xs
xsm
sm
md
lg

‘Made In China 2025’ ยังไม่ตาย แต่ไปไกลจนไม่อาจควบคุมแล้ว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จีนได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2025 จะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ในด้านชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมไฮเทค อาทิ การบิน โทรคมนาคม ในภาพ เครื่องบินจับโบเจ็ท C919 พัฒนาและผลิตในประเทศจีน (แฟ้มภาพ ซินหวา)
ระหว่างที่นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง กล่าวคำปราศรัยใหญ่นานกว่าหนึ่งชั่วโมงในพิธีเปิดการประชุมสภาผู้แทนประชาชนจีนหรือรัฐสภา (NPC) ณ มหาศาลาประชาคมจีน กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้ว นายกฯหลี่มิได้กล่าวถึงนโยบายรัฐบาลที่กำลังขึ้นหม้อและเป็นที่จับตามากที่สุดบนเวทีโลก นั่นก็คือ แผนการสร้างชาติจีนยุคใหม่ ด้วยยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม “Made In China 2025” หรือ “ผลิตในประเทศจีน 2025” ซึ่งต่อไปจะขอกล่าวถึงในชื่อย่อ MIC2025

การที่นายกฯหลี่ไม่กล่าวถึง MIC2025 ในการแถลงผลงานรัฐบาลประจำปีในการประชุมเอ็นพีซี ซึ่งถือเป็นอีเวนท์ทางการเมืองใหญ่สุดของแดนมังกร ทำให้นักเฝ้ามองจีนหลายๆคน สงสัยกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับ MIC2025 ที่จีนหมายมั่นปั้นมาตลอด 4-5 ปี อีกทั้งระดมสื่อประโคมยุทธศาสตร์นี้แทบไม่เว้นวันนับตั้งแต่จีนได้ตีฆ้องร้องป่าวยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไฮเทคเมื่อปี 2015

ขณะที่จีนวางแผนทุ่มเททรัพยากรเพื่อที่จะยกสถานภาพขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง แต่ในปีที่แล้วสหรัฐอเมริกาก็ออกมาขวางลำ งัดกฎหมายการค้า มาตรา 301 (Section 301) ประกาศขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เพื่อโต้ตอบศึกพิพาทด้านเทคโนโลยี

MIC2025 ยังเป็นเหตุผลหลักที่สหภาพยุโรป หรืออียู ออกประกาศในเดือนที่แล้วว่า “จีนเป็นคู่แข่งในเชิงระบบ” (systemic rival) และจะสกัดกลุ่มบริษัทที่รัฐบาลจีนหนุนหลังในยุโรป

แต่ใครที่คิดว่าการที่นายกฯหลี่ไม่พูดถึง MIC2025 เป็นสัญญาณว่าจีนกำลังจะถอยจากยุทธศาสตร์ซิกเนเจอร์ของประเทศนั้น คิดผิดเสียแล้ว พญามังกรกลับยิ่งอัดฉีดงบประมาณมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อเดินหน้ายุทธศาสตร์ MIC2025

หนึ่งในเป้าหมายใหญ่ของการดำเนินยุทธศาสตร์ MIC2025 คือการเลิกขาด หรืออย่างน้อยก็ลดการพึ่งพิงการนำเข้าเทคโนโลยีซับซ้อนของต่างชาติ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์หรือสารกึ่งตัวนำขั้นสูง

ขณะที่การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติของจีน ได้ลดลงไปมากเมื่อปีที่แล้ว ในกลางเดือนเม.ย. (2018) กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ออกมาประกาศห้ามกลุ่มบริษัทมะกันขายชิ้นส่วนให้กับยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจีน ZTE โทษฐานละเมิดกฎคว่ำบาตรอิหร่านและเกาหลีเหนือ งานนี้ทำยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมของรัฐจีน ขยับทำธุรกิจแทบไม่ได้ จนประธานาธิบดี สี จิ้นผิงต้องออกหน้าเป็นการส่วนตัววิ่งสู้ฟัดล้มข้อห้ามดังกล่าว

ในเดือน พ.ย. สหรัฐฯยังอ้างความมั่นคงของชาติ ออกกฎควบคุมการส่งออกทั้งหมดในกลุ่มสินค้า ได้แก่ “สินค้าโภคภัณฑ์ ซอฟท์แวร์ และเทคโนโลยี” ให้กับบริษัท Fujian Jinhua Integrated Circuit ซึ่งทำให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของรัฐรายนี้ถึงกับเข่าทรุด

ขณะที่ทั้งสหรัฐฯและยุโรป คุมเข้มการลงทุนของจีน เพื่อสกัดกลุ่มบริษัทของรัฐจีนเข้ามาซื้อกิจการ และล้วงเทคโนโลยีอันเป็นกล่องดวงใจไปได้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้จีนประสบความยากลำบากในการได้เทคโนโลยีจากต่างแดนที่จำเป็นสำหรับการสร้าง MIC2025 ทว่า แรงกดดันนี้กลับยิ่งทำให้ผู้นำจีนมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการพึ่งตัวเองในด้านเทคโนโลยีตามแผน MIC2025

จีนได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2025 จะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ในด้านชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมไฮเทค อาทิ การบิน โทรคมนาคม

แม้ว่าบรรดาผู้นำจีนไม่พูดถึง MIC2025 บนเวทีสาธารณะ แต่ยังเดินหน้าตามแผน โดยหันมาพูดถึงความจำเป็นในการพัฒนา “ภาคการผลิตคุณภาพสูง” แทน เห็นได้ชัดจากการที่รัฐบาลกลางตลอดจนรัฐบาลท้องถิ่นทั้งหลาย ได้ทุ่มเทงบไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เมื่อกลางปีที่แล้ว พวกเขาได้จัดตั้ง “กองทุนตั้งต้นของรัฐบาล” (government guidance funds) 1,940 หน่วย เพื่ออัดฉีดการลงทุนด้านเทคโนโลยี ในกระดาษนั้นกองทุนเหล่านี้มีรูปแบบเหมือนกองทุนร่วมลงทุนเอกชน (private venture capital funds) ที่อัดฉีดการพัฒนาในระยะต้นๆให้กับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในซิลิคอน วาเลย์ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง มันเป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดยรัฐบาล เพื่ออัดฉีดทุนโดยตรงให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับเลือก

กองทุนดังกล่าวมีเม็ดเงินมหาศาล อย่างกองทุนของรัฐบาลกลาง National Integrated Circuit Industry Investment Fund มีทุนสำรองถึง 139,000 ล้านหยวน, กองทุนสำหรับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ National New Emerging Industries Fund มีงบ 40 ล้านหยวน และกองทุนเพื่อการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing Industry Investment Fund) มีงบ 20,000 ล้านหยวน

นี่คือกองทุนเพียงแค่หยิบมือของรัฐบาลกลาง ยังมีกองทุนตั้งต้นของรัฐบาลท้องถิ่นระดับมณฑลและเมืองซึ่งกำลังประชันกันจัดตั้งโครงการของตนขึ้นมา เฉพาะในภาคเซมิคอนดักเตอร์ มีรัฐบาลท้องถิ่นอย่างน้อย 20 ราย ได้ผุดกองทุนสำหรับโครงการลงทุนดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่ารวมกัน 600,000 ล้านหยวน ทั้งนี้กองทุนตั้งต้นของรัฐบาลมีเป้าหมายการลงทุน ซึ่งจะเพิ่มมูลค่ารวมทั้งสิ้น กว่า 10 ล้านล้านหยวน

หากลงทุนอย่างฉลาดแล้ว ย่อมบรรลุเป้าหมายหลายด้านของ MIC2025 แต่ทุกอย่างอาจไม่เป็นตามที่คาด
แนวคิดที่รู้ๆกันอยู่คือ รัฐบาท้องถิ่นจะต้องหล่อเลี้ยงกองทุนด้วยทุน โดยดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมโดยให้เอกชนมีสัดส่วนมากกว่า แต่กลุ่มนักลงทุนก็มีความระมัดระวัง ผลที่สุด กองทุนตั้งต้นก็ถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันผลตอบแทนในการดึงดูดเงินทุนเข้ามา และกลายเป็นการระดมหนี้สิน ไม่ใช่การระดมหุ้น

ในที่สุดกองทุนตั้งต้นของรัฐบาลนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่แตกต่างไปจาก “หน่วยเฉพาะกิจเพื่อระดมทุนของรัฐบาลท้องถิ่น” (local government financing vehicles ชื่อย่อ LGFVs) ที่มีหนี้สูง ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาในช่วงต้นทศวรรษนี้ เพื่ออัดฉีดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

ก่อนหน้าไม่กี่ปีมานี้รัฐบาลจีนต้องสู้ศึกอย่างหนักในการปราบปราม LGFVs และขณะนี้กองทุนตั้งต้นของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน MIC2025 กำลังตกอยู่ในอันตรายจากการจัดตั้งหน่วยระดมทุนที่มีความเสี่ยงสูงทางการเงิน

การแห่ลงทุนในนามของ MIC2025...ตัวอย่างเช่น ขณะนี้มีโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ 45 แห่ง ที่จะเริ่มการผลิตในอีกสองปีข้างหน้า นิคมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 40 แห่ง ที่กำลังผุดขึ้นมา...กำลังก่อภัยคุกคามในด้านความสามารถการผลิตล้นเกินอย่างมากในภาคเทคโนโลยีที่รัฐบาลเลือกสนับสนุน

ในอนาคตจะเป็นการยากที่กองทุนตั้งต้นรัฐบาลหลายหน่วยที่มีหนี้สะสมมากขึ้นๆจะสามารถปลดเปลื้องชำระหนี้ และสร้างปัญหาต่างๆ นอกจากนี้เป็นเรื่องยากสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ของจีนที่จะสร้างผลกำไรให้กับเงินลงทุน ซึ่งจำเป็นในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระยะยาวตามที่รัฐบาลต้องการ

นายกฯหลี่ เค่อเฉียง อาจไม่พูดถึง MIC2025 แต่นโยบายนี้ก็ไม่ได้ตายจากไปไหน และดูเหมือนมันจะส่งผลอันไม่อาจควบคุมได้เสียด้วยแล้ว

*แปลเรียบเรียงจากบทความ โดย Tom Holland อดีตสต๊าฟของเซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งพสต์ ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องเอเชียมากกว่า 25 ปี


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...