xs
xsm
sm
md
lg

มองประเทศไทยผ่าน "คำสารภาพของมือปืนเศรษฐกิจ"

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

ผมใช้เวลาคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาอ่านหนังสือ 'พระราชอำนาจ' ของคุณประมวล รุจนเสรี ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์จนจบ

ผมคงไม่ล่วงไปกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ในส่วนที่เป็นประเด็นขัดแย้งทาง การเมืองและกฎหมาย เพราะในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาตั้งแต่หนังสือเล่มนี้เผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณชน ก็คงมีผู้ทรงคุณวุฒิได้ยก และตีความรายละเอียดในหนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นการ เปิดหูเปิดตาผู้บริหารประเทศและประชาชนบางกลุ่มที่ยังมีความเข้าใจใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างผิดเพี้ยน

ตามประสาของผู้ที่เรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ แม้จะเรียบจบเพียงปริญญาตรีและไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งอะไรในศาสตร์ด้านนี้มากนัก แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะทบทวนอ่านหนังสือพระราชอำนาจบท "ความสำนึกกับการปฏิบัติ" ในส่วนของกระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณบรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เสียหลายรอบโดยเฉพาะในท่อน

"… พอมีพอกิน ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี… ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่มีพอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ…"
ทรงเปรียบเทียบคำว่า พอเพียง กับคำว่า Self-Sufficiency ว่า "…Self-Sufficiency นั้น หมายความว่า ผลิตอะไร มี พอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง… เป็นไปตามที่เค้าเรียกว่ายืนบนขาของตัวเอง…"
คนส่วนมากมักเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของเกษตรกรในชนบทเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้ประกอบอาชีพอื่น เช่น พ่อค้า ข้าราชการ และพนักงานบริษัทต่าง ๆ สามารถนำแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง ไปประยุกต์ใช้ได้
"… แต่ว่าพอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอใจในความต้องการมันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้ อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง… ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่าความพอประมาณและความมีเหตุผล…"

อาจเป็นความบังเอิญที่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้หัวหน้าคณะผู้บริหารประเทศ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ต่างประเทศ CNBC เกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศไทย

เมื่อคุณทักษิณถูกถามเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจในภาพรวมว่า ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและน้ำมันแพงเช่นปัจจุบัน รัฐบาลไทยจะเอาอย่างไร? คำตอบของคุณทักษิณก็คือ รัฐบาลภายใต้การนำของท่านจะยังดำเนินนโยบายแบบ ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics) ต่อไป

นโยบายเศรษฐกิจแบบ 'ทักษิโณมิกส์' ในที่นี้เป็นอธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบสองขา ที่เน้นทั้งการพัฒนาภาคเมืองและการพัฒนาภาคชนบท (รากหญ้า) ควบคู่กันไป

"เรายังคงต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบทวิวิถี (Dual Track) ทักษิโณมิกส์ ก็คือนโยบายเศรษฐกิจแบบทวิวิถี เรายังจะพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว และเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ เช่นเดียวกับ เศรษฐกิจในชนบท เพราะ ผู้คนในภาคชนบทยังคงเป็นผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศ และพวกเขาก็ยังคงจนมาก เราพยายามจะช่วยให้พวกเขายืนได้บนขาของตัวเอง" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวกับ CNBC

ถ้อยคำของท่านนายกรัฐมนตรีที่ตอบกับ CNBC ดูเหมือนจะถูกประดิดประดอยให้ฟังดูรื่นหูเสียจนผู้สื่อข่าวต่างประเทศและชาวต่างประเทศที่ชมอาจพยักหน้าหงึกๆ แต่สำหรับคนไทยหลายคนรวมถึงตัวผมเองกลับเกิดคำถามว่า นโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเดินไปตามแนวทาง Thaksinomics ดังเช่นที่คุณทักษิณว่าไว้แน่หรือ?

เมื่อหันมามอง ภาคชนบท ที่ท่านนายกฯ กล่าวว่าจะช่วยให้ชาวชนบทสามารถยืนได้บนขาของตัวเอง ถามว่าในช่วง 4 ปีกว่าที่ผ่านมานโยบายของรัฐบาล ได้ช่วยคนไทยในชนบทจะสามารถยืนได้บนขาของตัวเองได้จริงหรือไม่

เมื่อพิจารณจากตัวเลข "ภาวะการออมในประเทศไทย" ที่มีการนำเสนอในงานสัมมนาทางวิชาการประจำปี ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเดือนที่ผ่านมาก็คงจะเห็นได้ชัดว่า ไม่เป็นความจริง!

ตัวเลขจากการวิจัย "เรื่องการออมในประเทศไทย:ความพอเพียงและความเสี่ยง" โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายธรรมนูญ สดศรีชัย และ ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา เศรษฐกรของธปท. ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดว่า แนวโน้มการออมของคนไทยในภาพรวมลดลงอย่างมาก จากที่เคยสูงสุดที่ร้อยละ 35.2 ต่อจีดีพี ในปี 2534 ลดเหลือ ร้อยละ 30.5 ต่อจีดีพี ขณะเดียวกัน การออมภาคครัวเรือนสุทธิลดลงจากสูงสุดร้อยละ 14.4 ต่อจีดีพี ในปี 2532 เหลือร้อยละ 3.8 ในปี 2546 และสิ่งที่น่าห่วงที่สุดก็คือ อัตราการออมของกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ กลับลดลงมากกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ เหตุผลส่วนหนึ่ง เพราะมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และไม่มีการออมเพื่อรักษาพยาบาล

ภาวะการออม ดังกล่าวทำให้ อ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ของไทยที่ คุณทักษิณ ให้ฉายาว่า 'ปราชญ์กำมะลอ (Pseudo-intellectual)' ถึงกับออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าปัญหาเรื่องการออมเป็นปัญหาใหม่ของไทยที่ควรให้ความสำคัญหลังจากที่ยุคของการกระตุ้นอุปสงค์หมดไป และควรหันมาเน้นด้านอุปทานแทน

จริงๆ แล้วไม่ต้องให้ ผู้เชี่ยวชาญมาชี้ ชาวบ้านทั่วไปหากเห็นตัวเลขก็คงพอจะมีปัญญารับรู้ได้ว่า ตัวเลขการออมภาคครัวเรือนสุทธิที่ลดลงจากร้อยละ 14.4 เหลือ ร้อยละ 3.8 ต่อจีดีพี จากช่วงเวลาปี 2532 ถึง 2546 นั้นส่อให้เห็นถึง "ความไม่พอเพียง" ของสังคมไทยมากมายแค่ไหน ยังมิต้องกล่าวล่วงไปถึงภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาลในช่วง 4 ปีกว่าที่ผ่านมา จากนโยบายประชานิยม ผ่านการฉีดเงินเข้าสู่รากหญ้า และโครงการเอื้ออาทรต่างๆ ที่ออกมาเป็นชุดหลังจากการเข้าบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ประการต่อมาเมื่อหันมามองในภาคเมือง ......

เห็นได้ชัดว่าไปๆ มาๆ นโยบายเศรษฐกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในภาคนี้ก็มิได้แตกต่างไปจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการดำเนินไปตามแนวทาง ฉันทามติกรุงวอชิงตันที่เน้นย้ำในหลัก 4 ประการด้วยกันคือ

หนึ่ง การเปิดเสรีด้านการค้า (Liberalization)
สอง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Stabilization)
สาม การแปรรูป (Privatization)
และ สี่ การลดการควบคุมและกำกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Deregulation)

ในจำนวนหลักสี่ข้อของฉันทามติกรุงวอชิงตันนี้ เห็นได้ชัดว่านโยบายการบริหารทิศทางเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทยในปัจจุบันเน้นดำเนินตามแนวทาง 'การเปิดเสรีด้านการค้า' และ 'การแปรรูป' อย่างชัดเจน โดยเห็นได้จากความพยายามของรัฐบาลที่จะเร่งรัดการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ อย่างเต็มที่ ขณะที่ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ถัดจาก ปตท. ทศท. ในอนาคตอันใกล้ก็จะเป็นคิวของ กฟผ.

สำหรับหลักอีกสองข้อนั้น ในส่วนของ 'การลดการควบคุมและกำกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ' ดูเหมือนจะยังมีความคลุมเครืออันเนื่องมาจากสาเหตุของ Conflict of Interest ในการบริหารประเทศและธุรกิจของตนเองในรัฐบาล ส่วนอีกข้อหนึ่ง คือ 'เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ' นั้น จากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกก็เป็นที่พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลไม่สามารถประพฤติตัวพอจะเป็นที่พึ่งหรือสร้างเกราะป้องกันให้กับประชาชนได้

ที่น่าเสียใจไปกว่านั้นก็คือ นอกจากรัฐบาลจะไม่สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับประเทศและประชาชนแล้ว ยังพยายามผลักภาระไปให้ประชาชนอย่างสุดกำลัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีกำไรมหาศาลของ ปตท. และ การแปรรูปของ กฟผ. อันเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเมื่อแปรรูปไปแล้ว ประชาชนจะต้องแบกรับค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจากการลอยตัวค่าเอฟที

ส่วนกลุ่มผู้ที่รับประโยชน์จากการแปรรูป กฟผ. ก็คงไม่พ้นกลุ่มผู้กุมอำนาจรัฐอยู่ในมือ และเสวยเงินทองไปจากการจัดสรรหุ้นปตท. ที่ไม่เป็นธรรมไปก่อนหน้านี้แล้ว

สภาวะการเมือง สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยบ้านเกิด ทำเอาผมหวนคิด และอดไม่ได้ที่จะโยงไปถึงเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นในหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า "คำสารภาพของมือปืนเศรษฐกิจ"

คำสารภาพของมือปืนเศรษฐกิจ หรือ Confessions of an Economic Hit Man เขียนขึ้นโดยชาวอเมริกันนาม จอห์น เพอร์กินส์ (John Perkins) อดีตเคยเป็น สมาชิกมือปืนเศรษฐกิจ (Economic Hit Men หรือ EHMs) ผู้ทำอาชีพนี้อยู่ราวสิบปีในระหว่างช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ถึงต้นทศวรรษที่ 1980 โดยเขาเคยเข้าปฏิบัติภารกิจในประเทศอย่างเช่น อินโดนีเซีย อิหร่าน ปานามา ซาอุดิอาระเบีย โคลัมเบีย เอกวาดอร์ มาแล้ว

'มือปืนเศรษฐกิจ' ผู้มีหน้าที่ชักชวนและดึงดูดผู้นำในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้สนับสนุนผลประโยชน์ทางการค้า ทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง ของ 'เสี่ย' ซึ่งก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

แน่นอนว่า วิธีการ "ชักชวนและดึงดูด" ของมือปืนเศรษฐกิจนั้นไม่ใช่การเข้าพบและนั่งกินกาแฟ หรืออาหารกลางวัน-ดินเนอร์กันธรรมดา แต่เป็นไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และกลเม็ดเด็ดพรายสารพัดสารพันไม่ว่าจะเป็นการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ การแต่งตัวเลข การโกงการเลือกตั้ง ติดสินบน การใช้นกต่อ ข่มขู่ หรือกระทั่งการลอบสังหาร

ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีหนึ่งที่เห็นกันเจนตาก็คือ มือปืนทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะเข้าไปติดต่อผู้นำประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในรูปบริษัทที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ-การเงิน เพื่อแนะนำให้ดำเนินโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เขื่อน โรงไฟฟ้า ทางรถไฟ ถนน ท่าเรือ สนามบิน ฯลฯ โดยปั้นตัวเลขการสำรวจความเป็นไปได้ของโครงการและผลประโยชน์ให้มากกว่าความเป็นจริง จากนั้นจึงโยงเครือข่ายของตนเองเข้ากับองค์กรระดับนานาชาติอย่างเช่น ธนาคารโลก หรือ องค์การพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) เพื่อปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศนั้นๆ โดยเงินจากโครงการเหล่านี้นอกจากจะไหลเข้าสู่นักการเมืองแล้ว เงินจำนวนมากยังไหลออกสู่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง และบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ อีกด้วย

เพอร์กินส์ เล่าว่า หากงานของมือปืนเศรษฐกิจสำเร็จลุล่วงดังเป้าประสงค์ จำนวนเงินกู้ดังกล่าวก็จะสะสมเป็นจำนวนมากพอที่จะทำให้ประเทศผู้กู้ล้มละลาย และแน่นอนผู้รับเคราะห์ย่อมไม่ใช่ผู้นำรัฐบาล หรือชนชั้นนำของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้น แต่เป็นประชาชนตาดำๆ

นอกจากนี้ด้วยเงื่อนไขและข้อบังคับระหว่าง 'เจ้าหนี้-ลูกหนี้' ยังบีบให้ ประเทศเหล่านั้นต้องดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ ตามคำแนะนำขององค์กรระดับนานาชาติที่อยู่ภายใต้ปีกของสหรัฐฯ และยังจำเป็นต้องเปิดประเทศยกกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่น ป่าดงดิบ แหล่งน้ำมัน แหล่งก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ ให้บริษัทจากสหรัฐฯ เข้าหาประโยชน์ ขณะที่ชนชั้นล่างในประเทศนั้นกลับต้องทนทุกข์กับการถูกกดค่าแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำต้อย

เรื่องคำสารภาพของมือปืนเศรษฐกิจที่ผมเล่าคร่าวๆ เหล่านี้ ไม่ได้เป็น Conspiracy Theory อย่างที่ใครๆ หลายคนมักจะตั้งคำถาม เพราะ ทุกคนในที่นี้มีตัวตนอยู่จริง เหตุการณ์ที่บันทึกอยู่ในในหนังสือเล่มนี้ก็สามารถสืบค้น มีหลักฐานอ้างอิงครบถ้วน

สำหรับเหตุผลที่ผมยกเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ประการแรก ก็เพื่อที่จะบอกให้ทุกท่านทราบว่า เศรษฐกิจโลกนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วย การหลอกลวง เล่ห์เหลี่ยม และภยันอันตรายรอบด้าน ที่ประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยนั้นไม่มีพลังและศักยภาพพอที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงหรืออิงแอบกับประโยชน์อันมหาศาลนั้นโดยปราศจากต้นทุนที่จะต้องแลกเปลี่ยน

คงจะดีหากต้นทุนนั้นต่ำ และ ผลลัพธ์ที่ว่าเป็นดั่งคำโฆษณาชวนเชื่อที่ว่าไว้ คือ ประชาชนจะมีชีวิตที่มีเสถียรภาพ สงบสุข การค้าขายจะสะดวกขึ้น คนจนจะหมดไป หรือ ทุกคนจะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คงไม่เป็นการให้ร้ายกันเกินไปหากผมจะกล่าวว่า ต่อให้อีก '10 ทักษิณ' ก็ไม่มีทางทำได้อย่างที่คุย หากนโยบายเศรษฐกิจยังเป็น 'ทักษิโณมิกส์' ในรูปแบบปัจจุบันดังเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้ว ......

ส่วนทางออกนั้น ประชาชนไทยทุกคนคงต้องเลือกเอาเอง

ประการที่สอง สาเหตุที่ผมกล่าวถึงหนังสือคำสารภาพของมือปืนเศรษฐกิจนั้นก็ด้วยความกังวลส่วนตัว

ทุกวันนี้ผมยังภาวนาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราในขณะนี้ เสี่ย ผู้นำประเทศ และ มือปืน คงไม่ได้เป็นคนๆ เดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม :
- Thai PM Stands By Thaksinomics Despite Slowdown, Critics โดย Dow Jones Newswires
- หนังสือ Confessions of an Economic Hit Man โดย John Perkins, Berrett-Koehler Publishers, INC. San Francisco ขอบคุณคุณปริเยศ และคุณอรรคพัชรที่ช่วยแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผมอ่าน
กำลังโหลดความคิดเห็น...