xs
xsm
sm
md
lg

ผู้นำทหารจีนรู้สึกยังไง เมื่อนำกองกำลังปราบปรามนักศึกษาที่เทียนอันเหมินอย่างนองเลือด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พาหนะหุ้มเกราะของกองทัพเหยียบเต็นท์ของกลุ่มประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน วันที่ 4 มิ.ย. 1989 (แฟ้มภาพ รอยเตอร์ส)
การใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามกลุ่มประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อ 30 ปีที่แล้ว อาจช่วยรักษาอำนาจพรรคคอมมิวนิสต์ แต่มันก็ได้กลายเป็นภาระผูกพันอันหนักอึ้งที่กองทัพจีนต้องแบกไว้นับจากวันปราบปราบอย่างนองเลือดนั้น

สองอดีตเจ้าหน้าที่ในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน หรือพีแอลเอ ให้สัมภาษณ์กับสื่อในฮ่องกง เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ในช่วงก่อนวันครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ปราบปรามกลุ่มประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่เทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ที่จีนมักเรียก “เหตุการณ์วันที่ 4 มิถุนายน” ...

ทุกวันนี้กองทัพจีนยังถูกเหตุโศกนาฏกรรมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ตามหลอกหลอน แม้ได้พยายามกอบกู้ภาพลักษณ์แล้วก็ตาม โดยกองทัพเองออกโรงมาเป็นผู้เสนอมิให้ตีตราขบวนการเคลื่อนไหวสนับสนุน
ประชาธิปไตยของกลุ่มนักศึกษาว่า “กบฏต่อต้านการปฏิวัติ” หากแต่ขอให้ใช้วลี “ช่วงยุ่งเหยิงทางการเมือง” (political turmoil) การปรับเปลี่ยนถ้อยคำดังกล่าวแสดงถึงความวิตกกังวลและความละอายของเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆต่อการตัดสินใจที่สร้างจุดด่างพร้อยให้กับเกียรติภูมิและมรดกของกองทัพ

ในประวัติศาสตร์ กองทัพพีแอลเอได้รับความเคารพนับถืออย่างกว้างขวางจากประชาชน แม้ระหว่างช่วงทศวรรษแห่งความวุ่นวายในการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เปิดฉากในปี 1966 กองทัพไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ทั้งยังมีบทบาทช่วยให้ความวุ่นวายยุติลง แผ้วถางทางให้จีนเข้าสู่ยุคปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศในปีต่อมา

“เหตุการณ์ปราบปรามเมื่อปี 1989 เป็นสิ่งที่กองทัพจีนไม่เคยประสบมาก่อน ผมเชื่อว่าการปราบปรามที่เทียนอันเหมินจะต้องได้รับการปัดฝุ่นมาพิจารณาใหม่ในวันหนึ่ง...” นักวิจัยปลดเกษียณ ประจำสถาบันวิทยาศาสตร์หารทหารของพีแอลเอ ผู้ไม่เปิดเผยนาม กล่าว
การประท้วงเรียกร้องการเปิดกว้างปฏิรูปประชาธิปไตยของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนจีนบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ปี 1989 ที่ถูกปิดฉากลงด้วยการนำกำลังทหารเข้าปราบปรามในวันที่ 4 มิ.ย.1989 (แฟ้มภาพ เอเอฟพี)
ตลอดสายธารประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การปฏิบัติตามคำสั่งเป็นหลักการพื้นฐานของกองทัพ แต่คำสั่งที่ไร้ลายลักษณ์อักษรจากผู้นำสูงสุด เติ้ง เสี่ยวผิงผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น สร้างคำถามต่อความชอบธรรม

“บางแหล่งระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบปรามเป็นจำนวนหลายร้อย บางแหล่งว่าเป็นพันๆคน ผู้เสียชีวิตจะกี่คนก็ตาม การยิงพลเรือนที่ไร้อาวุธก็เป็นเรื่องผิดอยู่ดี” เจ้าหน้าที่กองทัพจีนประจำฝ่ายการเมืองกองทัพผู้ปลดเกษียณแล้ว กล่าวโดยร้องขอมิให้เผยชื่อ

“แต่กองทัพต้องไปปฏิบัติภารกิจที่สกปรกนี้ เพราะอำนาจปกครองของพรรคฯกำลังตกอยู่ในอันตราย” เจ้าหน้าที่พีแอลเอ ผู้ไม่เผยนาม กล่าว

อดีตนักวิจัยด้านทหารทหารเผยว่า เหล่าผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามที่นองเลือดนั้นต่างตั้งคำถามกับการใช้กองกำลังเข้าสลายการชุมนุม โดยเฉพาะการปฏิบัติตามคำสั่งที่แจ้งมาด้วยวาจาจากเบื้องสูง พวกเขาไม่เคยเห็นคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งควบตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (Central Military Commission ชื่อย่อ CMC) อยู่ด้วยในยุคนั้น

เหตุการณ์ยิ่งดูซับซ้อนจากข้อเท็จจริงที่ถูกเผยออกมาว่า จ้าว จื่อหยาง เลขาธิการพรรคฯในขณะนั้น ต่อต้านการให้กำลังทหารเข้าปราบปรามกลุ่มประท้วง หากปราศจากเสียงสนับสนุนและรับรองจากนายใหญ่พรรคฯ ก็หมายถึงว่าปฏิบัติการนั้นละเมิดหลักการที่ยึดถือมานาน “พรรคฯบัญชาปืน”

แม้กระทั่งรองประธาน CMC หยาง ซั่งคุน และสีว์ ฉินเสียน ผู้บัญชาการ หน่วยกองกำลังที่ 38 (38th Army Corps) ซึ่งถูกส่งไปยังกรุงปักกิ่ง ยังรู้สึกไม่สบายใจต่อการส่งปฏิบัติการด้วยเพียงคำสั่งทางวาจา อดีตนักวิจัยระบุ

ไม่เคยมีการเปิดเผยเลยว่าจำนวนทหารที่ถูกส่งไปปราบปรามการประท้วงที่เทียนอันเหมินมีจำนวนเท่าไหร่ แต่ตัวเลขอาจสูงถึง 200,000 นาย จากข้อมูลที่ระบุในหนังสือที่เขียนโดยนักวิชาการในสหรัฐฯ อู๋ เหรินหวา

อดีตเจ้าหน้าที่ทหารพีแอลเอผู้ปลดเกษียณเผยว่า ในตอนนั้นมีคำสั่งมายังเหล่าผู้บัญชาการให้ไป “เก็บกวาดจัตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 4 มิ.ย.” และผู้ที่ขวางทางพวกเราคือ “ศัตรูของรัฐ”

“ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่กองทัพและทหาร ได้รับการฝึกฝนแต่อาวุธหนักเท่านั้น อย่างเช่น ปืนกล และรถถัง พวกเขาไม่รู้จักแม้กระทั่งสิ่งที่ใช้ในการปราบปรามหรือควบคุมฝูงชนแบบอื่น อย่างเช่น กระสุนยาง...แก๊สน้ำตา...และเครื่องมืออื่นๆที่ไม่ใช่อาวุธสังหาร”

“เพื่อที่จะเก็บกวาดจัตุรัสให้ทันกำหนดเส้นตาย ผู้บัญชาการบางคนสั่งให้ทหารยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อขับไล่ฝูงชนออกไป นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาคิดทำในตอนนั้น”

แม้พวกทหารเริ่มยิงปืนขึ้นฟ้า ลูกกระสุนเหล่านั้นก็กระเด็นกระดอนไปโดนผู้ประท้วงหลายคนขณะที่พวกเขากำลังหลบหนีกัน ในท่ามกลางความโกลาหลและนองเลือดนั้น เหล่าทหารที่ไร้ประสบการณ์ก็ตื่นตระหนกตกใจและเริ่มยิงใส่ฝูงชน...จากคำกล่าวของอดีตเจ้าหน้าที่ทหาร

ภาพลักษณ์ที่สะอาดของกองทัพมีอันแปดเปื้อนเลือดแดงฉานไปในชั่วข้ามคืนวันที่ 4 มิ.ย.นั้น และภายในจิตใจของหลายๆคน 人民子弟兵 (เสียงจีนกลาง อ่าน เหรินหมินจื่อตี้ปิง) หมายถึงกองทัพของลูกหลานของเรา ได้กลายเป็นเครื่องมือที่น่าสะพรึงกลัวของระบอบแห่งการสังหาร

เหตุการณ์วันที่ 4 มิถุนายน ได้กลายเป็นบาดแผลทางใจของกองทัพ ซึ่งแสดงออกในการปรับถ้อยคำในการเล่าถึงการปราบปราม

อดีตนักวิจัยเผยว่า การผลักดันให้ใช้ “ความยุ่งเหยิงทางการเมือง” แทนที่คำที่แฝงความหมายเป็นปฏิปักษ์รุนแรงมากกว่า คือ “กลุ่มต่อต้านการปฏิวัติ” อ้างอิงถึงขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา ปรากฏครั้งแรกในหนังสืออ้างอิงของสถาบันการทหาร Chinese Military Encyclopaedia ปี 1997 นักวิจัยกล่าวว่ากลุ่มที่ปรึกษากองทัพได้เสนอการปรับเปลี่ยนถ้อยคำนี้ เพราะเชื่อว่าจะช่วยปรับทัศนคติต่อการปราบปรามให้อ่อนนุ่มลง
เจียง เจ๋อหมิน (ซ้าย), ถ่ายภาพร่วมกับเติ้ง เสี่ยวผิง (ขวา) ในเดือนก.ย. ปี 1989  “ผู้นำสูงสุดแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ในยุคการประท้วงของกลุ่มนักศึกษา (แฟ้มภาพ รอยเตอร์ส)
อดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ได้กล่าวอ้างถึง “ความยุ่งเหยิงทางการเมือง” ในปี 1989 ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่างอเมริกัน Mike Wallace ในปี 2000 จากนั้นมากลุ่มสื่อของรัฐได้ใช้คำนี้อย่างกว้างขวาง

ขณะเดียวกัน มีการเรียกร้องให้แยกกองทัพและพรรคฯออกจากกัน เพื่อให้พีแอลเอเป็นกองทัพ “แห่งชาติ” มากกว่ากองทัพของการเมือง แต่หลังจากการถกเถียงอยู่นานนับสิบปี ความคิดนี้ก็ถูกบดขยี้ทิ้งโดยกลุ่มการนำระดับสูงสุดในปี 2007 ในช่วงก่อนวันครบรอบ 80 ปีของกองทัพ โดยความคิดดังกล่าวถูกตีตราว่าเป็นแผนการยุแหย่ของกองกำลังชาติตะวันตกที่ต้องการล้มล้างการปกครองพรรคคอมมิวนิสต์จีน และกลายเป็นประเด็นต้องห้ามจนถึงทุกวันนี้

“ถึงแม้มีการห้ามถกเถียงเกี่ยวกับกองทัพแห่งชาติ เสียงเรียกร้องจากภายในพีแอลเอให้มีการกอบกู้ชื่อเสียงของกองทัพ และการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับขบวนการนักศึกษา ก็ไม่เคยหยุดยุติลง” อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองในกองทัพจีน เผย

ในวันอาทิตย์ ( 1 มิ.ย.) ก่อนวันครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ปราบปรามที่เทียนอันเหมิน รัฐมนตรีว่าการกระทรงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชานจีน พลเอก เว่ย เฟิ่งเหอ กล่าวในการประชุมว่าด้วยการป้องกันระดับภูมิภาค ว่าการยุติ “ความวุ่นวายทางการเมือง” (political turbulence) เป็นนโยบายที่ถูกต้อง

“ตอลดสามสิบปีที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองพรรคคอมมิวนิสต์ เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย คุณคิดว่ารัฐบาลผิดในเรื่องแก้ไขปัญหาเหตุการณ์วันที่ 4 มิถุนายน อย่างนั้นหรือ? รัฐบาลต้องการหยุดความวุ่นวายอย่างเด็ดขาด” เว่ย กล่าวที่โรงแรมแชงกาลีรา สิงคโปร์

แต่จากการเปิดเผยของอดีตนักวิจัยในพีแอลเอ บอกว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่กองทัพระดับสูงสุดที่เกี่ยวข้องการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ยังคง “รู้สึกผิดและละอาย” ไปจนวันตาย


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...