xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? (7)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ความสำเร็จในการสร้างชาติของคนจีนวันนี้ เป็นความต่อเนื่องของกระบวนการสร้างชาติภายใต้แนวคิดอุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และเป็นความต่อเนื่องของกระบวนการปฏิวัติสังคมภายใต้แนวคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19
ในปี ค.ศ.1848 เมื่อคาร์ล มาร์กซ์และเฟเดริก เองเกลส์ นำเสนอ “คำประกาศของชาวคอมมิวนิสต์” (คอมมิวนิสต์ เมนิเฟสโต) มีการบรรยายถึงลักษณะของสังคมอุดมการณ์ไว้อย่างกว้างๆ ว่าจะต้องเป็นสังคมที่มีความเจริญก้าวหน้ารอบด้าน เหมาะสมอย่างยิ่งแก่การพัฒนาตนเองอย่างเป็นอิสระและรอบด้านที่สุดของคนทุกคน การดำเนินการทุกอย่างตั้งแต่การเคลื่อนไหวปฏิวัติไปจนถึงการพัฒนาสร้างสรรค์ ล้วนแต่มุ่งไปยังการบรรลุสู่ความสังคมอุดมการณ์เช่นว่านี้ทั้งสิ้น
โดยสภาพรวมๆก็คือ จะเป็นสังคมที่เจริญยิ่งแล้วทางด้านพลังการผลิต สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ที่ทุกคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน การผลิตจะดำเนินไปอย่างเป็นแบบแผน แบ่งปันกันตามความต้องการที่เป็นจริงของแต่ละคน เพียงพออย่างยิ่งต่อการรองรับการดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์ แสดงคุณค่าแห่งความเป็นคนได้อย่างรอบด้าน สุขสันต์บริบูรณ์ยิ่ง
สภาวะเช่นนั้น ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสังคมทุนนิยม
สภาพสังคมในระบอบทุนนิยม โภคทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของคนกลุ่มน้อย กลไกตลาดเปิดโอกาสให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ประกอบเป็นปัจจัยรองรับการกดขี่ขูดรีด การแยกขั้วกันระหว่างคนรวยกับคนจน คนกลายเป็นตัวพ่วงของวัตถุ “พร่อง”ในคุณค่าแห่งความเป็นคน ซึ่งทั้งหมดนั้นจะประกอบเป็นเหตุปัจจัยแห่งความขัดแย้งที่ไม่มีทางแก้ไขได้จริงในกรอบกำหนดของระบอบทุนนิยม
โดยนัยดังกล่าว สังคมคอมมิวนิสต์ที่คาร์ล มาร์กซ์ และเฟเดริก เองเกลส์นำเสนอไว้เป็นเบื้องต้นนั้น จึงเป็นเพียงภาพนิ่งแห่งอนาคตที่สวยสดกว่าภาพอัปลักษณ์ของระบอบทุนนิยมที่มีอยู่จริง เป็นเพียงสังคมในอุดมคติ ที่คาดหมายว่าสักวันหนึ่ง เมื่อมนุษย์ขับเคลื่อนตัวเองไปเรื่อยๆ ก็จะบรรลุสู่สภาวะสังคมอุดมการณ์นั้นอย่างแน่นอน หรือหากชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่ตกอยู่ในสภาวะถูกกดขี่ขูดรีด ถูกลิดรอนโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถจัดตั้งกันขึ้น ทำการเคลื่อนไหวต่อสู้ปฏิวัติสังคม แย่งยึดอำนาจการปกครอง โค่นล้มระบอบทุนนิยม ก็สามารถสถาปนาระบอบสังคมคอมมิวนิสต์ขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน แต่การสร้างสังคมใหม่ก็กลายเป็นเรื่องหนัก เนื่องจากต้องสร้างสังคมใหม่บนฐานสังคมเก่า พลังการผลิตในสังคมยังพร้อมที่จะพัฒนาขยายตัวต่อไปในโครงสร้างเดิม ขณะที่ฐานหรือโครงสร้างสังคมใหม่ยังอ่อนแอเกินไปที่จะรองรับและขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาของพลังการผลิตในระดับนั้นได้
ในทางปฏิบัติ เมื่อพรรคบอลเชวิกนำโดยเลนินสามารถสถาปนารัฐสังคมนิยมขึ้นมาแล้ว จึงได้ดำเนินแนวทางสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยม(สังคมขั้นต้นของระบอบคอมมิวนิสต์)ด้วยวิธีผสมผสาน ทั้งที่เป็นของทุนนิยมและสังคมนิยม เรียกรวมๆว่า “นโยบายเศรษฐกิจใหม่” เนื่องจากพบว่า ในระดับการพัฒนาของพลังการผลิตของสังคมรัสเซียขณะนั้น ยังไม่พร้อมสำหรับการดำเนินระบอบสังคมนิยมอย่างเต็มรูป จำเป็นต้อง “เริ่มจากความเป็นจริง”ดำเนินการปฏิรูประบบ โครงสร้าง และกลไกต่างๆ ให้สอดคล้องกับระดับการพัฒนาของพลังการผลิต จึงจะสามารถระดมปัจจัยที่เป็นคุณทั้งหลายทั้งปวงเข้าสู่กระบวนการพัฒนาพลังการผลิต ดำเนินการสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นทีละขั้นๆ
สรุปคือ การพัฒนาสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยม จะต้องดำเนินไปแบบ “อ้อมค้อม” วกเวียนไปตามการกำหนดของสภาวะที่เป็นจริง ไม่ขึ้นกับต้องการเฉพาะของใครคนใดทั้งสิ้น
น่าเสียดายที่เลนินด่วนตายเสียก่อน คณะผู้นำต่อจากนั้น เริ่มตั้งแต่โจเซฟ สตาลิน ไม่ได้สานต่อแนวคิดการสร้างสรรค์สังคมนิยมของเลนิน แต่ดำเนินการโดยยึดเอาความต้องการของตนเองเป็นหลัก ไม่เริ่มจากความเป็นจริง ไม่เคารพความเป็นจริง ไม่ถือเอาความเป็นจริงเป็นที่ตั้ง “บีบ”ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง “เข้ากรอบ”ของความเป็นสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์แบบลัดสั้น แม้ว่าจะสามารถ “เค้น”หรือ “คั้น”เอามูลค่าของสังคมออกมาได้ด้วยอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ ยกตนขึ้นสู่ความเป็นชาติมหาอำนาจ แย่งชิงกันครองโลกกับมหาอำนาจทุนนิยม แต่ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน และต้องล่มสลายไปภายในเวลาอันสั้น
ประเทศจีนที่ได้พัฒนาระบบความคิดทฤษฎีสมบูรณ์พร้อมแล้วในระหว่างการดำเนินการปฏิวัติ เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นของการพัฒนาสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยม ก็ไม่เว้นแสดงออกถึงความเป็น “มือใหม่”อย่างชัดเจน เริ่มแรกก็ยึดเอาการวิธีการของสตาลินเป็นแม่แบบ
แม้ว่าในปี ค.ศ.1956 คณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จะได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้วว่า จะต้องดำเนินการพัฒนาสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมบนฐานจริงของประเทศจีน ที่ว่าจะต้อง “เดินไปบนหนทางของตนเอง” แต่กว่าจะสรุปได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาจะต้องทำอะไรกันบ้าง จึงจะสอดคล้องกับสภาวะเป็นจริงของประเทศจีน ก็กินเวลาร่วมยี่สิบปี (จากปี ค.ศ.1956 – 1976)
คณะผู้นำจีนโดยเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแกนนำ ได้ประมวลประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติพัฒนาสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมจีน จากบทเรียนของกลุ่มประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียต รวมทั้งในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนหนึ่ง แล้วนำเสนอข้อวินิจฉัยสุดท้าย อธิบายแก่นแท้ของระบอบสังคมนิยมในยุคปัจจุบันว่า ก็คือ “การปลดปล่อยพลังการผลิต พัฒนาพลังการผลิต ทำลายการกดขี่ขูดรีด ขจัดการแยกขั้วในสังคม และสามารถบรรลุสู่ความมั่งคั่งร่วมกันในที่สุด” การดำเนินการทุกอย่างในขั้นนี้จะต้องตั้งอยู่บนฐานของการปลดปล่อยพลังการผลิต และพัฒนาพลังการผลิต ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจ จึงเป็นภารกิจใจกลางของการสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมในยุคปัจจุบัน
สำหรับประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ยังล้าหลังและยากจนอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศทุนนิยมก้าวหน้าหรือพัฒนาแล้ว การ “พัฒนา” โดยเฉพาะคือการพัฒนาเศรษฐกิจจึงเป็น “เหตุผลเหล็ก” เป็นภารกิจใจกลางที่ทรงความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาในด้านอื่นๆต่อไป
ไม่มีการพัฒนาเศรษฐกิจก็จะไม่มีการพัฒนาในด้านอื่นๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวอย่างความสำเร็จในการพัฒนาประเทศในโลกทุนนิยม ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา อันเนื่องจากความก้าวหน้าของวิทยาการไฮเทคและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สามารถเป็น “ครู”ที่ดีของการพัฒนาสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยม ซึ่งคนจีนจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง โดยไม่รังเกียจว่าเป็นของนายทุนหรือไม่ นำไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจตลาด เปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างประเทศ ดำเนินการเชื่อมโยงประเทศจีนเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นขั้นตอน จนกระทั่งเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก แสดงบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าของโลก
หัวใจทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิงจึงอยู่ที่การพัฒนา การปฏิรูปและเปิดประเทศ ปรากฏออกมาเป็น “แนวทางพื้นฐาน” (ประกอบด้วย “หนึ่งใจกลาง” คือพัฒนาเศรษฐกิจ และ “สองจุดค้ำ”คือ 1. ยืนหยัดในหลักการพื้นฐาน 4 ประการ อันได้แก่ ให้พรรคคอมมิวนิสต์นำการบริหารประเทศ เดินหนทางสังคมนิยม ดำเนินประชาธิปไตยของประชาชน และยึดมั่นในลัทธิมาร์กซ์ และ 2. ปฏิรูปและเปิดกว้าง) จะทำหน้าที่ชี้นำการพัฒนาประเทศจีนไปโดยตลอดไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยปี
เมื่อวิเคราะห์ถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดของทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงของระบอบสังคมนิยมจีน ซึ่งก็คือ “สังคมนิยมขั้นปฐม” หรือสังคมนิยมที่ยังไม่เข้าขั้น ไม่ถึงขั้นที่ปรมาจารย์ได้บรรยายไว้ ดังนั้น หากไม่ลงแรงพัฒนาเศรษฐกิจอย่างน้อยหนึ่งร้อยปี ก็จะไม่มีทางไล่ทันกลุ่มประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้ว ความเป็นสังคมนิยมที่แท้จริง ตามการบรรยายไว้ของปรมาจารย์ก็จะไม่ปรากฏขึ้น จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ความล้ำเลิศของระบอบสังคมนิยม”ดำรงอยู่ในสำนึกรู้ของคนเราอีกต่อไป และสิ่งที่เรียกว่า “สังคมอุดมการณ์”ก็จะกลายเป็นสิ่งเลื่อนลอย ไร้สาระ
ด้วยการเข้าถึงความจริงของความเป็น “สังคมนิยมขั้นปฐม”ของประเทศจีน ทำให้ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิงตั้งอยู่บนฐานรองรับของความเป็นจริงอย่างแน่นหนา สามารถพิสูจน์ความถูกต้องได้ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน ตั้งแต่ปลายทศวรรษ ค.ศ.1970 จนถึงปัจจุบัน สร้างความเชื่อมั่นอย่างยิ่งแก่คนจีนทั้งประเทศ และดึงดูดความสนใจอย่างมากจากประชาชนทั่วโลก
ในวงการนักทฤษฎีมาร์กซิสม์จีน จึงยกย่องทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิงเป็นระบบความคิดทฤษฎีสมบูรณ์สุดยอดทางด้านพัฒนาสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน เฉกเช่นที่เคยยกย่องความคิดเหมาเจ๋อตงว่าเป็นระบบความคิดทฤษฎีสมบูรณ์สุดยอดของการปฏิวัติสังคมจีน
อีกทั้งเป็นการพัฒนาขึ้นสู่ระดับใหม่ของทฤษฎีมาร์กซิสม์โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ สามารถเผยแพร่ไปสู่สังคมโลกกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย มีแนวโน้มกลายเป็นเครื่องมือสร้างชาติของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นประเทศส่วนใหญ่ของโลก

--------------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...