xs
xsm
sm
md
lg

แด่ ผู้นำความจำสั้น

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

ก่อนการเลือกตั้ง ต้นปี พ.ศ.2548

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2547
นายกฯ ยัน สนามบินสุวรรณภูมิ เสร็จทันแน่นอน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า มั่นใจสนามบินสุวรรณภูมิจะเสร็จทันเวลา ไม่เสร็จไม่ได้ เพราะสอบถามตลอดเวลาว่ามีอะไรจะให้รัฐบาลช่วย ติดขัดตรงไหน ก็บอกว่าไม่มี เมื่อไม่มีอุปสรรคก็ต้องเสร็จ จะมาโวยวายทีหลังไม่ได้ เพราะถามทุกครั้งที่มีประชุมว่าใครมีอะไรจะให้ช่วยเหลือ ตัดสินใจอะไรไม่ได้ ปรากฏว่าไม่มีใครมีปัญหา แสดงว่าต้องทำได้

ต่อข้อถามว่ามีจุดไหนที่เป็นห่วง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการประสานงานที่เป็นธรรมชาติของการมีผู้รับเหมาหลายราย ทำงานร่วมกัน ขนาดตนสร้างตึกหลังเดียวยังปวดหัว แต่งานนี้ใหญ่มาก

ต่อข้อถามว่ามั่นใจว่าจะไม่ล่าช้าใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ถ้ามีก็น้อยมาก และจะไม่มีผลอะไรมาก ทั้งหมดจะอยู่ที่องค์กรการบินระหว่างประเทศจะให้ใบอนุญาตเปิดสนามบินหรือไม่ แต่ระหว่างนั้นต้องให้ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีความปลอดภัยที่สุด

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2547
"ทักษิณ" ย้ำสนามบินสุวรรณภูมิเสร็จทันตามกำหนด

นายกรัฐมนตรีมั่นใจสนามบินสุวรรณภูมิเสร็จทันตามกำหนด ระบุการก่อสร้างล่าช้าเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น โดยคาดว่าในเดือนกันยายนปี 2548 การก่อสร้างจะแล้วเสร็จทั้งหมด พร้อมพัฒนานครสุวรรณภูมิให้เป็นเมืองแฝดกับ กทม.

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน" ถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า จากการรับทราบข้อมูล คิดว่าการก่อสร้างล่าช้าเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น และน่าจะแก้ไขปัญหาความล่าช้าดังกล่าวได้

ดังนั้น เดือนกันยายนนี้ การก่อสร้างน่าจะแล้วเสร็จทั้งหมด จากนั้นก็จะรอองค์การการบินระหว่างประเทศให้อนุญาตเปิดสนามบิน เมื่อเห็นว่าพร้อมและปลอดภัย

แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพยายามจะเร่งให้เร็วที่สุด อย่างช้าในปี 2548 เราก็จะมีสนามบินใหม่ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของเมืองไทยแน่นอน และรอบๆ บริเวณก็จะมีการจัดผังเมืองใหม่พื้นที่ประมาณ 250,000 ไร่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องการบริหารการจัดการก็คิดว่า น่าจะแยกเป็นนครสุวรรณภูมิ เหมือนกับบริหาร กทม. เป็นเมืองคู่แฝดระหว่าง กทม. กับนครสุวรรณภูมิ ซึ่งกำลังศึกษาข้อกฎหมายว่าเป็นอย่างไรเพื่อจะให้มีการพัฒนา มีโครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานเดียวกับ กทม. ตรงนั้นก็จะพัฒนาเจริญเป็นเมืองคู่แฝดได้ แต่อยู่ในขั้นการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น

บ่ายวันพฤหัสที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ผมอดใจปรบมือให้กับ นักข่าวจาก BBC ไม่ได้ หลังจากอ่านข่าวการแถลงข่าวเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจบ เพราะคำถามของนักข่าวฝรั่งผู้นั้นช่างตรงกับคำถามในใจของผมเสียเหลือเกิน

"อะไรเป็นจุดประสงค์ของการจัดงานการทดสอบการบิน" (ทั้งๆ ที่งานนี้นอกจากจะผิดธรรมเนียมประเพณีแล้ว เพราะดันจัดงานทดสอบการบินไปเป็นเหมือนพิธีเปิดแล้ว ยังเป็นการเปลืองงบประมาณนับล้านๆ บาท ทั้งๆที่สนามบินก็ยังไม่เสร็จอย่างที่ท่านเคยให้คำสัตย์ไว้)

จะรู้สึกเสียใจอยู่จุดหนึ่งก็คือ น่าเสียดายที่คำถามดังกล่าวไม่ได้ออกมาจากปากของนักข่าวชาวไทย เจ้าของประเทศ เจ้าของภาษี ที่กลับไม่ได้ปกป้องสิทธิของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามจะโทษใครก็คงไม่ได้เต็มปากเต็มคำ เพราะ ณ วันนี้ที่บรรยากาศของสังคมไทยดำเนินไปท่ามกลางเมฆครึ้ม ที่แสงสว่างลอดรำไรแทบจะถูกบดบังไปเสียมิด

ผมรู้สึกปวดใจ ทุกครั้งเมื่อได้ยิน หรือ ได้อ่านความเห็นในทำนองที่ว่า สื่อมวลชนวันนี้เป็น "เผด็จการ" เป็นพวก "ไม่รักชาติ" ที่นำเสนอข้อมูลโจมตีรัฐบาลอยู่อย่างไม่หยุด หรือ การที่หนังสือพิมพ์เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วทำไมนักธุรกิจจะมาซื้อไม่ได้ ต้องออกมาร้องแร่แห่กระเชอ ฯลฯ

ถามว่า ผู้ที่ไม่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ จะเป็น "เผด็จการ" ไปได้อย่างไร?

หรือ กรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อสื่อมวลชนจะออกมาทักท้วงว่า แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่สนามบินแห่งนี้ใกล้จะสร้างเสร็จ แต่ประชาชนไทยก็พึงสำเหนียกไว้ว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่มีการการกินสินบาทคาดสินบน-คอร์รัปชันกันมากมายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งยังใช้เวลาวางแผนและก่อสร้างยาวนานมากที่สุดนาน 40 ปี

ไม่เว้นแม้แต่ในยุครัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ปัจจุบันนอกจากจะได้ "เอาหน้า" ในฐานะที่สนามบิน (จะ) สร้างเสร็จในยุคตัวเองแล้ว คำถามที่ค้างคาใจสื่อมวลชน และประชาชนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนเช่น กรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX กรณีสินบนที่จอดรถ กรณีค่าปรับผู้รับเหมา กรณีปัญหาวัสดุก่อสร้าง หรือ กรณีประมูลรถไฟเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิที่ไม่โปร่งใส ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่เคยได้รับคำอธิบายจากท่านผู้นำ หรือ ผู้รับผิดชอบในรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเลยแม้แต่นิดเดียว

การพูดความจริงเกี่ยวกับสนามบินที่ได้รับการพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แห่งนี้ว่า คอร์รัปชันกันหนักหน่วงที่สุด การระบุว่า ท่านนายกฯ โกหกประชาชนกันซึ่งๆ หน้าว่าสนามบินจะ "เสร็จสมบูรณ์" เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2548 ที่ผ่านมา หรือเมื่อตั้งคำถามว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงในการจัดงานวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมาคืออะไร กลับกลายเป็นความผิดของสื่อมวลชนในฐานะที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศไปเสียอีก

ดุลย์อำนาจทางการเมืองของประเทศไทย ณ วันนี้ อยู่ในภาวะพิกลพิการอย่างถึงที่สุด

เริ่มพิจารณากันตั้งแต่ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ที่เดิมว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญไทยที่ก้าวหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์ สุดท้ายกลไกที่สร้างขึ้นโดยรัฐธรรมนูญฉบับก้าวหน้าฉบับนี้ก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะสามารถช่วยพัฒนาชาติให้ก้าวหน้าไปทางไหนได้

ไม่ว่าจะเป็น วุฒิสภา ที่ปัจจุบันกลายเป็นองค์กรที่ฉาวโฉ่ที่สุด ส่วนประธานวุฒิสภาก็กลายเป็นบุคคลที่หน้าด้านที่สุด จากกรณีผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

ไม่ว่าจะเป็น องค์กรอิสระ อย่างเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สร้างวีรกรรมงามหน้าขึ้นค่าตอบแทนให้ตนเองจนในที่สุดถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่าทุจริตจากหน้าที่ จนต้องลาออกไปยกชุด ขณะที่ป.ป.ช.ชุดใหม่ซึ่งกำลังถูกคัดเลือกกันขึ้นมาก็กำลังถูกการเมืองแทรกแซง ...... คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเรื่องฉาวโฉ่ในการพิจารณาในการให้ใบเหลือง-ใบแดง ว่าไม่เป็นธรรมและเข้าข้างผู้มีอำนาจ นอกจากนี้การพิจารณาตัดสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครบางรายเรื่องกลับถูกคณะกรรมการกฤษฎีกาตีกลับจนต้องพลิกมติ ชักใบแดงเข้าๆ ออกๆ จนกลายเป็นของเล่น ...... ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่หลายฝ่ายยังดันทุรังไม่มอบตำแหน่งคืนให้คุณหญิงจารุวรรณ เพื่อที่จะได้ให้ท่านทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ-ประชาชนต่อไปในช่วงเวลาในการดำรงตำแหน่งเพียง 1 ปีกว่าๆ ที่เหลือ ไม่นับรวมเรื่อง กทช. กสช. ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ไม่ว่าจะเป็น รัฐสภา ที่ผู้แทนประชาชนค่อนหนึ่งกลายเป็นง่อย ผู้ที่ต้องการพูดเพื่อความถูกต้องกลับถูกปิดปาก ส่วนฝ่ายค้านก็ไม่มีน้ำยาและไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่

ทุกวันนี้แนวต้านสุดท้ายในการปกป้อง สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนส่วนรวมนั้นก็เหลือแต่เพียง สื่อมวลชน

ถามว่าปัจจุบันนี้ รัฐไม่มีสื่ออยู่ในมือหรือ? รัฐไม่มีโอกาสชี้แจง-ตอบ ข้อซักถามของสื่อมวลชนให้กระจ่างได้หรือ?

ในเมื่อ สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง (ฟรีทีวี) สถานีวิทยุทุกคลื่น ถือว่าตกอยู่ในกำมือของผู้กุมอำนาจรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะโดยทางบนดินหรือใต้ดิน ไม่นับรวมการจัดรายการวิทยุของนายกฯ ทักษิณ พบประชาชน ทุกเข้าวันเสาร์ หรือ นายกรัฐมนตรีพบสื่อมวลชนทุกกลางสัปดาห์

คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า รัฐบาลมีโอกาสชี้แจงหรือไม่ สื่อมวลชนไทยมีอคติหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ผู้นำและรัฐบาลกล้าพูดความจริงให้ประชาชนได้รับรู้หรือไม่ต่างหาก!!!

สื่อหนังสือพิมพ์อาจถือได้ว่าเป็น แนวรบสุดท้าย หรือในมุมกลับ แนวต้านสุดท้ายที่ประชาชนจะมีโอกาสสามารถตรวจสอบ ตั้งคำถาม และหาความจริงจากการกระทำ และการปกครองของรัฐบาลชุดนี้ได้ว่าบริหารประเทศชาติอย่างโปร่งใส สุจริต และมีการล่วงละเมิดไปถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของประชาชนไทยหรือไม่

ถามต่อว่าทำไมในช่วงเวลานี้ สื่อหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการจึงต้องมีการกล่าวถึงสถาบันสูงสุดของชาติไทยอยู่เสมอ?

"ชาตินั้นประกอบด้วย 2 อย่างเท่านั้นเองให้จำเอาไว้ ประกอบด้วย ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อย่างอื่น ไม่ใช่ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น เมื่อใดศาสนาอ่อนแอพระมหากษัตริย์ก็จะอ่อนแอ เมื่อใดพระมหากษัตริย์อ่อนแอศาสนาจะอ่อนแอ เราจะไม่มีชาติ ศาสนาไม่ว่าจะเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เป็นจิตวิญญาณของสังคมไทย จิตวิญญาณของพวกเรา
"พระมหากษัตริย์เป็นกันชนสุดท้ายของสังคมไทยที่พวกเราพึ่งพาได้เมื่อผู้นำไร้คุณธรรม แต่เมื่อใดพระมหากษัตริย์กลายเป็นตรายางในทางการเมืองไปแล้ว ประเทศชาติถูกซื้อขายได้เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นถูกสร้างขึ้นโดยนักการเมือง นักการเมืองนั้นถูกกำกับโดยพรรค พรรคนั้นถูกเป็นเจ้าของโดยทุน เพราะฉะนั้นแล้ว หากประเทศชาติจะถูกเปลี่ยนมือได้เหมือนการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การแปรรูป ปตท. การเอาคนของตัวนั่งที่โน่นที่นี่ วันนั้นก็จะเป็นวันที่เราไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แม้กระทั่งจิตวิญญาณ ......"

ผมว่าคำกล่าวปิดการสนทนาของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ สัญจร ครั้งที่ 1 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คงจะตอบคำถามนี้ได้ชัดเจนอยู่แล้ว
กำลังโหลดความคิดเห็น...