xs
xsm
sm
md
lg

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ สัปดาห์ทองหุ้นส่วนฯ แน่นแฟ้นจีน-ยุโรป

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ พระราชทานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำแบบรัฐพิธีแก่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนและคณะฯ ที่พระราชวังบักกิงแฮมเมื่อวันที่ 20 ต.ค. เนื่องในโอกาสที่ผู้นำจีนและภริยาเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ (ภาพ เอพี)
ดิโพลแมต สื่อต่างประเทศรายงาน (28 ต.ค.) การผูกสัมพันธ์การทูตของผู้นำจีนช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีนที่เยือนสหราชอาณาจักรในรอบหลายสิบปีมานี้ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นสัมพันธ์การทูตที่เต็มไปด้วยการเจรจาต่อรองกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป

รายงานข่าวกล่าวว่า ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดี "วิลเลม อเล็กซานเดอร์" กษัตริย์เนเธอร์แลนด์ทรงเสด็จเยือนจีนช่วงปลายเดือนตุลาคม จีนยังจะเป็นเจ้าบ้านต้อนรับ อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี วันที่ 29-30 ตุลาคม ต่อด้วย ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ แห่งฝรั่งเศส (วันที่ 2-3 พฤศจิกายน) นับเป็นสัปดาห์สำคัญแห่งการขยายความสัมพันธ์ หุ้นส่วนแน่นแฟ้นจีน-สหภาพยุโรป

ความสัมพันธ์ของจีนกับสหภาพยุโรปนั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 โดยการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเศรษฐกิจ จากที่จีนและสหภาพยุโรปยังแทบไม่มีการค้าขายกันเลยเมื่อสองทศวรรษก่อน ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรปล่าสุดระบุว่า ในปี 2014 การค้าทวิภาคีจีน-ยุโรปนั้น มีมูลค่ารวมมากถึง 466,000 ล้านยูโร ทุกวันนี้พูดได้ว่าสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 14 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของจีน ในฝั่งสหภาพยุโรปนั้น ก็เรียกได้ว่าจีนขยับขึ้นมาเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาแล้ว

แรงกระตุ้นจากภาคการส่งออกไปยังจีนคือปัจจัยทำให้เศรษฐกิจสหภาพยุโรปฟื้นขึ้น เทียบจากมูลค่าภาคการส่งออกไปจีนในปี 2004 รวมกว่า 48,000 ล้านยูโร ได้พุ่งขึ้นเป็น 164,000 ล้านยูโรในปี 2014 นอกจากนี้ รัฐบาลต่างๆ ในยุโรปยังมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีส่วนแบ่งความมั่งคั่งในภาคอุตสาหกรรมบริการของจีน ซึ่งยังมีข้อจำกัดในการลงทุนของธุรกิจต่างชาติ แต่ผู้นำจีนก็ได้สัญญาที่จะเปิดกว้างรับแผนของยุโรป เพื่อปรับความสมดุลทางเศรษฐกิจ

แนวโน้มโดยรวมของการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับแรงกระตุ้นสำคัญจากวิสัยทัศน์เส้นทางสายไหมจีน “One Belt, One Road” อันเป็นยุทธศาสตร์สุดยอดเชื่อมจีนและเอเชียตะวันออกไปยังยุโรป นั่นหมายความว่าเมื่อเส้นทางเศรษฐกิจนี้ดำเนินได้จริง ยุโรปจะเป็นภูมิภาคระดับยุทธศาสตร์สำหรับจีน ซึ่งจีนพบว่ายุโรปตะวันออกและยุโรปกลางนั้นเปิดกว้างกับข้อเสนอการลงทุนอีกทั้งการก่อสร้างโครงการพื้นฐาน และการเยือนสหราชอาณาจักรของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็พิสูจน์เช่นกันว่ายุโรปตะวันตก ก็สนใจเข้าร่วมถนนการค้าสายนี้เช่นกัน

สัญญาณหนึ่งที่บอกได้คือ ทุกวันนี้ 14 ชาติ จาก 28 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป ได้ลงนามในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank) และยังมีนอรเวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปด้วย

สหภาพยุโรปเป็นกุญแจสำคัญของยุทธศาสตร์ก้าวออกสู่โลกของจีน รัฐบาลจีนเรียกร้องให้บริษัทจีน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการที่รัฐเป็นเจ้าของ) ก้าวออกไปลงทุนและดำเนินธุรกิจนอกแผ่นดินใหญ่ พัฒนาการแข่งขันระดับโลก เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการดำเนินกิจการต่างแดน เช่นเดียวกับสร้างฐานอันมั่นคงในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ รถไฟความเร็วสูง และพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจีนยังต้องการรับการแลกเปลี่ยนถ่ายโอนเทคโนโลยี เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานให้สมบูรณ์

จีนมีความสนใจในการสร้างตลาด สร้างแบรนด์จีน และเทคโนโลยีในยุโรป ขณะที่สหรัฐฯ นั้น ก็แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่เคยยอมให้บริษัทจีนเข้าถึงภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของตน ไม่ต้องคิดเลยว่าจะยอมให้จีนเข้ามาลงทุนในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เช่นที่จีนบรรลุข้อตกลงกับสหราชอาณาจักร

ผลประโยชน์ของจีนในยุโรปมีความชัดเจน แต่สิ่งที่ยังไม่ชัดคือ ยุโรปคิดอย่างไรกับจีน ซึ่งดูจะเป็นคำถามที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่ผ่านมานั้น นโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปยังเป็นไปในเชิงรุก เพียงปล่อยให้เอกชนดำเนินนโยบายธุรกิจของตนเองในประเทศจีน และแสวงหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์กับความมั่นคงของชาติ

อังกฤษนั้นมีความพยายามที่จะขึ้นมาเป็นชื่อลำดับแรกๆ ในแผนยุโรปของจีน โดยเรียกตัวเองว่า เป็นคู่หุ้นส่วนชาติตะวันตกที่ดีที่สุดของจีน ขณะที่ชาติอื่นๆ อย่าง โปแลนด์ ฮังการีสาธารณรัฐเช็ก ก็วางตัวในตำแหน่งนั้นเช่นกัน ดังนั้นสมาชิกยุโรปชาติใดชาติหนึ่งจึงไม่อาจใช้คำว่า "สะพานสู่ยุโรป" หรือ "หุ้นส่วนที่ดีที่สุด" สำหรับจีน แต่ที่แน่ๆ ความสัมพันธ์โดยรวมที่กระชับกันแน่นแฟ้นขึ้นนี้ ย่อมเป็นความหวังที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นประโยชน์ใหญ่สำหรับชาติยุโรป

เมื่อถูกถามว่าอังกฤษจะรักษาความมั่นคงของชาติได้อย่างไร ในการไปสนิทชิดใกล้กับจีน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ ฟิลิป แฮมมอนด์ ตอบคำถามเชิงระแวงอย่างชัดเจนว่า "ความมั่นคงของชาติขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ"

เยอรมนี กับฝรั่งเศสนั้นกลับยังมีมุมมองที่แตกต่าง ซึ่งจะส่งผลกับการสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับประเทศจีน โดยเยอรมนีซึ่งเป็นคู่ค้าชาติยุโรปที่ใหญ่ที่สุดของจีนนั้น ยังคงรักษาระยะและระดับความมั่นคงกับความสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างที่เคยเป็นมา ไม่ได้ยกระดับความแน่นแฟ้นกับจีนในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของกันและกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เยอรมนีเองก็เริ่มมีความกังวลมากขึ้นในศักยภาพเศรษฐกิจของตน อันมีผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี คงจะมองหาทางที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ เช่นเดียวกับต้องการความช่วยเหลือจากจีนในการจัดการปัญหาความมั่นคงอื่นๆ ที่รุมล้อม ตั้งแต่ วิกฤติคลื่นผู้อพยพลี้ภัยสงครามไหลบ่าเข้ายุโรป ไปจนถึงความไม่แน่นอนในยูเครน

ด้านฝรั่งเศสนั้น ในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ การค้ากับประเทศจีนไม่ได้คืบหน้า เมื่อเทียบกับยุโรปโดยรวม หนำซ้ำกลับไปพุ่งประเด็นเรื่องอื่นๆ เช่น สิทธิมนุษยชน (ฝรั่งเศสเป็นชาติที่ประท้วงจีน กรณีสิทธิมนุษยชนในทิเบตเมื่อปี 2008) ซึ่งเป็นเงื่อนของการผูกหรือไม่ผูกสนิทสัมพันธ์กับจีน นอกจากนั้นประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ แห่งฝรั่งเศส ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และต้องการผลักดันจีนการทำงานร่วมกันในเรื่องนี้

กล่าวโดยรวม เรื่องที่จีนกับยุโรปจะสนิทกันได้ ก็คงเป็นความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และความมั่นคงของชาติอื่นๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องซับซ้อนในรายละเอียดระหว่างกลุ่มสหภาพยุโรปกับจีน และรัฐบาลแต่ละฝ่ายต้องตัดสินใจจัดลำดับความสำคัญในแง่มุมต่างๆ เพื่อผูกเครือร่วมผลประโยชน์กับเศรษฐกิจจีน ดังนั้น ความสัมพันธ์การทูตจีน-ยุโรป ในช่วงสัปดาห์นี้จึงน่าติดตามการตอบสนองของทั้งสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ซึ่งจะกำหนดบรรยากาศความไว้วางใจระหว่างจีน-ยุโรปในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...