xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? (8)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ความคิดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศจีนให้ทันสมัย ก็คือ “จับภาพใหญ่ จับโอกาส”
เติ้งเสี่ยวผิงและผู้นำจีนยุค “หลังเหมา” วิเคราะห์สภาวะโลกว่า สังคมโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุค “สันติภาพและการพัฒนา” ในปลายทศวรรษ ค.ศ.1970 ปรากฏมีประเทศจำนวนมากทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศในหลายๆด้าน ก้าวหน้าไปสู่ระดับโลก เช่นญี่ปุ่น เยอรมนี และกลุ่ม “4 เสือ” ประกอบด้วยเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ แม้ว่าโลกจะยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง มหาอำนาจยังแข่งกันแผ่อิทธิพลมีสงครามขนาดย่อมเกิดขึ้นในหลายๆจุดของโลก แต่โอกาสที่จะเกิดสงครามใหญ่มีน้อยมาก
อีกทั้งความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการใหม่ๆ ที่เรียกว่า “ไฮเทค” และตามติดด้วยวิทยาการสารสนเทศ (ไอที) ได้ปลุกสำนึกของผู้นำประเทศต่างๆ ในการเร่งขับเคลื่อนประเทศตนเข้าสู่ความเป็นสังคมสารสนเทศ ดังนั้น กระแสความต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบ มีเสถียรภาพสำหรับการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงดำรงอยู่ทั่วไป เป็น “ภาพใหญ่”สะท้อนความจริงของสังคมโลก
นั่นหมายถึงว่า สังคมโลกโดยรวม ใฝ่หาสันติภาพเพื่อดำเนินการพัฒนา ประเทศจีนจะต้องดำเนินแนวนโยบายให้คล้องจองไปกับกระแสใหญ่ของโลก พยายามใช้ประโยชน์โอกาสที่เกิดขึ้นให้มากที่สุดสำหรับการพัฒนาตนเองให้ทันสมัย
การ “จับภาพใหญ่ จับโอกาส”จึงเป็นแนวคิดยุทธศาสตร์ชี้นำการพัฒนาประเทศของจีน ตลอดเวลาของการดำเนินการพัฒนาตาม “แนวทางพื้นฐาน”
อีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จีนก็จะไม่ละจากแนวทางและแนวคิดเช่นนี้ การแก้ไขปัญหาวิกฤติเฉพาะหน้าเฉพาะเรื่อง จะต้องไม่สวนทางกับแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์นี้อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะทำให้เสียการใหญ่ กระทบกระเทือนถึงแผนการพัฒนาประเทศโดยรวม
อีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะต้องไม่ทำให้ตนเอง “เสีย”และ “พลาด”โอกาสที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย
เมื่อกำหนดแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์ได้อย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้น พรรคและรัฐบาลจีน ทั้งในช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงเป็นแกนนำ และต่อมาในช่วงเจียงเจ๋อหมินและหูจิ่นเทาเป็นแกนนำ ต่างได้ยืนหยัดดำเนินการพัฒนาประเทศตามแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์นี้อย่างจริงจัง ตอบโต้และหักล้างแนวคิดการพัฒนาประเทศที่จะทำให้จีนหลุดไปจากเส้นทางสังคมนิยม สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนจีน
ข้อเท็จจริงคือ นับตั้งแต่จีนก้าวเข้าสู่ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ ดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ทุกครั้งที่มีปัญหาใหญ่ๆ เช่นเงินเฟ้อในปลายทศวรรษ ค.ศ.1980 และปัญหาคอรัปชั่นในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ ก็จะมีการประท้วงและเสียงเรียกร้องให้ทบทวนการพัฒนาประเทศตามแนวทางพื้นฐานเสียใหม่ โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเอาระบบเศรษฐกิจตลาดมาใช้ในระบอบสังคมนิยมก็จะเสนอให้ “ถอย”กลับไปสู่การพัฒนาแบบวางแผนจากส่วนกลาง เพื่อประกันให้ทุกคนได้รับผลตอบแทนอย่างเท่าเทียมกัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่าระบอบสังคมนิยมนั้น “ล้าสมัย”ไปแล้ว ก็เสนอให้มีการพัฒนาตามแบบทุนนิยม ให้ระบบตลาดเป็นกลไกกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง ตามหลัก “ระบบเศรษฐกิจเสรี”
กระนั้น พรรคฯจีนก็สามารถพาประเทศจีนฟันฝ่าอุปสรรคในการพัฒนาประเทศไปได้เป็นขั้นๆ เนื่องจากยืนหยัดอยู่กับแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์ สามารถแก้ไขปัญหาและวิกฤติต่างๆ เดินหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้เป็นระยะๆ
ตัวอย่าง “คลาสสิก”ของการยืนหยัดในแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์นี้ มีให้ชาวโลกเห็นอยู่หลายครั้ง
ครั้งแรก เกิดขึ้นในห้วงที่กลุ่มประเทศสังคมนิยมยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียตพากันล่มสลายอย่างรวดเร็วในระหว่างปี ค.ศ.1989 – 1991 ประสานกับวิกฤติการที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน(เมษายน –มิถุนายน 1989) กระแสเสื่อมศรัทธาในพรรคคอมมิวนิสต์และระบอบสังคมนิยมแพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง แต่เติ้งเสี่ยวผิงและคณะผู้นำจีนยุคนั้น ยืนหยัดในแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์อย่างมั่นคง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันบีบคั้นจากโลกตะวันตกทุกๆด้าน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ถึงกับพร้อมใจกันบอยคอตจีน กะจะให้จีนล้มทั้งยืน
ในห้วงวิกฤติเช่นนั้น ในพรรคจีนก็มีความหวั่นไหวว่าจีนจะยังสามารถดำเนินการพัฒนาประเทศต่อไปได้ตามนโยบายปฏิรูปและเปิดกว้างหรือไม่(เนื่องจากการบอยคอตของโลกตะวันตก) ขณะที่ต่างประเทศก็สงสัยว่า จีนจะยังดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศต่อไปหรือไม่ (เนื่องจากการปราบปรามการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน)
ในสภาวะดังกล่าว เติ้งเสี่ยวผิงได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนถึงการยืนหยัดในแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป หักล้างแนวคิดอื่นๆที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศจีน ให้ทุกฝ่าย “จับภาพใหญ่ จับโอกาส” พยายามใช้โอกาสที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ เพื่อฟื้นฟูโอกาสที่หายไปกลับคืนมา
เพื่อให้เป็นไปตามนั้น พรรคฯจีนจึงได้แต่งตั้งเจียงเจ๋อหมินเป็นแกนนำคณะผู้นำพรรคจีนรุ่นใหม่ และส่งจูหรงจีเดินทางไปเยือนยุโรป และสหรัฐฯ นำเสนอเงื่อนไขดีเลิศให้แก่ทุนต่างประเทศ ชักจูงให้กลุ่มทุนในประเทศตะวันตกเข้าไปลงทุนในประเทศจีน ขณะเดียวกันก็ทำความกระจ่างให้แก่ประชาชนชาวจีนว่า การพัฒนาระบบเศรษฐกิจตลาดขึ้นมาในระบอบสังคมนิยม มิได้หมายถึงว่าจีนจะละทิ้งระบอบสังคมนิยม ตรงกันข้าม เป็นการเสริมความเข้มแข็งให้แก่การพัฒนาระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน
อีกกรณีหนึ่ง คือการทิ้งระเบิดสถานทูตจีนในกรุงเบลเกรตปลายปี ค.ศ.1999 สหรัฐฯกับกลุ่มประเทศนาโต้ ส่งฝูงบินถล่มทิ้งระเบิดยูโกสลาเวีย สถานทูตจีนโดนถล่มยับ มีเจ้าหน้าที่และนักข่าวจีนตายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ประชาชนชาวจีนทั้งประเทศพากันชุมนุมเดินขบวนประท้วงสหรัฐฯ มีการปาก้อนหินถล่มสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำกรุงปักกิ่ง ในยามนั้น พรรคฯและรัฐบาลจีนได้ทำสองเรื่องด้วยกัน คือประท้วงรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทางการสหรัฐฯขอโทษ ดำเนินการเอาผิดผู้กระทำความผิด ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นต้น อีกด้านหนึ่ง เรียกร้องให้ประชาชนชาวจีนมุ่งมั่นดำเนินการพัฒนาประเทศต่อไป สร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศชาติ เพื่อจะได้ไม่โดนมหาอำนาจรังแกอีกในวันข้างหน้า
ทั้งนี้เพื่อประกันให้การพัฒนาไปตามแนวทางพื้นฐานและใช้โอกาสต่างๆดำเนินต่อไปได้ ไม่สะดุดหยุดลงกลางคัน
ต่อมาเมื่อเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯชนเฉี่ยวกับเครื่องรบของจีน เป็นเหตุให้เครื่องบินจีนตก นักบินสูญหาย แม้จีนจะสามารถบังคับให้เครื่องบินสหรัฐฯร่อนลงสนามบินเกาะไหหลำ แต่ก็ยินยอมให้สหรัฐฯขนกลับไปภายหลังจากจีนเข้าตรวจสอบหลักฐานข้อมูลต่างๆบนเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อยุติและตัดปัญหาอื่นๆอันอาจจะตามมา เป็นการขจัดเหตุปัจจัยที่ทางจีนไม่ต้องการให้พ้นไปจากเส้นทางการพัฒนาของตน
ยิ่งเมื่อสหรัฐฯเผชิญกับลัทธิก่อการร้ายสากล ในปี ค.ศ.2001 อาคารเวิลด์เทรดเซนเตอร์ถูกชนวินาศ มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน สหรัฐฯประกาศสงครามกับลัทธิก่อการร้ายสากล หันมาขอความร่วมมือกับจีน จึงเป็นโอกาส “ใหญ่”อีกครั้งหนึ่งของจีน ในการลดปัจจัยลบและเพิ่มปัจจัยบวกให้แก่กระบวนการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ตามแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ บนฐานแห่งความเป็นจริงของสังคมโลกและประเทศจีน
เมื่อคนจีนผ่านเหตุการณ์วิกฤติต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สามารถสร้างตนเองให้เข้มแข็งได้ทั้งทางวัตถุและจิตใจได้เป็นลำดับ ก็ยิ่งซึมซับในความถูกต้องของแนวทางพื้นฐานและแนวคิดยุทธศาสตร์ ตระหนักในความสำคัญยิ่งยวดของการ “จับภาพใหญ่ จับโอกาส” และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับพรรคฯและรัฐบาลจีนในการแก้ไขปัญหาและวิกฤติต่างๆมากยิ่งขึ้น
จึงกล่าวได้ว่า แนวคิดทฤษฎีชี้นำการพัฒนาประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ใหญ่ของประเทศชาติและประชาชน มุ่ง “จับภาพใหญ่ จับโอกาส” สามารถพิสูจน์ความถูกต้องได้จากการปฏิบัติ เป็นส่วนสำคัญยิ่งของความสำเร็จของการพัฒนาประเทศจีนยุคใหม่
อานุภาพของทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง จึงมีมากและเห็นได้อย่างชัดเจนในทุกขั้นตอนของการพัฒนา
การพัฒนาประเทศ จะสำเร็จได้ก็ด้วยมีแนวคิดทฤษฎีชี้นำเช่นนี้ จะเป็นอื่นไปไม่ได้

--------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...