xs
xsm
sm
md
lg

"สู้เพื่อฮ่องกง" ปักกิ่งต้องไม่ทำราวกับว่าฮ่องกง ก็แค่มณฑลหนึ่งของจีน

เผยแพร่:   โดย: เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล

ผู้นำสูงสุดแห่งฮ่องกง แคร์รี่ แลม ขณะแถลงในที่ประชุมข่าววันที่ 9 ก.ค. 2019 แลมกล่าวว่ากฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน “ตายแล้ว” (ภาพ รอยเตอร์ส)
เซาท์ไชน่า มอร์นิงโพสต์ / MGR online - สัปดาห์นี้ ผู้นำสูงสุดแห่งฮ่องกง แคร์รี่ แลม แถลงในเช้าวันที่ 9 กรกฎาคมว่า กฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน “ตก-ตายแล้ว” พร้อมกับยอมรับว่าการปฏิบัติงานของรัฐบาลกรณีผลักดันกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน “ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”

“ดังนั้น ฉันขอกล่าวย้ำในที่นี้ ไม่มีแผนการดังกล่าวอีกแล้ว กฎหมายนั้นตกตายแล้ว” แลมกล่าวระหว่างแถลงในที่ประชุมข่าว โดยเป็นการเปลี่ยนถ้อยคำจากสคริปก่อนหน้าที่ระบุว่ากฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน “จะตกไป” ในปี 2020

รายงานข่าวรอยเตอร์สระบุว่า การประกาศของแลมนี้ดูเป็นชัยชนะของกลุ่มต่อต้านกฎหมาย แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนในขณะนี้ว่า การแถลงนี้จะสร้างความพอใจแก่กลุ่มประท้วงต่อต้านกฎหมายฯ ซึ่งเรียกร้องให้แลมลาออกด้วยหรือไม่

เหตุประท้วงขนาดใหญ่ของผู้ต่อต้านกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่เขตอำนาจศาลอื่นๆ นอกฮ่องกง รวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ยืดเยื้อมาหนึ่งเดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่มีการชุมนุมประท้วงของประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนในวันที่ 9 มิถุนายน และการประท้วงกว่า 2 ล้านคนในวันที่ 16 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่แลมประกาศพัก (โดยไม่ถอน) กฎหมาย (วันที่ 15 มิ.ย.)

นอกจากนี้ในวันครบรอบ 22 ปี (1 ก.ค.) ที่อังกฤษคืนอำนาจปกครองฮ่องกงให้แก่จีน ขณะที่กลุ่มผู้นำทำพิธีฉลองวาระครบรอบฯ บรรยากาศภายนอกกลับเต็มไปด้วยการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจตามจุดต่าง ๆ และการบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาของผู้ประท้วง

วิกฤตต่อต้านกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนถือเป็นการท้าทายใหญ่ที่สุดที่ปักกิ่งเคยประสบมา นับตั้งแต่ได้อำนาจปกครองฮ่องกงมา 22 ปี ซึ่งแสดงให้รู้ว่าชาวฮ่องกงไม่ต้องการการปกครองตามแบบที่รัฐบาลจีนใช้กับมณฑลต่างๆ บนแผ่นดินใหญ่ และยืดมั่นกับนโยบาย 'หนึ่งประเทศ-สองระบบ'

ความซับซ้อนซึ่งอยู่เบื้องหลังการจุดติดทางการเมืองในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนและจะไม่มอดลงง่ายๆ ในวันพรุ่งนี้

ไม่ว่าจำนวนคนฮ่องกงที่หลั่งไหลไปตามถนนนั้นแท้จริงจะมีเท่าไหร่ (ไม่ว่าจะเป็นจำนวนจากผู้จัดประท้วง หรือจากสื่อทางการจีน) ภาพดังกล่าว ได้ถูกส่งต่อไปทางสังคมออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และหน้าจอทีวีทั่วโลกแล้ว นับเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองจีนที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปี เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการ "สู้เพื่อฮ่องกง" “Battle for Hong Kong"

ฮ่องกง กับจีนจะต้องทำอย่างไร หลังจากที่ อยู่ร่วมกันตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 1997

แน่นอนเราทราบว่า ฮ่องกงจะต้องผูกอนาคตกับปักกิ่ง และความกังวลของคนฮ่องกง ที่ไม่เชื่อว่าคนจากแผ่นดินใหญ่จะรักฮ่องกง เท่ากับที่ฮ่องกงรักตัวเอง

ฮ่องกง มีส่วนช่วยให้จีนก้าวสู่โลกแห่งความเป็นสากลที่มีชื่อเสียง ในภาคการธนาคารและการเงิน แต่ภาคการเมืองสากล การปกครองฮ่องกงไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย

อัจฉริยะทางการเมืองของเติ้งเสี่ยวผิง ที่ริเริ่มใช้นโยบาย "หนึ่งประเทศสองระบบ" จะถูกส่งต่อให้ผู้นำรุ่นหลังอย่างสี จิ้นผิง ได้มากแค่ไหน จะมีนวัตกรรมทางการเมืองใดที่โดดเด่นอื่น ๆ อีกหรือไม่ เพราะเทียบกับความเรียบง่ายของการปกครองมณฑลต่าง ๆ บนแผ่นดินใหญ่ ต้องยอมรับว่า ฮ่องกง มีความซับซ้อนและต้องประยุกต์ในเชิงปฏิบัตินิยมให้ได้ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญฯ กล่าวกันว่า “พรรคคอมมิวนิสต์จีนในยุคนี้ต้องการมวลชน มากกว่าที่มวลชนต้องการพรรคฯ”

ไม่ว่าจะแผนฯ อะไร ทั้งหมดอยู่ที่การดำเนินการกับฮ่องกง ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงรูปแบบการปกครองตามปกติของแผ่นดินใหญ่ หรืออะไรที่เคยทำตามๆ กันมา จนเป็นงานปกติประจำวัน

นี่ไม่ใช่การประเมินพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่ำไป ในทางตรงข้ามโลกภายนอกมักจะประเมินว่า พรรคคอมมิวนิสต์ในยุคปัจจุบัน ต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าในยุคก่อน ๆ เพื่อจะเป็นองค์กรที่อยู่รอด ไม่ซ้ำรอยกับที่สหภาพโซเวียตเคยเป็น

แต่ความโอหังเพียงเล็กน้อย ก็สามารถบดบังวิสัยทัศน์ได้หมด พรรคเองก็จะต้องไม่ประเมินค่าตนเองสูงเกินไป กับความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ร่วมสมัยทั้งหมดในจีน - แม้แต่ในฮ่องกง

เคอรี่ บราวน์ ผู้อำนวยการ Lau China Institute ที่ คิงส์คอลเลจ ลอนดอน และเป็นผู้เขียนหนังสือ China’s Dream กล่าวว่า ความห่างไกลจากการเลือกตั้งโดยตรงของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้พรรคฯ ไม่มีฐานเสียงจากประชาชน เป็นแห่งความห่างเหิน โดดเดี่ยวและน่ากลัวที่สุด

"ความลึกและขอบเขตของอำนาจพรรคฯ …ถูกจำกัดและจำกัด ในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้นในแต่ละวัน” ทุกวันนี้ พรรคฯ ต้อง “ พยายามแสวงหาศรัทธา และการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ”

ในมุมนี้ ฮ่องกงมีความผูกพันทางอารมณ์กับตัวเองมากกว่าพรรคคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ซึ่งกำลังเรียกร้องสิ่งที่พึงมีพึงได้ ผู้เชี่ยวชาญฯ กล่าวว่า ฮ่องกงเปรียบเหมือนลูกที่ถูกส่งไปให้ผู้อื่น (ฝรั่ง) เลี้ยงดูมานาน ก่อนจะกลับมาอยู่ในการดูแลของพ่อแม่ ความคิดความอ่านย่อมไม่อยู่ภายใต้การปกครองของพ่อแม่จีนอย่างสมบูรณ์

ฮ่องกงเอง ก็เหมือนลูกที่รู้ตัวว่าต้องพึ่งพาพ่อแม่ หากไม่มีจีนแผ่นดินใหญ่ เศรษฐกิจฮ่องกงเองก็คงไปไม่รอด จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะงัดข้อกับพ่อแม่ของตน

สิ่งเหล่านี้คือบรรยากาศแบบ “หนึ่งประเทศ-สองระบบ” ซึ่งจำเป็นต้องหาแนวทางปฏิบัติที่เป็นจริง และร่วมสมัยที่สุด แทนที่จะพยายามกำหนดวินัยให้กับฮ่องกงมากขึ้น โดยเน้นที่ "หนึ่งเดียว" เหนือ "สอง" หากพรรคฯ ต้องการประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องพัฒนาวินัยทางปัญญามากกว่านี้

พรรคคอมมิวนิสต์นั้นมีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้ง พอที่จะรับมือกับความซับซ้อนของฮ่องกงได้ แต่ต้องไม่ใช้คำจำกัดความอำนาจอธิปไตยที่เข้มงวดราวกับว่าฮ่องกง เป็นอีกมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งการผลักดันเขตการปกครองพิเศษแบบนี้ จะนำสู่การต่อต้าน

มองไปยาวๆ รัฐบาลกลางของจีนเอง ก็คงน่าจะเลือกบริหารนโยบาย “หนึ่งประเทศ-สองระบบ” ให้สำเร็จ โดยไม่ล้ำเส้นเอกราชภายใน เพื่อที่จะเป็นแบบอย่างและเหตุผลสำหรับการใช้นโยบายนี้กับไต้หวันในอนาคตได้เช่นกัน

ความเหมาะสมในนโยบายฯ นี้ ยังอาจพัฒนาไปสู่ความทันสมัยทางการเมืองตามความเหมาะสมที่สุด

โจเซฟ สติกลิทซ์ นักปราชญ์ ปัญญาชนชาวอเมริกัน ผู้ได้รางวัลโนเบล กล่าวว่า "ทุกวันนี้ ผู้คนคิดและสำนึกรู้มากขึ้นว่า การเป็นพลเมืองของตนนั้นมีหลากหลายมิติ คนๆ หนึ่ง สามารถเป็นทั้งพลเมืองของโลก เป็นพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง และชาวเมืองใดเมืองหนึ่งในเวลาเดียวกัน”

มิติเชิงสังคมฯ การเมืองและความคิดปัจเจกชนแบบนี้เอง ที่สะท้อนให้เกิดกระแสคลื่นใต้น้ำที่สำคัญในการเมืองทั่วโลก ตั้งแต่ สเปน ไปจนถึงซีเรีย และที่อื่น ๆ
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...