xs
xsm
sm
md
lg

10 คำถามจับความเคลื่อนไหว "จีน" ในปี 2017 (ตอนหนึ่ง)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ธงชาติจีนโบกสะบัดอยู่ใกล้กับเขตงานก่อสร้างแห่งหนึ่งของกรุงปักกิ่ง (แฟ้มภาพ รอยเตอร์ส)
MGRผู้จัดการออนไลน์ - มุมจีนชวนติดตามประเด็น “จีน” น่าจับตามองในปี 2017 กับ 10 คำถามจากสถานการณ์ร้อน อาทิ เศรษฐกิจจีน ประชาธิปไตยในฮ่องกง ความสัมพันธ์สามเส้าปักกิ่ง-ไทเป-วอชิงตัน เป็นต้น
กลุ่มนักลงทุนเฝ้าติดตามราคาหุ้นในกรุงปักกิ่ง (แฟ้มภาพ เอพี)
1) จีนจะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2559 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ทรงตัวมั่นคงอยู่ที่ร้อยละ 6.7 ตลอดสามเดือนแรก ทว่าจีนก็ยังมิอาจนิ่งนอนใจได้เท่าไรนัก เนื่องจากยังต้องเผชิญความท้าทายขนานใหญ่อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศตลอดปีที่เหลือ

มาในปี 2560 รัฐบาลปักกิ่งจีงพยายามจะรักษาการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้อยู่เหนือร้อยละ 6.5 ซึ่งถูกกำหนดเป็นรากฐานสำหรับการขยับขยายเศรษฐกิจของประเทศให้มีขนาดใหญ่ขึ้นภายในปี 2563

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นในเดือนธ.ค. และคาดว่าจะเขยิบขึ้นอีกในปีนี้ ก็บีบให้จีนต้องรื้อเอามาตรการจำกัดการไหลออกของเงินทุนมาใช้ปกป้องสกุลเงินหยวน รวมถึงบีบการผ่อนคลายด้านสินเชื่อลงเพื่อควบคุมสภาพคล่องและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนั้นนโยบายการคลังเชิงรุก โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ค้ำจุนการเติบโตฯ โดยรัฐบาลจีนอาจเพิ่มอัตราการขาดดุลการคลัง ออกตั๋วเงินคลังการก่อสร้างพิเศษและพันธบัตรรัฐบาล ตลอดจนกระตุ้นการไหลเข้าของทุนเอกชนผ่านความร่วมมือของภาครัฐกับเอกชน

ทั้งนี้ จีนยังคงยืนอยู่บนความเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจทำให้จีนดำเนินมาตรการบางอย่าง อาทิ การเพิ่มอัตราการชำระเงินดาว์นและอัตราภาษีอสังหาฯ เพื่อลดการเก็งกำไรบ้านและที่ดินตามหัวเมืองใหญ่

ทว่าสิ่งหนึ่งที่จีนมิอาจหลีกเลี่ยงระหว่างชะลอความร้อนแรงของตลาดอสังหาฯ คือยอดขายที่หดตัวลงจนอาจกระทบต่อการลงทุนด้านอสังหาฯ ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเก่าแก่ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560
บรรดาผู้ท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้แก่ (วนตามเข็มนาฬิกา) นางแคร์รี แลม, นายเฉิง จวิ้นหวา, นายหู กั๋วซิ่ง และนางเรจิน่า แอลพี (ภาพ เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์)
2) จีนจะจัดการกับการเลือกตั้งหัวหน้าคณะผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงอย่างไร

ในวันที่ 26 มี.ค. 2560 เกาะฮ่องกงจะมีการเลือกตั้งพ่อเมืองคนใหม่ ซึ่งนายหลิว เจ้าจยา (Lau Siu-kai) อาจารย์ผู้ทรงเกียรติด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงมองว่า “ปักกิ่งจะยื่นมือเข้ามาช่วยให้ ‘หมากในใจ’ คว้าชัยชนะด้วยคะแนนเสียงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

นักวิเคราะห์การเมืองวัยเกษียณกล่าวว่า ปักกิ่งจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนการเลือกตั้งฯ ปี 2555 ที่นายเหลียง เจิ้นอิง ชนะด้วยคะแนนเสียงต่ำเป็นประวัติการณ์ โดยเหลียงได้คะแนนเพียง 689 คะแนนจากคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมด 1,200 คน

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์หลิวคาดว่า นายเฉิง จวิ้นหวา (John Tsang Chun-wah) รัฐมนตรีการคลัง และนางแคร์รี่ แลม (Carrie Lam Cheng Yuet-ngor) อาจไม่ได้รับอนุญาตให้ลงสนามเลือกตั้งฯ เพราะการมีผู้สมัครเพิ่มเข้ามาเท่ากับผู้ชนะอาจได้คะแนนเสียงน้อยลง

นอกจากนั้น “ความนิยม” ของตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ อาจารย์หลิวเผยว่า ประเด็นนี้อาจตัดโอกาสของนางเรจิน่า แอลพี (Regina Ip Lau Suk-yee) และนายหู กั๋วซิ่ง (Woo Kwok-hing) สองดาวเด่นจากพรรคนิว พีเพิล (New People’s Party) แม้ทั้งคู่จะกำคะแนนเสียงขั้นพื้นฐานไว้ในมือแล้วก็ตาม

อีกหนึ่งจุดสำคัญของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าคือ ปักกิ่งจะปรับเปลี่ยนท่าทีทางการเมืองต่อฮ่องกงซึ่งที่ผ่านมาได้ยึดมั่นในหลักการอย่างเหนียวแน่นลงหรือไม่ โดยนักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า ปักกิ่งจะยังคงสงวนท่าทีเช่นเดิมแม้หมดยุคของเหลียงผู้ภักดีแล้ว บางส่วนก็มองว่าปักกิ่งจะผ่อนปรนและเน้นท่าทีอันเป็นมิตรมากกว่าแต่ก่อน
นางไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน (แฟ้มภาพ เอพี)
3) จีนจะกดดันประธานาธิบดีไต้หวันผู้แข็งกร้าวให้สยบยอมต่อแผ่นดินใหญ่ได้หรือไม่

คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าปี 2560 นับเป็นศักราชของการทดสอบความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ (Cross-strait) ระหว่างปักกิ่งกับไทเป ด้วยมีเหตุปัจจัยจากหลากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายต่อจีนของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ความมุ่งมั่นของจีนเองที่จะกำราบเหล่านักประชาธิปไตยในไต้หวัน หรือผลการบริหารงานของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน

เริ่มต้นที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ที่ยังไม่ทันนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเต็มตัว ก็ได้ก่อมหาคลื่นซัดสาดใส่ความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างปักกิ่ง วอชิงตัน และไทเป ด้วยการพูดคุยโทรศัพท์กับนางไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวันในช่วงต้นเดือนธ.ค. หนำซ้ำไม่กี่วันถัดมาเขายังตั้งคำถามเผ็ดร้อนว่า สหรัฐฯ ควรยึดถือหลักการ "จีนเดียว" ต่อไปหรือไม่ ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองใจแก่ปักกิ่งอย่างมาก

โดยรูปแบบการทูตชนิดฉีกตำราของทรัมป์อาจทำให้ไต้หวันกลายเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ได้รับผลประโยชน์ เพราะต้องคอยรับมือกับการตอบโต้กลับอย่างรุนแรงจากปักกิ่ง ซึ่งตั้งแต่นางไช่ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีในเดือนพ.ค. ปักกิ่งก็สั่งยุติช่องทางการสื่อสารระดับทางการทั้งหมดลง หลังจากเธอปฏิเสธไม่ยอมรับ “ฉันทามติ 1992” อันเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ

ทั้งนี้ ฉันทามติ 1992 (1992 consensus) เป็นความเข้าใจร่วมกันระหว่างปักกิ่งและไทเป ที่ระบุว่าโลกนี้มีเพียง “จีนเดียว” แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถตีความสิ่งที่เรียกว่า “จีน” (China) ในแบบฉบับของตัวเองได้

ขณะเดียวกันในเดือนธ.ค. ไต้หวันได้ถูกชาติเล็กในแอฟริกาตะวันตกอย่าง “เซาตูเมและปรินซีปี” ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งนางไช่ชี้ว่าเป็นฝีมือของปักกิ่งที่ใช้วิธีการกดดันทางการทูตโจมตีไต้หวัน และในเดือนมี.ค. ปักกิ่งได้ฟื้นความสัมพันธ์กับแกมเบีย อดีตชาติพันธมิตรของไต้หวันในแอฟริกา ทำให้ปัจจุบันไต้หวันเหลือความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ เพียง 21 แห่ง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นแค่รัฐชาติขนาดเล็กเท่านั้น

ในปีนี้จึงต้องจับตาดูว่า หากปักกิ่งยังคงเมินจะสานความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ นางไช่ที่สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวันจะยอมปรับท่าทีในการเผชิญหน้ากับปักกิ่งหรือไม่ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจไต้หวันประสบความมืดมน พร้อมกับพื้นที่บนเวทีโลกที่ถูกปักกิ่งกีดกันให้คับแคบลงอย่างต่อเนื่อง
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา (แฟ้มภาพ เอพี)
4) ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จะเดินไปในทิศทางใด หาก “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้าประจำตำแหน่งฯ

ในวันที่ 20 ม.ค. 2560 นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะทำพิธีสาบานตนขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

เนื่องจากที่ผ่านมาทรัมป์ได้กล่าวโขกสับจีนอย่างเผ็ดร้อน ระบุว่าจีนเป็นต้นตอของความไม่สมดุลทางการค้าและการว่างงานของชาวอเมริกัน กล่าวหาว่าจีนจงใจบิดเบือนค่าเงิน ซึ่งเขาขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยการกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนร้อยละ 45 และเรียกร้องบริษัทอเมริกันอย่างแอปเปิลถอยทัพกลับมาตั้งฐานผลิตในบ้านเกิดแทน

นักสังเกตการณ์บางส่วนระบุว่า หากทรัมป์เลือกเอาคืนจีนในสนามการค้า ปักกิ่งก็อาจโต้กลับด้วยการตัดลดสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หรือการคว่ำบาตรบริษัทอเมริกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการเริ่มต้น “สงครามการค้า” อย่างแท้จริง

นอกจากนั้นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังพยายามใช้หลักการ “จีนเดียว” เป็นเบี้ยต่อรองทางการค้ากับจีน แต่รัฐบาลปักกิ่งออกมาเตือนว่า หลักการดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่มิอาจประนีประนอม และเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งกรณีนี้ยังเกี่ยวพันถึง “ไต้หวัน” ซึ่งสหรัฐฯ ได้ขายอาวุธให้จนสร้างความไม่พอใจแก่ปักกิ่ง

ทั้งนี้ ปักกิ่งถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีนที่รอวันกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียว โดยปักกิ่งข่มขู่ว่าจะเข้ายึดครองเกาะไต้หวันด้วยกำลังทหารหากมีความจำเป็น

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอนสำหรับการพบปะกันของว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน แต่ทั้งสองอาจได้พบกันในการประชุมระดับพหุภาคีซึ่งจะถูกจัดขึ้นในปีนี้ อาทิ การประชุมสุดยอดผู้นำจี 20 (G20) ในเดือนก.ค. ณ กรุงฮัมบวร์ค ประเทศเยอรมนี และการประชุมเอเปคในเดือนต.ค. ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม
ประชาชนถือป้ายแสดงการประท้วงความตกลงหุ่นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (แฟ้มภาพ เอเอฟพี)
5) “อาร์ซีอีพี” ของจีนจะผงาดขึ้นเป็นผู้นำแทน “ทีพีพี” ของสหรัฐฯ ได้หรือไม่

วงการค้าระหว่างประเทศถึงกับระส่ำระส่าย เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยในศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ด้วยเหตุว่าเขาเคยลั่นวาจาระหว่างการหาเสียงว่าจะพาประเทศออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership) หรือทีพีพี และยุติข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดาและเม็กซิโก

นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่า ความตกลงฯ จะล้มครืนลงหากปราศจากสหรัฐฯ และความสนใจจะย้ายไปยังความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership) หรืออาร์ซีอีพี ซึ่งมีจีนเป็นผู้นำและเข้าใจกันว่าเป็นคู่แข่งของทีพีพี

อ้างอิงจากรัฐมนตรีกระทรวงการค้าคนปัจจุบันของมาเลเซียระบุว่า การเจรจาความตกลงฯ อาร์ซีอีพีของรัฐบาลสิบชาติอาเซียนและหุ้นส่วนการค้าเสรีหกชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ จะได้ข้อสรุปภายในปีนี้

ขณะที่ชาติอื่นอย่างเปรูและชิลีในลาตินอเมริกาก็เผยว่า พร้อมจะเริ่มการหารือเพื่อเข้าร่วมข้อตกลงที่จีนเป็นผู้นำ โดยคาดว่าอาร์ซีอีพีจะถูกยกมาเป็นหัวข้ออภิปรายระหว่างการประชุมเอเปคในเดือนต.ค. ณ ประเทศเวียดนามอีกด้วย

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...