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า หากไทยแก้ปัญหาการเมืองได้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจีดีพีของประเทศยังคงขยายตัวอยู่ ด้วยเหตุเหล่านี้นี่เองจึงสามารถถือว่าคำตัดสินของศาลอาญาได้ช่วยทะลวงทางตัน และปัดเป่าเมฆครึ้มทางการเมืองของไทยให้สลายไปได้หนึ่งลูก

การแก้ไขวิกฤตทางการเมืองด้วยการลงพระปรมาภิไธยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคมเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม และ และคำตัดสินของศาลอาญาในความผิดของกกต.เมื่อวันอังคารที่ 25 กรกฎาคม นอกจากจะทำให้ประชาชนไทยส่วนใหญ่รู้สึกโล่งใจว่าการเมืองไทยมีเค้าในการกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว เหตุการณ์ทั้งสองยังจะมีส่วนช่วยบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึงให้เบาบางลงด้วย

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ จากการแก้ไขวิกฤตการณ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและศาล ได้ชี้ให้เห็นแล้วในระดับหนึ่งว่า คำพร่ำรำพันของทักษิณและสมุนที่ว่า ถ้าไม่มีทักษิณแล้ววิกฤตเศรษฐกิจจะกลับมา, ถ้าไม่มีทักษิณนักลงทุนจะหนีไปลงทุนในจีนในเวียดนาม นั้นไม่เป็นความจริง

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ผมรู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้ง เมื่อได้ยินทักษิณ และบริวารพรรคไทยรักไทยของเขาออกมากล่าวหาว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และประชาชนเรือนแสนเรือนล้านออกมาขับเคลื่อนเพื่อไล่ทักษิณ ชินวัตรออกจากตำแหน่งนั้นคือต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ ......

ในความเห็นของผม ในส่วนของพันธมิตรเองก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า การเคลื่อนไหวของเครือข่ายพันธมิตรที่มีคนไทยจากทั้งในและนอกประเทศจำนวนเรือนแสน หรือเรือนล้านเข้าร่วม มีส่วนทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเกิดความคลุมเครือดังเช่นในปัจจุบัน แต่ถามว่า ในสถานการณ์ที่ทักษิณและบริวารยังมีความโลภที่ไม่สิ้นสุด ไร้สำนึก-จริยธรรมทางการเมือง และปราศจากหิริโอตัปปะเช่นนี้ หากไม่มีใครออกมาชี้ให้เห็นความไม่ปกติดังกล่าว ประเทศไทยจะขับเคลื่อนต่อไปได้อีกสักกี่น้ำ ยังมิต้องกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยที่อ่อนไหวอย่างมากต่อปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ

ผมรู้ดีว่าในความรู้สึกของนักลงทุน คนเล่นหุ้น นักวิเคราะห์การลงทุนทั้งหลายนั้น พวกเขาต้องการให้ปัญหาทางการเมืองนั้นจบเร็ว เพราะ ปัญหาทางการเมืองยิ่งทอดเวลานานไปมากขึ้นเท่าใดยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะในเชิงงบประมาณการลงทุนจากภาครัฐ ในเชิงการดึงดูดนักลงทุนจากนานาประเทศ หรือ ในเชิงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

โดยส่วนตัว ผมเองก็อยากให้ปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันคลี่คลายไปโดยเร็วเช่นกัน จริงๆ ผมอยากให้มันจบลงในวันนี้เสียเลยด้วยซ้ำ เพราะเราทั้งหลายต่างก็ทราบดีว่า ณ วันนี้กราฟเศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งหัวลงในอัตราเร่ง โดยเห็นได้ชัดจากตัวเลขการประมาณการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แต่ละสำนักเศรษฐกิจต่างก็ทำนายไปในแนวทางเดียวกันว่า จากร้อยละ 6 ที่เคยประเมินไว้เมื่อต้นปี ทั้งปี 2549 นี้เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้เพียงแค่ร้อยละ 3.5-4.5 เท่านั้น ขณะที่เมื่อดูแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้า 2550 แล้วคงจะสาหัสกว่าปีนี้เป็นแน่แท้

อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้ทักษิณและพรรคพวกกลับมาบริหารประเทศต่อไป แม้ว่าอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยบางส่วนกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แต่ถ้ามองกันยาวๆ แล้ว ด้วยฝีมือการบริหารประเทศและการร่ายมนต์เศรษฐกิจของทักษิณดังเช่นที่กระทำมาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เชื่อได้เลยว่า ประเทศและประชาชนไทยคงต้องพบกับความล่มสลายทางเศรษฐกิจเป็นแน่แท้

ผมเอาหลักฐานอะไรมากล่าวหาทักษิณและบริวาร เช่นนี้?

ตัวผมเองคงไม่มีคุณวุฒิและภูมิปัญญามากพอที่จะยืนยันถึงคำพูดกังล่าว แต่ผมอยากจะยกคำกล่าวของ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศที่ออกมากล่าวถึง รัฐบาลธนกิจการเมือง ของทักษิณอีกสักครั้งว่า

ภายใต้รัฐบาลธนกิจการเมืองที่คอร์รัปชันกันไม่หยุดไม่หย่อนแม้ในระยะสั้นเศรษฐกิจจะเติบโตจริง แต่ในระยะยาวความล่มสลายที่เกิดจากธนกิจการเมืองกลับจะผลักประเทศชาติ และสังคมให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งหายนะในที่สุด .......

ถามว่า 5 ปีที่ผ่านมาทักษิณและบริวารมีนโยบายอะไรบ้างที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันชาติและประชาชน รอดพ้นจากวิกฤตการเมืองโลก และวิกฤตน้ำมันที่เพิ่งปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อปี 2548 คำตอบก็คือ ทักษิณและบริวารไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากกล่าวอย่างอหังการ์ว่าน้ำมันก็เหมือนกับสินค้าทั่วไปที่ราคาขึ้นแล้วลงตามภาวะตลาด และประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศปีละหลายแสนล้านบาท และไม่มีรถยนต์ยี่ห้อของตนเองสักยี่ห้อจะกลายเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย!

ขณะที่ในเรื่องรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินร่วมสิบสายในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่พรรคไทยรักไทยเคยสัญญากับคนกรุงเทพไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อต้นปี พ.ศ.2548 ทักษิณและบริวารก็ได้แต่ปรับลดเส้นทางให้เหลือน้อยที่สุด และดึงโครงการให้ช้าออกไป เพราะ รัฐบาลถังแตกเนื่องจาก 4 ปีแรกนั้นทักษิณใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอย่างขาดวินัย และ ฟุ่มเฟือย ทั้งยังมีการคอร์รัปชันอย่างรุนแรงจนเงินงบประมาณนั้นเกลี้ยงคลัง

ถามว่า นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยก็เพราะทักษิณจริงหรือ?

ผมก็อยากจะถามต่อว่า ใครกันที่บริหารประเทศภายใต้วาระซ่อนเร้นของตนเอง เปิดประตูให้แต่นักลงทุนต่างชาติที่รับปากจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของครอบครัวตนและพรรคพวก แต่กลับปิดประตูใส่หน้านักลงทุนทั้งหลายที่สนใจจะลงทุนแข่งกับธุรกิจที่ตนและพวกพ้องเป็นเจ้าของ ทั้งยังเรียกเก็บค่าโสหุ้ย-นายหน้า-เงินบำรุงพรรค จากนักลงทุนต่างชาติโดยมีผลตอบแทนเป็นการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการยกเว้นภาษี ......

ถามจริงๆ เถอะว่า นักลงทุนต่างชาติเขาอยากจะเอาเงินมาลงทุนในประเทศที่นักการเมืองคอรัปชันกันสะบัด เก็บค่าหัวคิวกันทุกขั้นตอน ชอบกินทั้งเหล็ก กินหิน กินปูน กินดิน กินทราย ทั้งยังมีวาระซ่อนเร้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างนี้หรือ?

ผมเชื่อว่าอีกไม่ช้าไม่นาน นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน นักเล่นหุ้น และประชาชนทั้งหลายจะตาสว่างและเข้าใจว่า จริงๆ แล้วทักษิณและบริวารไม่ได้เป็น 'สินทรัพย์' ของประเทศไทย แต่เป็น 'หนี้เสีย' ที่ต้องกำจัดทิ้งโดยเร็ว
กำลังโหลดความคิดเห็น...