xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่มนักวิเคราะห์ถอดรหัสข้อตกลงพักรบสงครามการค้าระหว่างทรัมป์และสี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะกันในการประชุมทวิภาคีระหว่างซัมมิตกลุ่มผู้นำจี 20 ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ภาพเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. (ภาพ รอยเตอร์ส)
ในการประชุมทวิภาคีของสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกระหว่างซัมมิตกลุ่มผู้นำ G20 ที่เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา นำทีมการเจรจาโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทั้งสองได้ตกลงพักรบสงครามการค้า ที่ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกันแบบ “หมัดต่อหมัด” อย่างชนิดสั่นสะเทือนพิภพในเดือนที่ผ่านมา ทว่า สำหรับกลุ่มนักวิเคราะห์ที่เฝ้ามองสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด ย่อมเต็มไปด้วยคำถามว่าการกดปุ่ม “พักชั่วคราว” ครั้งนี้จะเป็นไปนานเท่าไร

ประธานาธิบดีทรัมป์เห็นพ้องกับประธานาธิบดีสี จะกลับมาเจรจาการค้ากันใหม่อีกครั้ง และวอชิงตันจะชะลอการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ได้ทรัมป์ได้ขู่ไว้ในเดือนพ.ค. ฝ่ายจีนนั้นก็ตกลงซื้อสินค้ามะกัน “จำนวนมหาศาล”เพื่อลดยอดขาดดุลการค้าของวอชิงตัน

ทั้งนี้ในการ “แลกหมัดต่อหมัด”ในสงครามการระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่สหรัฐฯบังคับใช้มาตรการขึ้นอัตราภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ ต่อสินค้านำเข้าจากจีน มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฝ่ายจีนสวนกลับทันควันด้วยการขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 10-25 เปอร์เซ็นต์ (มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.) และในวันถัดมากระทรวงพาณิชย์มะกันก็บรรจุชื่อบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ ในบัญชีดำการค้า (entities list)

ระหว่างพบปะกับสื่อมวลชนหลังการประชุมทวิภาคีกับจีนในซัมมิต G20 ทรัมป์ยังได้ประกาศเซอร์ไพร์สว่ากลุ่มบริษัทอเมริกันสามารถขายผลิตภัณฑ์ไฮเทคให้กับหัวเว่ยได้โดยยกเว้นการขายสินค้าที่เสี่ยงต่อความมั่นคงประเทศ อีกทั้งยังหยอดยาหอมว่าทางสหรัฐฯจะพิจารณาถอนชื่อหัวเว่ยออกจากบัญชีดำการค้า

ในรายงานข่าวหลังการประชุมทวิภาคีของสีและทรัมป์โดยสำนักข่าวซินหวาของทางการจีนนั้น มิได้เผยเรื่องการผ่อนปรนมาตรการห้ามบริษัทอเมริกันขายสินค้าให้กับหัวเว่ย

แม้การประกาศพักรบสงครามการค้าครั้งนี้ทำให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและอดีตเจ้าหน้าที่การทูตโล่ง อกกันไปว่าสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่กำลังบานปลายนั้นจะไม่ระเบิดเป็นสงครามเย็นอย่างเต็มขั้น ทว่ามันก็เป็นการประกาศพักศึกการค้าที่ดูคล้ายกับการประกาศฯหลังการพบปะระหว่างทรัมป์และสีที่ซัมมิต G20 ในอาร์เจนติน่าเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว

พวกนักวิเคราะห์ตั้งคำถามกับแนวโน้มของข้อตกลงยุติศึกการค้าที่ยืดเยื้อมานานเกือบปี และว่าแม้ซัมมิตครั้งที่ห้าของทรัมป์และสีนี้ได้ผลดีกว่าที่คาดคิดกันไว้ มันก็เป็นเพียงสัญลักษณ์มากกว่าความสำเร็จในการคลี่คลายความไม่ไว้วางใจต่อกันที่ฝังลึกมากขึ้นทุกที ไปถึงการแก้ไขปัญหาอื่นๆที่เป็นปมปัญหาสำคัญของการขับเคี่ยวศึกกัน

จู เฟิ่ง ผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯประจำที่มหาวิทยาลัยนานกิง ชี้ว่าการประกาศพัก (ชั่วคราว)การขึ้นภาษีการค้าอีกระลอกนี้แสดงว่าทั้งสองไม่ต้องการที่จะปล่อยให้สงครามการค้าขยายใหญ่ออกอีกในช่วงนี้ที่สัมพันธภาพระหว่างทั้งสองกกำลังตกเหวลึกที่สุดในประวัติศาสตร์จากความเป็นปฏิปักษ์ทางเทคโนโลยีและทางภูมิศาสตร์การเมือง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นำทีมผู้แทนในการประชุมทวิภาคีระหว่างซัมมิตกลุ่มผู้นำจี 20 ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ภาพเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. (ภาพ รอยเตอร์ส)
“จากแง่มุมของจีน ผลการประชุมทวิภาคีนี้โดยเฉพาะการที่ทรัมป์แสดงท่าทีผ่อนปรนให้กับหัวเว่ยนั้นเป็นสัญญาณบวกและการสนับสนุนที่ดีมาก แม้ว่ามันอาจจะมีส่วนช่วยเพียงเล็กน้อยในการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง”

การพักรบครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้วคือการประกาศที่กรุงบัวโนสไอเรสเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. คู่ศึกพักต่อกรกันเป็นเวลา 90 วัน แต่สำหรับครั้งนี้ไม่มีกำหนดเส้นตายใด จู กล่าว

“มันแสดงว่าทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับปัญหาท้าทายก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงกัน จึงยินดีที่จะออมชอมกันมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสไม่มากก็น้อยให้แก่ทั้งสองฝ่ายได้ขจัดความขัดแย้งด้านเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญๆกัน”

Gal Luft ผู้อำนวยการร่วมของสถาบันเพื่อการวิเคราะห์ด้านความมั่นคงโลก (Institute for the Analysis of Global Security) ในกรุงวอชิงตัน อธิบายซัมมิตระหว่างสีและทรัมป์ครั้งนี้ “เป็นการประชุมเพื่อซ่อมแซมและรักษา ซึ่งมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การรักษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลมากกว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ”

“มันเป็นเรื่องยากมากภายใต้เงื่อนไขเวลาอันแสนสั้นนี้ที่ผู้นำทั้งสองจะมาค้นหาและพิจารณาประเด็นที่ซับซ้อนมากมายที่ระบุในวาระการประชุม” Luft กล่าว และว่าการประชุมมีเวลาเพียง 80 นาทีเท่านั้น

ด้วยการตกลงที่จะกลับมาเจรจากันต่อโดยไม่มีวี่แววของจุดจบนี้ Luft ชี้ว่าทั้งสองฝ่ายเพียงแต่ “เตะกระป๋องลงไปบนถนน” ส่วนกลุ่มตลาดต่างก็เคยชินกับความไม่แน่นอนตราบเท่าที่ยังมีความหวัง และผลกระทบจากภาษีการค้าต่อคะแนนนิยมของทรัมป์ยังอยู่ในสภาพที่รับมือได้

และการประชุมในวันเสาร์(29 มิ.ย.) ได้เปิดช่องให้สีได้หายใจโล่งมากขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ผู้นำแดนพญามังกรผจญวิกฤตกลุ้มรุมอย่างหนักหน่วงทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว หนำซ้ำความสัมพันธ์กับสหรัฐฯและยุโรปก็บูดเน่า และสีต้องหันไปใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือต่อกรกับการรังแกของสหรัฐฯ... Steve Tsang ผู้อำนวยการสถาบัน SOAS China Institute แห่งมหาวิทยาลัยแห่งลอนดอน

“การพักรบนี้เป็นสิ่งที่สีต้องการอยู่เช่นกัน และจะเป็นความล้มเหลวอย่างสำคัญถ้าเขาไม่ได้มัน(การพักรบ)ติดมือกลับบ้านไป”

กลุ่มนักวิเคราะห์มองว่าการพักรบครั้งล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการประคับประคองความสัมพันธ์จีนและสหรัฐฯที่ประสบอุปสรรค์ ได้แก่ ความไว้วางใจกันและการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น ด้วยอุปสรรคเหล่านี้ต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้นำสูงสุดทั้งสองมาช่วยจัดการแก้ไขปัญหา

ในซัมมิตที่โอซากา ทั้งทรัมป์และสีต่างเรียกขานกันว่า “my friend” (เพื่อนของผม)ทรัมป์คุยโวต่อสาธารณชนว่าเขาและผู้นำจีน “มีสัมพันธ์ภาพฉันมิตรที่ดียิ่ง...เราเป็นเพื่อนกันที่ดีมากๆๆๆ”

“ด้วยการเดินเกมบุคลิกท่าทีขั้นเทพของผู้ถือหางเสือ ผู้นำทั้งสองเล่นบทบาทสำคัญมากในการแสดงครั้งนี้ แต่ในตอนท้ายของวันประชุม เป็นเรื่องของกลุ่มผู้แทนการเจรจาที่จะทำงาน” จากการเปิดเผยของ Philippe Le Corre สมาชิกอาวุโสชาวต่างชาติใน Europe and Asia programmes ของสำนักคลังสมองชั้นนำ Carnegie Endowment for International Peace

Yun Sun สมาชิกอาวุโสที่ Stimson Centre ในวอชิงตัน กล่าวว่าแม้ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำมีความสำคัญนับจากซัมมิตครั้งแรกของพวกเขาที่รีสอร์ทมาร์อาลาโก (Mar-a-Lago) ของทรัมป์ในปี 2017 จนถึงซัมมิตที่อาร์เจนติน่า “แต่มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯกระเตื้องขึ้น”

และแม้ว่าปักกิ่งจะดูเหมือนเป็นผู้ชนะในซัมมิตที่โอซากา...อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำอังกฤษ หม่า เจิ้งกัง กล่าวว่ากลุ่มผู้นำสูงสุดของจีนยังเคลือบแคลงกันว่าทรัมป์จะรักษาคำสัญญาของตนหรือไม่ เนื่องจากประวัติความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของเขา

ขณะที่กลุ่มวิเคราะห์อื่นเห็นพ้องกันว่าการพบปะที่โอซากาแทบไม่ได้ช่วยให้โครงสร้างใหญ่ของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนเปลี่ยนแปลงไป และมันอาจเลยจุดที่ไม่อาจหวนกลับมาได้อีกแล้ว

พวกเขายังสะกิดว่าปักกิ่งไม่ควรที่จะประเมินสูงเกินไปกับความสำเร็จในซัมมิตที่โอซากา ซึ่งแทบไม่ได้ช่วยบุกเบิกพื้นฐานใหม่ อีกทั้งไม่ได้ผลักดันความคืบหน้าที่เป็นแก่นสาระสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์หนึ่งก็ชี้ว่า “จีนไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้ อย่างน้อยการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯก็ได้เข้าสู่ขั้นตอนใหม่”


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...