xs
xsm
sm
md
lg

แผนลวงโลก

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

ส่วนตัวผมเชื่อว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยคงมีความฉงน และสงสัยต่อการเดินทางไปยื่น 'จดหมายเปิดผนึก' ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้กับสถานทูตของ 6 ชาติอันประกอบไปด้วย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมาว่ามีจุดประสงค์อะไร?

หลายคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด คงถามแกมเหน็บแนมด้วยว่า ถึงแม้รักษาการนายกฯ ทักษิณ ระหว่างที่ประกาศเว้นวรรคชั่วคราวจะเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้จำนวนหนึ่ง และส่งจดหมายไปรายงานต่อคุณพ่อบุชเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน แต่เป็นกงการอะไรของพันธมิตรฯ ที่จะต้องไปยื่นหนังสือให้กับสถานทูตของประเทศเหล่านี้ด้วยบ้าง?

พูดง่ายๆ ก็คือพันธมิตรฯ ทำไมต้องไปสะเออะอะไรกับเรื่องต่างประเทศด้วย .....

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมนั่งสนทนาอยู่กับเพื่อนฝูงที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน ในวงสนทนามีเพื่อนหลายคนที่อยู่ในแวดวงการเงิน-วิเคราะห์การลงทุนที่ต้องติดต่อกับนักลงทุนจากต่างชาติอยู่บ่อยๆ

"ลูกค้าฝรั่งกูเขาสงสัยว่ะว่า จุดมุ่งหมายของพันธมิตรคืออะไร? แล้วเมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้ง?"

สังเกตได้ว่าที่ผ่านมา นับตั้งแต่ศาลปกครองตัดสินให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน นั้นกลายเป็นโมฆะ ทักษิณ บรรดาลิ่วล้อ และลิ่วล้อของลิ่วล้อ ต่างก็ออกมาตีฆ้องร้องป่าวว่า การจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดนั้นเป็นเพียงหนทางเดียวในการรักษาระบอบประชาธิปไตย (ในความหมายของทักษิณ) ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ ดังนั้นทักษิณและพลพรรคทักษิณจึงพยายามกล่าวย้ำอยู่อย่างไม่ขาดปากว่าจะผลักดันให้มีการเลือกตั้งภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 นี้ให้ได้

ในประเด็นนี้คุณทักษิณกล่าวย้ำไว้อย่างชัดเจนหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งหลังสุดในรายการ 'นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน' เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2549 ที่กล่าวว่า

"เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่าง จะมีการเสนอทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งอีกครั้งหลังวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เพื่อให้ทันการเลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ตามกำหนด ดังนั้น เวลาที่เหลือประมาณ 30 วันนี้ขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาคุยกัน เคารพการตัดสินใจของประชาชน"

ไม่แต่เพียงการประกาศและกล่าวย้ำผ่านสื่อภายในประเทศ แต่ปัจจุบันประเด็น "ต้องเลือกตั้งวันที่ 15 ต.ค." นั้นถูกทักษิณจุดให้เป็นประเด็นระดับนานาชาติไปแล้ว

ทำไมทักษิณต้องจุดประเด็นเลือกตั้งเร็วภายใน 15 ต.ค. ให้เป็นที่รู้กันในระดับนานาชาติ?
ประเด็นแรก ทักษิณ คนไทยรักไทย รวมถึงบุคคลทั่วไปต่างก็เชื่อกันว่าหากการเลือกตั้งยิ่งมีขึ้นเร็วเท่าไหร่ พรรคไทยรักไทยที่กอปรไปด้วยอำนาจรัฐและเงินถุงเงินถัง ขณะที่พรรคอื่นๆ นั้นไม่มีทั้งอำนาจและเงิน ผนวกเข้ากับคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 3 คนที่ยังหน้าด้านอยู่ในตำแหน่งดังเช่นปัจจุบัน พรรคไทยรักไทยย่อมจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งไปได้แบบไม่ยากเย็น

ข้อพิสูจน์สำหรับประเด็นนี้เห็นได้อย่างชัดเจน ในการเลือกตั้งอัปยศ 2 เม.ย.ที่ผ่านมาที่ทักษิณพยายามรวบรัดให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็ว โดยให้เวลาพรรคอื่นในการเตรียมตัวเพียง 37 วัน ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญให้เวลาดำเนินการมากถึง 60 วัน นอกจากนี้ถึงปัจจุบันที่แม้มติที่ประชุมของสามศาลที่รับเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จมาปฏิบัติตามจะยืนยันถึงเงื่อนไขที่ว่า การเปลี่ยนกกต.เท่านั้นจึงจะทำให้การเลือกตั้งที่โปร่งใสเกิดขึ้นได้ แต่ทางฝ่ายทักษิณและไทยรักไทยก็ไม่เคยที่จะออกมาสนองตอบ หรือสนับสนุนมติของศาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซ้ำยังส่งสมาชิกพรรคออกมาหมิ่นศาลอีกด้วย

ประเด็นที่สอง นอกจากประเด็นในการกลับเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งของทักษิณแล้ว ในอีกมุมหนึ่งต้องทราบว่า แม้ทักษิณจะมียศนำหน้าเป็นข้าราชการตำรวจ แต่โดยพื้นฐานนิสัยแล้วเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักธุรกิจ เป็นนักสัมปทานที่คำนึงถึงผลได้-ผลเสียทางการเงินมากกว่าปัจจัยอื่นๆ เสมอ

ด้วยเหตุที่โดยนิสัยลึกๆ แล้วทักษิณเป็นพ่อค้าผูกขาด และในช่วงเวลา 5 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมาซึ่งทักษิณกุมอำนาจรัฐอย่างผูกขาดอยู่นั้นเขาได้สร้างเครือข่ายผลประโยชน์ไปทั่วโลก โดยระหว่างที่เขาทำทีท่าว่าเดินทางไปปฏิบัติราชการของบ้านของเมืองในต่างประเทศ เขาก็พกนักธุรกิจ พกลูก-เมีย พกลูกน้อง พกวาระทางธุรกิจติดตัวไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปเยือนจีน พม่า สหรัฐฯ อินเดีย รัสเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ

ดังนั้นการที่สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยกำลังคลุมเครือ และทักษิณทำอะไรได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยดังเช่นปัจจุบันนี้ เขาก็ต้องการสิ่งการันตีให้กับคู่ค้าทางธุรกิจของเขาว่า ในระยะสั้น ในเวลาอันใกล้นี้ผลประโยชน์ที่เคยตกลงกันไว้จะไม่ถูกยกเลิกหรือเกิดความสูญเสียดังเช่นที่ สิงคโปร์เคยประสบมาแล้วจากกรณีการเข้าเทคโอเวอร์ชินคอร์ปโดยเทมาเส็ก

ประกอบกับความเข้าใจเกี่ยวกับ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข และความสัมพันธ์ของระบอบกษัตริย์กับสังคมไทย ของชาวตะวันตก (โดยเฉพาะชาวตะวันตกที่คลุกคลีอยู่กับแต่เพียงระบบทุนนิยมจ๋า) ที่มีอยู่อย่างจำกัด ได้เอื้ออำนวยให้ทักษิณใช้ช่องว่างตรงนี้ประชาสัมพันธ์ต่อชาวโลกว่า เขาและพรรคไทยรักไทยถูกกลั่นแกล้งทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทั้งๆ ที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย.อย่างท่วมท้น โดยละเลยที่จะกล่าวถึง การเข้าแทรกแซงระบบตรวจสอบ การคอร์รัปชัน การประพฤติมิชอบ การละเมิดรัฐธรรมนูญ ความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงการขาดมโนธรรม จริยธรรมของตนและพรรคพวก

ประเด็นที่สาม ดังเช่นที่คุณสนธิกล่าวย้ำอยู่เสมอในการบรรยายในที่ต่างๆ และในเมืองไทยรายสัปดาห์หลายต่อหลายครั้งว่า การที่ทักษิณคงอยู่ในอำนาจยาวนานถึง 5 ปี ประกอบกับกำลังเงิน-สายป่าน-สายสัมพันธ์ที่ยาวเฟื้อย ถึงปัจจุบันทั้งประเทศไทยเหลืออยู่ปัจจัยเพียงปัจจัยเดียวที่ทักษิณควบคุมไม่ได้นั่นก็ คือ ปัจจัยของ 'ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ'

ซึ่งหากตีความคำว่า 'ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ' อย่างไม่ซับซ้อนโดยอ้างอิงเอาจากบทความ ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีของอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็พอจะทำให้ผมและประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่า 'ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ' นั้นก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั่นเอง

เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่อนาคตทางการเมืองของไทยถูกกำหนดโดยปัจจัยในรัฐธรรมนูญสองประการ คือ หนึ่ง ศาลที่รับเอาพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ช่วยแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง ผ่านการตัดสินคดีความต่างๆ การช่วยจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงการยุบพรรคการเมืองอย่างเป็นธรรม-ตรงไปตรงมา และ สอง การลงหรือไม่ลงพระปรมาภิไธยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งที่รัฐบาลกำลังจะเดินหน้าทูลเกล้าฯ อีกครั้งหลังวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ทั้งๆ ที่ตัวปัญหาอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 3 คนยังคงอยู่ในตำแหน่ง

ณ ปัจจุบันในสถานการณ์ที่สื่อมวลชนไทย และประชาชนชาวไทยจำนวนมากต่างก็รู้ทันทักษิณ มีความเข้าใจอย่างดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข รวมถึงรู้ซึ้งถึงบทบาทและคุณูปการของสถาบันกษัตริย์มีต่อระบอบประชาธิปไตยไทย ทักษิณจึงต้องออกไปหาแนวร่วมระบบทุนนิยมสามานย์ในระดับนานาชาติ เพื่อกดดันให้ปัจจัยที่เขาควบคุมไม่ได้ โอนอ่อนผ่อนตาม

คำถามคือว่า เราจะยอมให้ "แผนลวงโลก" ของทักษิณและทุนนิยมสามานย์ดำเนินต่อไปจนสำเร็จหรือ?
กำลังโหลดความคิดเห็น...