xs
xsm
sm
md
lg

New China Insight: จีนกับเทคโนโลยี AI

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ระบบ  AI  ที่ตำรวจจีนใช้ค้นหาเด็กที่หายไปเมื่อ 19 ปีที่แล้วกับรูปปัจจุบัน
โดย ดร.ร่มฉัตร จัรทรานุกุล

ทุกวันนี้หลายคนกำลังจับตามองจีนในด้านความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี หากใครที่อยู่ประเทศจีนหรือเคยมาเที่ยวจีนจะรู้สึกและเห็นการเปลี่ยนแปลงของจีนหลายๆด้าน โดยเฉพาะด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความสะดวกสบายของชีวิต บอกได้เลยว่าทั่วโลกมีอะไรใช้อะไรกัน จีนก็มีของตัวเองทั้งหมด โดยคนจีนไม่รู้สึกว่าตัวเองขาด วันนี้จะขอเล่าสู่กันฟังถึงเทคโนโลยี AI ของจีนว่าเป็นยังไงและปัจจุบันจีนใช้เทคโนโลยีนี้อย่างไร

หากกล่าวถึง AI นั้นย่อมาจาก Artificial Intelligence เป็นเทคโนโลยีที่ใช้หุ่นยนต์หรือระบบปฎิบัติการที่ฉลาดหลักแหลมเข้ามาวิเคราะห์ เก็บข้อมูล แทนที่คนจริงๆ การมาของเทคโนโลยีใหม่นี้เหมือนการอัพเกรดเทคโนโลยีของโลกขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นประเทศมหาอำนาจต่างๆที่ต้องการขึ้นมามีอำนาจหรือเป็นผู้นำโลกต้องควบคุมและมีเทคโนโลยีชั้นนำอยู่ในมือ

จากสถิติของ Linkined Data รายงานว่าในระดับความสามารถของเทคโนโลยี AI บนโลกนี้ผู้นำสามอันดับแรกคือ อเมริกา จีน และอินเดีย โดยในภูมิภาคเอเชียมีจีนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยปริมาณของบริษัทที่ดำเนินงานด้าน AI นั้น อเมริกามีอยู่ประมาณ 1,393 บริษัท และจีนมีอยู่ 383 บริษัท

ความต่างของจำนวนบริษัทที่ดำเนินงานด้านเทคโนโลยี AI ระหว่างจีนและสหรัฐฯนั้นยังมากโขอยู่ แต่หากโฟกัสแค่ระดับเอเชียนั้น จีนมีจำนวนบริษัทมากเป็นอันดับหนึ่ง 383 บริษัท รองมาด้วยญี่ปุ่น 113 บริษัทและอินเดีย 82 บริษัท ในทวีปเอเชียมีบริษัทที่ดำเนินงานด้าน AI อยู่ประมาณ 500 กว่าบริษัท การแข่งขันภายในภูมิภาคนั้นก็มากอยู่ทีเดียว

ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้จีนได้ลงทุนศูนย์วิจัยเทคโนโลยี AI ที่ปักกิ่งเป็นเงินจำนวน 2,300 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และลงทุน 5,000 ล้านดอลล่าร์ที่เทียนจิน จัดตั้งศูนย์พัฒนาเทคโนโลยี AI ใน 5 ปีที่ผ่านมานี้จีนได้ลงทุนเทคโนโลยีด้าน AI คิดเป็น 50% ของการลงทุนด้าน AI ของทั้งโลก โดยทางจีนนั้นประเมินว่าหากเติบโตในอัตราเร็วระดับนี้ปีหน้าหรือ 2020 จีนจะมีระดับความสามารถด้าน AI เทียบเท่ากับอเมริกา โดยจีนมีสามบริษัทใหญ่เป็นตัวแทนผู้นำด้าน AI คือ Alibaba, Baidu และ Tencent โดยมีการประเมินและคาดการณ์เพิ่มเติมว่า บริษัทจีนสามยักษ์ใหญ่นี้จะสามารถต้านทานและเทียบเท่ากับบริษัท Facebook, Google, Apple และ Amazon จากฝั่งอเมริกาได้ ที่มีการประเมินการเช่นนี้เพราะว่าจีนมีฐานที่ดี ทั้งด้านไอทีที่แข็งแกร่ง บุคลากรเฉพาะทาง และเงินทุนมหาศาล

อีกด้านนึงมีการวิเคราะห์ว่าถึงแม้จีนจะลงทุนมหาศาลและมีบริษัทมากเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย กระนั้นยังล้าหลังอเมริกาอยู่มาก ญี่ปุ่นประเมินขีดความสามารถด้าน AI ของจีนอยู่ที่ 17/100 ในขณะที่อเมริกาอยู่ที่ 33/100 ประเทศจีนในด้านการเก็บข้อมูลและตัวเลขนำอเมริกา แต่ด้านเทคนิค เครื่องมือ การวิเคราะห์และการนำมาใช้งานยังคงล้าหลังอยู่ ทั้งนี้ในเทคโนโลยี AI ของจีนที่ถูกนำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จอย่างสูงคือด้านความมั่นคง ตามหาคนหาย ด้านความปลอดภัย ตัวอย่างเช่นเมื่อสองสามเดือนก่อน มีข่าวออกว่าตำรวจจีนใช้เทคโนโลยี AI เพียงครั้งเดียวสามารถหาเด็กที่หายไปเมื่อ 10 ปีก่อนได้พร้อมกันถึง 4 คนถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของจีน เด็กหายไปหลายสิบปีได้กลับคืนสู่บ้านของตัวเองได้อย่างง่ายดาย ซึ่งที่ผ่านมาทำได้ยากมากเนื่องจากขนาดประเทศที่ใหญ่และประชากรมหาศาลอย่างจีน คนจีนจำนวนมากหาบ้านตัวเองหรือพ่อแม่ที่พลัดพรากทั้งชีวิตก็คงเป็นเรื่องยากที่จะหากันเจอ จีนประสบความสำเร็จอย่างมากในการใช้ AI ในด้านความมั่นคงของประเทศ
ภาพกราฟฟิกแสดง  AI skill Index
ระบบ AI ที่ตำรวจจีนใช้เป็นของบริษัท Tencent โดยการประเมินผลข้ามอายุของคนซึ่งมีความแม่นยำถึง 99.8% ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จนี้มาจากกรณีตำรวจในมณฑลเสฉวนที่ตามหาเด็กที่ถูกลักพาตัวไปกว่าสิบปีกลับมาได้ โดยจากตัวอย่าง 10 คน ปัจจุบันนี้หาพบแล้ว 7 คน ในตัวอย่างส่วนใหญ่เด็กที่หายไปมีตั้งแต่อายุ 3 ขวบไปจนถึง 5 ขวบ พ่อแม่ของเด็กพวกนี้นำภาพของเด็กให้กับตำรวจก็มีแต่รูปเก่าๆ เพียง1-2ใบเท่านั้น บางรูปภาพก็ไม่ชัด

สำหรับการใช้เทคโนโลยี AI ในการหาคนหายไปหลายสิบปีถือเป็นความสำเร็จ ทั้งประเทศจีนเองหาเด็กที่ถูกลักพาตัวกลับมาให้พ่อแม่แท้ๆของตัวเองได้กว่า 6,000 คนแล้ว แต่ระบบนี้ยังไม่คลอบคลุมทั่วประเทศ ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชน แต่ในอีกแง่นึงมีคนคิดว่าระบบของ AI มีภัยคุกคามแฝงอยู่เช่นกันโดยเฉพาะด้านความปลอดภัยส่วนบุคคล ทั้งนี้หากเอามาใช้ให้ถูกทางก็เป็นประโยชน์อย่างมากต่อสังคมและประเทศ

ปัจจุบันบริษัทชั้นนำของจีนได้เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ในการสแกนใบหน้าตอกบัตรและเข้าออกตึกออฟฟิศ จีนเองมีเทคโนโยลีด้านไอทีค่อนข้างแข็งแกร่งและเติบโตอย่างรวดเร็ว จากพื้นฐานของกลยุทธพัฒนา Internet+ ของรัฐบาลจีนได้ต่อยอดการพัฒนาต่อไปอย่างมากมาย ทั้งนี้ในด้านของการวิจัยและออกเปเปอร์ของจีนก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยมหาวิทยาลัยชั้นนำจีนอย่างมหาวิทยาลัยชิงหัว มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นหน่วยงานนำที่ร่วมมือกับรัฐบาล และหน่วยงานเอกชนเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่นี้

จีนเองได้วางแผนการพัฒนาเทคโนโลยี AI สู่อุตสาหกรรมต่างอย่างชัดเจน อย่างในช่วงเริ่มต้นวางแผนพัฒนา 11 อุตสาหกรรมดังนี้ 1.การผลิตอัจฉริยะ 2.การเกษตรอัจฉริยะ 3.โลจิสติกส์อัจฉริยะ 4.การเงินการธนาคารอัจฉริยะ 5.การค้าที่อัจฉริยะ 6. เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ 7.การศึกษาอัจฉริยะ 8. หุ่นยนต์อัจฉริยะ 9. เครื่องมือการบรรทุกสินค้าอัจฉริยะ 10. เทคโนโลยีความเสมือนจริง 11. การแพทย์อัจฉริยะ

ผู้เขียนเห็นว่าการพัฒนาของจีนในด้านต่างๆเป็นไปอย่างรวดเร็วมากอย่างเช่น เรื่องของสังคมไร้เงินสดจีนใช้เวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น ปัจจุบันสังคมไร้เงินสดของจีนบรรลุอยู่ที่เกือบ 90% ธนาคารออนไลน์หลายแห่งเกิดขึ้นและไม่มีการเปิดสาขา มีแค่การบริการออนไลน์เท่านั้น

บริษัทและหน่วยงานเอกชนจีนปรับตัวกันอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี AI กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของการพัฒนา โอกาสของผู้ที่เริ่มก่อนจะมากกว่า ดังนั้นผู้ประกอบการด้านนี้จึงมีมากขึ้นอย่างรวดเร็วโดยทุกคนมองว่าเป็นอนาคตและต่างก็ไขว่คว้าโอกาสนี้


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...