xs
xsm
sm
md
lg

New China Insights: 2019 กับความท้าทายของเศรษฐกิจจีนขาลง?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง แถลงรายงานปฏิบัติการของรัฐบาลในพิธีเปิดการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน หรือสภานิติบัญญัติ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง วันที่ 5 มี.ค.2019 (ภาพ รอยเตอร์ส)
โดย ดร. ร่มฉัตร จันทรนุกูล

ช่วงนี้มีนักวิชาการทั้งไทยและเทศเริ่มให้ความสนใจกับการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเริ่มการชะลอจริงตั้งแต่ประมาณปี 2017 แล้ว รัฐบาลจีนก็ตระหนักถึงการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจนี้ จึงให้เป้าหมายของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศว่า “稳中求进”หมายถึงการเติบโตอย่างมั่นคงแต่ไปข้างหน้า การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้จะอยู่ในระดับ 5% ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จากที่ผู้อ่านทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่าจีนมีระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดคราวนี้มีคำถามวกกลับมาว่า ในช่วงสองสามปีนี้จีนจะรับมืออย่างไรกับเศรษฐกิจขาลง?

ข่าวโด่งดังของจีนในรอบปีคือ เรื่องสงครามการค้ากับฝั่งมหาอำนาจอเมริกา ที่ผ่านมามีการจับตามองสงครามการค้าและมีคาดการณ์ต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้มีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของจีน ศาสตาจารย์ เว่ย เจี๋ย แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว ได้ให้การประเมินสถานการณ์ของจีนในขณะนี้ว่า สงครามทางการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา ไม่ได้นำความเดือดร้อนมาถึงจีนมากมายเลย เหตุผลเพราะว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนตั้งแต่ช่วง 2017 เป็นต้นมาเพิ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นหลัก การส่งออกเป็นรอง

กล่าวคือปี 2007 หรือสิบปีที่แล้วจีนเพิ่งพาการเติบโตจากการส่งออก 70% หลังจากเกิด hamburger crisis ในปี 2008 จีนเริ่มตระหนักและหันมามองว่าการเพิ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป จีนต้องกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอีกทางและเป็นหนทางหลัก(การกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศของจีนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ กระโดดขึ้นมาอย่างแรงหลังปี 2008)สิบปีผ่านมาจน 2017 จีนลดการเพิ่งพาการเติบโตจากการส่งออกลงเหลือ 10% ในปี 2017 นี้เอง GDP ของจีน 82 ล้านล้านหยวน ในจำนวนนี้การค้าทั้งหมดของจีนมี 8 ล้านล้านหยวนและในจำนวนการค้าทั้งหมดนี้เองปริมาณการค้าระหว่างจีนและสหรัฐมีอยู่ประมาณ 1/3 จากการประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าที่จะกระทบกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอยู่ที่ประมาณ 0.2-0.5% อย่างมากสุดกระทบกับการเติบโต GDP โดยรวมที่ -0.5%

ดังนั้นในความเห็นของนักวิชาการจีนกลุ่มหนึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ กลับมาที่คำกล่าวของ ศาสตาจารย์ เว่ย ได้อธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วหากสหรัฐลงมือกับจีนเร็วหน่อยคือ เมื่อสิบปีที่แล้วจีนคงตายอย่างเขียดแน่นอนเพราะในขณะนั้นเศรษฐกิจจีนเพิ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก แปลว่าสหรัฐตัดสินทำสงครามทางการค้ากับจีนช้าไปสิบปี!

คำว่าสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐนั้น คนเราเอาความรู้สึกใส่เข้าไปเยอะมากกว่าจนดูเหมือนจะรุนแรง ทั้งที่จริงจากผู้ประกอบการที่ทำการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้มีความวิตกกังวลมากมาย และยังทำธุรกิจกันปกติ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสงครามการค้า มีข่าวออกมาทีนึงไม่ทันข้ามวันหุ้นจีนตกกันระนาว อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเอาความรู้สึกเข้าไปตัดสินใจ แต่ความรู้สึกของคนนี้เมื่อเกิดความกังวลจะกระทบไปกับเรื่องอื่น ๆ เป็นโดมิโน เปรียบเสมือนกับเรื่องของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ที่ทำให้เกิดการเสียความเชื่อมั่นและกระทบกับเศรษฐกิจมหภาคในที่สุด

ในปีนี้ผู้เขียนเห็นว่าความท้าทายของเศรษฐกิจจีนหลัก ๆ สามด้านได้แก่ หนึ่ง ป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ สอง การแก้ปัญหาความยากจนลดเหลื่อมล้ำ สาม การรักษาสิ่งแวดล้อม มาตรการ “ประคองเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลจีนที่ออกมาต่อสู้กับการรับมือการชะลอลงของเศรษฐกิจมีให้เห็นหลายรูปแบบจากหลายวิธี โดยตลอดปีที่แล้วจนถึงปีนี้ก็มีการประกาศออกมาสม่ำเสมอ แบ่งได้เป็นด้านหลัก ๆ ดังนี้

1. ยกระดับการเปิดประเทศ โดยเฉพาะด้านการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ จากก่อนหน้าจีนมีธุรกิจ 60 กว่าประเภทห้ามต่างชาติเข้าลงทุน ลดลงเหลือ 40 ประเภทธุรกิจ เปิดธุรกิจบริการบางประเภทให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน จัดเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่ม เช่นที่ไห่หนาน การจัดงานนิทรรศกาลสินค้านำเข้านานาชาติในปีที่แล้ว ยิ่งใหญ่ทุ่มทุนสร้างและจีนตัดสินใจว่าจะจัดเป็นประจำปี ส่วนอีกงานคือ นิทรรศการสินค้าเพื่อส่งออกจีนจัดเป็นประจำทุกปีมานานอยู่แล้วที่กวางโจว ปีที่แล้วนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง เดินทางไปยุโรปด้วยตัวเองเพื่อไปดึงการลงทุนจากบริษัทยักษ์ต่างชาติที่เป็นผู้นำในเทคโนโลยีชั้นสูง

2. เฝ้าระวังวิกฤติการณ์ทางการเงินในประเทศ รักษาระดับค่าเงินไม่ให้อ่อนเกินไป ระวังสัดส่วนการเป็นหนี้ของประชาชน ทำให้ซื้อบ้านปล่อยกู้ยากขึ้นและเงื่อนไขรัดกุมมากขึ้น ยกระดับความเข้มงวดของการโอนเงินออกไปต่างประเทศ การรูดบัตรใช้เงินในต่างประเทศของประชาชนก็จะถูกตรวจสอบด้วย ไม่ว่าจะในภาคธุรกิจหรือภาคประชาชน ทุกวันนี้จีนมีอัตราหนี้สินสาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นมาก อยู่ในขีดอันตราย

โดย Leverage ratio มากกว่าจำนวน GDP มวลรวมถึง 270% ดังนั้นในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว รัฐบาลจีนตัดสินใจที่จะใช้มาตราการเข้ามาควบคุม เพื่อป้องกันวิกฤติหนี้สินพอกพูนนี้จะกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะหากจีนเกิดวิกฤติขึ้นมีการประเมินว่าเศรษฐกิจจะถอยหลัง 5-10 ปี ดังนั้น จีนจะแก้ที่ปัญหาภายในสองปีนี้ให้ค่า Leverage ratio ลดลงเหลือ 200% ปรับโครงการรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่น ในปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นจีนหลายแห่งอนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้ามาเป็นผู้รับเหมางานและดำเนินกิจการงานของรัฐ ซึ่งจะเป็นลักษณะการร่วมมือดำเนินกิจการกัน เรียกว่า PPP Project(Public—Private—Partnership)การอนุมัติโครงการพวกนี้ขึ้นทำให้รัฐไม่ต้องลงทุนมากเกินไป หนี้ก็จะได้น้อยลงตามไปด้วย

3. กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน จีนเพิ่งประกาศการเพิ่มอัตราเงินขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษีจาก 3,500 หยวน เป็น 5,000 หยวน หมายถึงว่าคนที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 5,000 ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ติด ๆ กัน ต้นปีนี้มีประกาศการให้ประโยชน์ลดภาษีแก่ประชาชนที่มีบุตรต้องเลี้ยง มีบุพการีต้องดูแล มีเงินกู้ซื้อบ้าน คนที่เช่าบ้านก็สามารถขอยื่นลดภาษีได้ ขึ้นเงินเดือนให้แก่คนที่รับบำนาญ

ทีนี้อาจจะมีคนถามว่า วิกฤติเศรษฐกิจจีนจะเกิดขึ้นไหม หากฟังแค่ในแง่ของนักวิชาการจีนส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลน่าจะควบคุมได้แต่ “ปี 2018, 2019 และ 2020 จะเป็นปีที่ยากลำบากของจีน” การเติบโตไม่หวือหวา การให้ภาคธุรกิจขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น เข้าถึงเงินกู้เพื่อทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ลดการว่างงานของประชาชน สนับสนุนให้เด็กที่จบมหาลัยหรือคนรุ่นใหม่ เริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งตรงนี้ IT จีนและ Network e-commerce ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างมีฐานที่ดีพอสมควร ผู้เขียนคิดว่าการคาดเดาเศรษฐกิจในอนาคตจีนเป็นไปค่อนข้างยาก เพราะอย่างที่กล่าวไปจีนมีระบบเศรษฐกิจระบบสังคมแบบวางแผน นโยบายต่าง ๆ ที่ประกาศออกมาใช้ก็แบบทันทีทันใดตามสถานการณ์ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเติบโตของจีนในด้านต่าง ๆ ก็เป็นไปค่อนข้างเร็วอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเศรษฐกิจปีนี้ของจีนสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร?
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...