xs
sm
md
lg

เมื่อในสายตาจีน ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพของไทย ขณะลำเลียงส่งผู้โดยสารจากเรือท่องเที่ยว ที่ท่าเรือฉลองในภูเก็ต เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่การปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป เพื่อค้นหานักท่องเที่ยวที่สูญหายไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี (ภาพเอเอฟพี)
โดย ดร.ร่มฉัตร จันทรนุกุล

วันนี้ผู้เขียนอยากจะมาบอกเล่าสู่กันฟังในมุมมองและทัศนะของคนจีนที่มีต่อประเทศไทย เมื่อมีข่าวการล่มของเรือสองลำที่ภูเก็ตในวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้เคราะห์ร้ายเป็นผู้โดยสารจีนเกือบทั้งหมด จนถึงวันที่ 8 กรกฎาคม รายงานตัวเลขยอดเสียชีวิตจีนมีจำนวน 42 คนในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตเป็นเด็กเล็ก 13 คน อีก 15 คน สูญหาย และ 78 คนช่วยขึ้นฝั่งสำเร็จ

ผู้เขียนไปเห็นกระทู้ในพันทิพมีคนกล่าวถามว่า ทำไมข่าวเรือล่มที่ภูเก็ตแทบไม่มีข่าวเลย? หรือว่าทางการไทยตั้งใจที่จะปิดข่าว? แต่ที่ผู้เขียนทราบข่าวเรือล่มนี้เพราะเป็นข่าวใหญ่มากที่จีน ข่าวรายงานสดกันแบบนาทีต่อนาที หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ข่าวเรือล่มนี้อยู่ในช่วงเดียวกับข่าวการช่วยทีมหมูป่าและบอลโลก แต่จากที่ติดตามข่าวสำนักข่าวไทยก็มีรายงานอยู่บ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นข่าวต่างๆ ที่ประโคมออกมาทางประเทศจีนนี้ ไม่เป็นสัญญาณที่ดีต่อการท่องเที่ยวไทยในระยะสั้น-กลางอย่างแน่นอน

ในอุบัติเหตุครั้งนี้สำหรับจีนเป็นเรื่องระดับประเทศ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ได้มีประกาศออกมาผ่านทางกระทรวงต่างประเทศจีนทันทีหลังจากที่เกิดเรื่อง กล่าวถึงแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยจีนที่ประเทศไทยไว้ดังนี้ “กระทรวงต่างประเทศจีนและสถานทูตจีนประจำประเทศไทยต้องผนึกกำลังกันทำงานอย่างหนักเพื่อประสานกับทางการไทยในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวจีน และค้นหาผู้ที่ศูนย์หาย อีกทั้งกระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรมจีนต้องช่วยเหลือด้วย ในช่วงหน้าร้อนนี้คนจีนจำนวนมากเดินทางออกนอกประเทศ และในบางประเทศอยู่ในช่วงหน้าฝนซึ่งเป็นอันตรายต่อการท่องเที่ยว หน่วยงานจีนต้องดำเนินการประกาศแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที  บริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่างๆ ต้องมีการตระหนักถึงความปลอดภัยและแจ้งเตือนต่อลูกค้า ทั้งนี้เรื่องการกู้ภัยต้องทำอย่างรวดเร็วที่สุด”

หลังจากมีการประกาศของผู้นำประเทศ ทั้งฝ่ายการต่างประเทศ คมนาคมและวัฒนธรรมท่องเที่ยวจีนต่างตื่นตัวในเรื่องนี้และส่งคนออกไปที่ไทยเพื่อดูแลและค้นหาผู้ประสบภัย และต่อมาในวันที่ 9 ก.ค. นายกรัฐมนตรีไทยได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัยและพบกับเอกอัคราชทูตจีนประจำประเทศไทย นาย หลี่ว์ เจี้ยน ที่ภูเก็ตก่อนมุ่งหน้าไปสู่ถ้ำหลวง 

จากรายงานที่เห็นคือมีการแจ้งเตือนการออกเดินเรือแล้ว แต่เรือที่เกิดเหตุก็ยังออกจากท่า อีกทั้งยังมีรายงานอีกว่าเจ้าของบริษัทเดินเรือเป็นคนจีนโดยมีนอมินีเป็นคนไทย นาทีหลังจากที่เกิดเหตุเจ้าของบริษัทยังไม่ได้ออกมาให้การรับผิดชอบใดๆ นอกจากรัฐบาลไทยเป็นคนออกหน้าก่อน! ภายใต้สถานการณ์ที่เคร่งเครียดเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องมีคนออกมารับผิดชอบ ในด้านของรัฐบาลไทยตอบรับที่จะให้เงินชดใช้แก่ผู้เสียหายเป็นจำนวนรายละ 3 แสนบาทหรือ 6 หมื่นหยวน ผู้เขียนเห็นว่าในเหตุการณ์อุบัติเหตุเรือล่มที่ประเทศไทยครั้งนี้ไม่น่าจบง่ายๆ เพราะจีนมีท่าทีเคร่งเครียด
กระแสโซเชียลมีเดียจีนถล่มหนัก “บิ๊กป้อม” ให้สัมภาษณ์โบ้ย “จีนทำจีน” กรณีเรือล่มที่ภูเก็ต จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายมากกว่า 50 คน อัดใจดำ-ปัดความรับผิดชอบ เรียกร้องออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ ขู่บอยคอตท่องเที่ยวไทยเหมือนที่ทำกับเกาหลีใต้
หลังจากที่เกิดเรื่องเรือล่มและมีผู้เสียชีวิตชาวจีนจำนวนมาก สำนักข่าวและสื่อจีนในประเทศเริ่มที่จะตีแผ่ความไม่ปลอดภัยของการท่องเที่ยวประเทศไทย ในเหตุการณ์นี้มีผู้รอดชีวิตชาวจีนให้สัมภาษณ์กับนักข่าวจีนมากมาย โดยที่มีรายงานมากคือ ลูกเรือและไกด์ให้ถอดเสื้อชูชีพไว้ที่ท้ายเรือ และไม่มีการสอนการหนีภัยในกรณีฉุกเฉินหรือสอนวิธีการใส่เสื้อชูชีพ เป็นต้น เสื้อชูชีพเพิ่งจะเอามาแจกจ่ายก่อนที่เรือใกล้จะล่ม ซึ่งเวลานั้นเริ่มชุลมุนแล้ว ทุกคนพยายามเอาตัวรอดแย่งเสื้อชูชีพ บางคนโดนน้ำซัดออกไปจากเรือทั้งที่ยังไม่ใส่ชูชีพด้วยซ้ำ นักท่องเที่ยวจีนที่รอดชีวิตอีกรายบอกว่า เห็นลูกเรือใส่เสื้อแล้วกระโดดลงทะเลก่อนเลย ตนจึงกระโดดตามและมีคนมาช่วยให้รอดชีวิตมาได้ บางครอบครัวรอดชีวิตมาได้คนเดียวที่เหลือลูกหลานเสียชีวิตหมด เป็นต้น

การชี้แจงของการแก้ปัญหาต่อรัฐบาลไทยที่ให้แก่สื่อนั้น ดูเหมือนว่าทางจีนจะไม่พอใจเท่าไหร่ โดยทางจีนเห็นว่าอุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยโดยบริษัทเดินเรือที่กล่าวว่าถึงแม้ว่าจะมีเจ้าของจริงๆ เป็นคนจีนโดยมีนอมินีเป็นคนไทย แต่การเข้ามารับผิดชอบหรือแสดงทัศนะควรเน้นไปที่การเยียวยา ดูแลและค้นหาผู้ศูนย์หายมากกว่า การท่องเที่ยวไทยควรเคร่งครัดเรื่องความปลอดภัยมากกว่าปัจจุบัน โดยหลังจากการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของผู้นำประเทศไทยท่านหนึ่งแล้ว สำนักข่าวจีนเขียนพาดหัวข่าวใช้คำว่า 甩锅 หมายถึง “โยนหม้อ” (ไทยโยนเรื่องนี้มาให้จีน) อีกทั้งในการให้สัมภาษณ์ท่านผู้นำไทยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เรือดังกล่าวเจ้าของเป็นคนจีน การท่องเที่ยวไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ข่าวที่นำเสนอออกมาส่วนใหญ่คือความไม่ปลอดภัยของการท่องเที่ยวไทย การไม่เป็นมืออาชีพและขาดสำนึกต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว

บทความที่เขียนถึงอันตรายของการท่องเที่ยวไทยมีมาเรื่อยๆ อย่างเช่นหัวข้อบทความหนึ่งเขียนพาดหัวว่า “泰” 危险旅游胜地为何成了夺命天堂! ความหมายแปลตรงๆคือ “ประเทศไทยที่การท่องเที่ยวเจริญรุ่งเรือง ทำไมถึงเป็นแดนแห่งการเอาชีวิต!” มีรายงานว่าในปี 2017 คนจีนออกท่องเที่ยวต่างประเทศ 130 ล้านคน/ครั้ง ในจำนวนนี้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตที่ต่างประเทศ 182 คน เพราะการท่องเที่ยวของคนจีนที่ออกไปอาเซียนจำนวนมากในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ในจำนวนนี้ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่คนจีนออกไปและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คร่าวๆดังนี้

ปี 2015 เหตุการณ์ระเบิดที่พระพรหมสี่หน้า กรุงเทพฯ มีคนจีนได้เสียชีวิต (5) และรับบาดเจ็บ(33)

ปี 2016 เรือจากภูเก็ตไปเกาะพีพีปะทะชนกัน มี 2 คนเสียชีวิต และ 34 คนได้รับบาดเจ็บ

ปี 2017 ชายหาดภูเก็ต ชายจีน 3 คนลงเล่นน้ำ เสียชีวิต 2 และที่พัทยาช้างเหยียบนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 2

ปี 2018 ต้นปีเรือด่วนที่เกาะพีพีเกิดระเบิดนักท่องเที่ยวจีนได้รับบาดเจ็บ 13 คน ในจำนวนนี้เจ็บหนัก 5 คน และถัดมาเดือนกุมภาพันธ์รถทัวร์ที่จังหวัดกระบี่เกิดอุบัติเหตุคนขับรถเสียชีวิตทันทีที่เกิดเหตุ นักท่องเที่ยวจีนบาดเจ็บ 17 ในจำนวนนี้บาดเจ็บ 3 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตและที่เพิ่งผ่านมาอุบัติเหตุเรือล่มสองลำที่ภูเก็ต มีผู้เสียชีวิตชาวจีนจำนวนมาก

สื่อจีนรายงานเพิ่มเติมจากตัวเลขของ World Economics Forum ว่าตัวเลขดัชนีการแข่งขันของการท่องเที่ยวในปี 2017 ประเทศไทยมีชื่อรวมอยู่ในรายชื่อ 20 ประเทศที่การท่องเที่ยวอันตรายที่สุด โดยในด้านการรักษาความปลอดภัยของการท่องเที่ยวบรรดาประเทศจุดหมายการท่องเที่ยวทั่วโลก 136 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับที่ 113 ฝ่ายไทยเราเองก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า การดูแลประชาชนในด้านการประกันความปลอดภัยของชีวิตทรัพย์สินของรัฐบาล ยังคงหละหลวม ถึงนักท่องเที่ยวที่มาไทยคงไม่ต้องลงรายละเอียดมาก ณ ที่นี้เพราะทุกท่านคงได้รับได้เห็นปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจากสื่อมาโดยตลอด ไม่ใช่แค่เรื่องเรือล่มที่เพิ่งที่จะเกิดขึ้น ปัญหาตรงนี้หากเรามีแต่จะไปโทษปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งหมดอาจจะไม่ถูกต้องนัก ที่สำคัญต้องหันกลับมาดูตัวเองด้วย
ผู้รอดชีวิตจากเรือฟีนิกซ์ล่ม น.ส. ถัน ซินเหยียน กำลังเล่าประสบการณ์ลอยตัวเอาชีวิตรอดกลางทะเล ทั้งๆที่ว่ายน้ำไม่เป็น (ภาพ ซีซีทีวี 13)
ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำคัญกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจมาก จากข้อมูลของ IMF รายได้จากการท่องเที่ยวไทยคิดเป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นของ GDP และในส่วนของรายได้นี้ ไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมที่มาไทยมากกว่า 35 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนทะลุ 10 ล้านคน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวในไทยอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือนดาบสองคม การจัดการการท่องเที่ยวที่พัฒนาตามไม่ทัน ทำให้ความเสี่ยงต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าไทยมีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษสำหรับดูแลเรื่องการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ และมีกฎหมายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวออกมาหลายฉบับ แต่ก็ยังมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ทัวร์ผิดกฎหมาย ชาวต่างชาติที่สวมเข้ามาทำทัวร์ในไทย กระทบกับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างมาก ปัญหาเรื้อรังนี้ทางการไทยควรมีการจัดการอย่างจริงจังได้แล้ว ทั้งนี้จากอุบัติเหตุทางทะเลล่าสุดที่เกิดขึ้นทำให้หน่วยงานจีนและสื่อของจีน กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตื่นตัวกับการป้องกันและรักษาความปลอดภัยของตนเอง เช่น ก่อนออกไปเที่ยวต้องเรียนรู้กฎหมายของท้องถิ่นและระวังในสิ่งที่ท้องถิ่นห้าม การเที่ยวทะเลต้องระวังและฟังการแจ้งเตือนโดยเฉพาะในหน้าฝน หากเกิดเหตุการณ์กะทันหันให้ติดต่อ สายด่วนถึงสถานทูตจีนประจำประเทศนั้นๆ ทันที

จากอุบัติเหตุเรือล่มที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรวดเร็วที่สำคัญคือผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นชาวจีน ทำให้รัฐบาลและสื่อจีนให้โฟกัสติดตามกับข่าวนี้เป็นจำนวนมาก แนวทางแก้ไขปัญหาและการเยียวยาของรัฐบาลไทยได้ถูกจับตามองอย่างมากเช่นกัน ดังนั้นในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ผู้นำต้องตอบคำถามผู้สื่อทั้งในและต่างประเทศอย่างระมัดระวังเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว และอาจจะกระทบไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในขณะนี้คนจีนที่ติดตามข่าวนี้กำลังมีความไม่พอใจกับการแก้ปัญหา และดูเหมือนว่าไทยกำลังจะโยนความผิดไปที่คนจีน ผู้เขียนคิดว่าทางการไทยแค่แก้ปัญหาให้จริงจังที่ต้นเหตุและมีทัศนคติการเจรจาที่ประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้าม จะทำให้เรื่องต่างๆ ที่กำลังมีความตรึงเครียดผ่อนคลายลงได้ไม่มากก็น้อย

สุดท้ายอยากให้ตระหนักพลังโซเซียลของจีนที่มหาศาล จากประวัติศาสตร์จีนมีปัญหากับประเทศต่างๆ รอบข้าง และจีนก็บอยคอต เลิกไปเที่ยว เลิกใช้ของของประเทศนั้นๆ ได้ ในขณะนี้คนจีนเริ่มมีกระแสที่จะเลิกไปเที่ยวเมืองไทยแล้ว และอย่าลืมว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ และนักท่องเที่ยวจีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย ทุกปัญหามีทางออกแค่ทุกฝ่ายร่วมมืออย่างจริงจังกันค่ะ
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...