xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? (3)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

เมื่อคนจีน โดยการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน พัฒนาประเทศบนฐานของการเริ่มต้นจากความเป็นจริง สามารถเข้าถึงและแก้ไขปัญหาปมเงื่อนหรือความขัดแย้งหลัก ที่แสดงออกมาในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนา การขับเคลื่อนของสังคมจีนจึงดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น
ณ ตรงนี้ สิ่งที่เราต้องทำความกระจ่างก็คือ “การเริ่มต้นจากความเป็นจริง สามารถเข้าถึงและแก้ไขปัญหาปมเงื่อนหรือความขัดแย้งหลักที่แสดงออกมาในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนา” เพราะมันเป็น “เหตุปัจจัยชี้ขาด”ของผลความสำเร็จที่ตามมา
“การเริ่มต้นจากความเป็นจริง” จะต้องเริ่มตรงไหน เพราะความจริงที่ปรากฏอยู่ในแต่ละห้วงของการพัฒนามีมากเหลือเกิน
คำตอบก็คือ จะต้องเริ่มต้นจากความเป็นจริงที่เป็นตัวกำหนดลักษณะของปัญหาปมเงื่อนหรือความขัดแย้งหลักของสังคมในขณะนั้น
ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้พัฒนาทักษะวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นขั้นๆ
ในห้วงของการปฏิวัติ พวกเขาเริ่มจากความเป็นจริงที่ประเทศจีนดำรงอยู่ในสภาวะกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ความขัดแย้งหลักในสังคมคือความขัดแย้งระหว่างประชาชาติจีนโดยรวมกับจักรพรรดินิยม ศักดินานิยม และทุนนิยมขุนนาง การทำการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่คือทางออกที่ถูกต้อง แต่กว่าพวกเขาจะสรุปได้และเป็นที่ยอมรับกันทุกฝ่าย(ภายในพรรค)ก็กินเวลานานหลายปี (ค.ศ.1927 – 1935)
ในห้วงของการปฏิวัติ การยอมรับแนวคิด โดยพฤตินัยก็คือการยอมรับการนำของผู้นำเสนอแนวคิด เพื่อให้การปฏิวัติดำเนินไปได้ดีที่สุด นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเหมาเจ๋อตงจึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคจีนในตั้งแต่ปี ค.ศ.1935 จนกระทั่งประสบชัยชนะเบ็ดเสร็จ ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ค.ศ.1949
การแก้ไขปัญหาปมเงื่อน “เดิม”ผ่านไปแล้ว สังคมจีนหลุดจากสภาวะกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ขับเคลื่อนตัวเองเข้าสู่สภาวะใหม่ คือ “สังคมนิยม”ที่พวกเขามาดหมาย โดยถือเอาสหภาพโซเวียตเป็นต้นแบบ เนื่องจากสหภาพโซเวียตได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถสร้างความเจริญและเข้มแข็งให้แก่ตนเองได้อย่างรวดเร็วด้วยระบอบสังคมนิยม
แต่ก็เริ่มจากจุดนี้เอง ที่จีนได้พาตัวเองก้าวเข้าสู่โซนเสี่ยงภัย
ตามทฤษฎีหรือคำวินิจฉัยที่ปรากฏอยู่ในตำรามาร์กซิสม์ สังคมนิยมคือขั้นความเจริญที่สูงกว่าทุนนิยม การเกิดขึ้นของสังคมนิยมเป็นผลมาจากการปฏิเสธตนเองของทุนนิยม หมายความว่าระดับการพัฒนาของพลังการผลิตในสังคมก้าวหน้าเกินกว่าความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยมจะรองรับได้
แต่สหภาพโซเวียตพัฒนาขึ้นมาบนฐานของประเทศรัสเซียที่เป็นทุนนิยมปลายแถว ล้าหลังกว่ากลุ่มประเทศทุนนิยมในยุโรปและอเมริกา การเคลื่อนตัวเองเข้าสู่ขั้นของสังคมนิยมก็ด้วยการปฏิวัติโค่นอำนาจการปกครองของกลุ่มทุนเก่าและใหม่ที่อ่อนแอ (เป็นห่วงโซ่ที่อ่อนเปราะที่สุดของระบอบทุนนิยมโลก)
โดยแก่นแท้แล้ว ระบอบสังคมนิยมในรัสเซีย(และต่อมาในอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก)พัฒนาขึ้นมาบนฐานที่ “ต่ำกว่า”กลุ่มประเทศทุนนิยม ระดับความก้าวหน้าของพลังการผลิต ประสิทธิภาพของระบบ กลไก และความสมบูรณ์ของโครงสร้างทางด้านต่างๆ ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคมยังไม่เทียมเท่ากับที่เป็นอยู่ในประเทศทุนนิยมก้าวหน้าของโลก
ในช่วงเลนินยังมีชีวิตอยู่ ได้ตระหนักถึง “ความเป็นจริง”นี้ เริ่มพัฒนาแนวคิดที่จะพัฒนาประเทศในระบอบสังคมนิยมที่ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงของรัสเซีย แต่กลุ่มผู้นำรุ่นต่อๆมา กลับไม่ได้สานต่อ เน้นการรวมศูนย์อำนาจ กำหนดแผนพัฒนาจากส่วนกลาง “ออกแบบ”ระบอบสังคมนิยมตามที่บรรยายไว้ในตำรา ระบอบสังคมนิยมสหภาพโซเวียตจึงไม่ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริง ไม่เริ่มจากความเป็นจริง แม้สามารถ “เค้น”ออกมาจนเป็นมหาอำนาจอันดับสองของโลก แต่ก็ต้องพังครืนลงมาในที่สุด
พรรคฯจีนในต้นทศวรรษ ค.ศ.1950 ยังไม่ตระหนักในสิ่งนี้ แต่เมื่อดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจห้าปีฉบับที่หนึ่ง (1953-1957)ยังไม่เสร็จดีนัก เหมาเจ๋อตงกับคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เริ่ม “ได้กลิ่น”ความผิดเพี้ยนในระบอบสังคมนิยมสหภาพโซเวียต เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักเป็นเบื้องต้นตามแบบสหภาพโซเวียตไม่ได้แก้ไขปัญหาของประเทศได้จริง เพราะเมื่อจีนก้าวเข้าสู่ระยะการสร้างชาติในระบอบสังคมนิยมแล้ว ความขัดแย้งหลักในสังคมก็คือความเรียกร้องต้องการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวจีนกับความล้าหลังของพลังการผลิต การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ได้ จะต้องกระจายการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมเบาและเกษตรกรรมด้วย ซึ่งลำพังระบบกรรมสิทธิ์รวมหมู่และของรัฐไม่สามารถดำเนินไปได้ จำเป็นต้องเปิดช่องให้การผลิตแบบเอกชนพัฒนาขยายตัว
อีกนัยหนึ่ง จะต้องลด “ดีกรี”ของความเป็นสังคมนิยมลงมา
เหมาเจ๋อตงกับคณะผู้นำพรรคฯจีนจึงได้ประมวลความเข้าใจเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหลักในสังคมจีนครั้งใหญ่ สรุปออกมาเป็นแนวคิดที่สะท้อนความขัดแย้งหลักที่ดำรงอยู่ในสังคมจีนอย่างถูกต้อง ในรูปของบทความสำคัญเรื่อง “ความสัมพันธ์ใหญ่ 10 ประการ” (ในปึ ค.ศ.1956) และ “การจัดการความขัดแย้งในหมู่ประชาชน” (ค.ศ.1957)
หากการบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์ดำเนินมาตามแนวทางที่สรุปขึ้นมาใหม่ ตามที่ปรากฏในสองบทความนี้ ประเทศจีนก็จะพัฒนามาเป็นแบบปัจจุบันได้ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1950 โดยไม่ต้องรอให้เกิดทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง
ทว่า องค์ประกอบของเหตุปัจจัยต่างๆทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งเอกลักษณ์แห่งความเป็น “ผู้มีบารมียิ่งยวด”ของเหมาเจ๋อตง ณ เวลานั้น ได้กลายเป็นตัวกำหนดให้สังคมจีนต้องลื่นไถลลงสู่ปลักตมข้างทางสายใหญ่แห่งการพัฒนา กว่าจะพาตัวเองปีนขึ้นมาได้ก็ใช้เวลาร่วมสองทศวรรษ
จนกระทั่งสิ้นยุคเหมา เติ้งเสี่ยวผิงและคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนรุ่นที่สอง จึงลงมือปรับแนวคิดทั่วทั้งพรรคเป็นการใหญ่ ยึดมั่นในแนวทางความคิด “หาสัจจะจากความเป็นจริง” ทุกอย่างเริ่มจากความเป็นจริง เคารพความเป็นจริง ใช้การปฏิบัติพิสูจน์ความถูกต้องของแนวคิดทฤษฎี “ไม่ยึดนาย ไม่ยึดตำรา ยึดแต่ความเป็นจริง”
ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังได้ทำการอธิบายแก่นแท้ของสังคมนิยมอย่างชัดเจนว่าเป็นการปลดปล่อยพลังการผลิต พัฒนาพลังการผลิต ทำลายการกดขี่ขูดรีด ขจัดการแยกขั้ว และก้าวสู่ความมั่งคั่งร่วมกันในบั้นปลาย พร้อมกับชี้ว่า สังคมนิยมจีนยังเป็นเพียงสังคมขั้นปฐม ยังห่างไกลจากการเป็นสังคมนิยมตามที่คาร์ล มาร์กซ์บรรยายไว้มาก ภารกิจใจกลางของการสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมจีนจึงอยู่ที่การพัฒนาพลังการผลิตในทุกรูปแบบที่เป็นไปได้
เมื่อได้ข้อสรุปดังนี้แล้ว พวกเขาจึงไม่รีรอ เร่งดำเนินการพัฒนาประเทศจีนด้วยการปฏิรูปและเปิดกว้างทุกด้านเป็นขั้นๆ โยกกระบวนการพัฒนาจากการวางแผนจากส่วนกลางมาเป็นการพัฒนาโดยอาศัยกลไกตลาดทีละขั้นๆ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นระบบเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนในปัจจุบัน
หลังยุคเติ้งแล้ว คณะผู้นำจีนรุ่นต่อๆมา ได้พัฒนาทักษะแนวคิด “ทุกอย่างเริ่มต้นจากความเป็นจริง”อย่างต่อเนื่อง โดยในยุคเจียงเจ๋อหมินเป็นแกนนำ (ค.ศ.1989 – 2002) ได้ประมวลปมปัญหาใหม่ๆที่ปรากฏขึ้นในสังคมจีน ออกมาเป็นทฤษฎี “ตัวแทน 3 ประการ” เพื่อขยายฐานสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ครอบคลุมถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นหัวกะทิในวงการอาชีพต่างๆในสังคมจีน ประกันให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นพรรคบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อมั่นและไว้วางใจของประชาชนชาวจีนส่วนใหญ่ในระยะยาว
และเมื่อถึงยุคที่หูจิ่นเทาเป็นแกนนำ(ค.ศ.2002- ปัจจุบัน) ก็ได้ประมวลปมปัญหาในสังคมจีนครั้งใหญ่ ที่สำคัญคือการพัฒนาประเทศที่เน้นจีดีพีมากเกินไป โครงสร้างการผลิตที่ล้าหลัง ทำให้สิ้นเปลืองวัตถุดิบ พลังงาน ทำลายสภาพแวดล้อม การพัฒนาที่ไม่สมดุลระหว่างเมืองกับชนบท และความตกต่ำทางจริยธรรมของประชาชนชาวจีน เป็นต้น ได้นำเสนอแนวคิด “การพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์” และ “การสร้างสังคมนิยมกลมกลืน” ชี้นำการกำหนดนโยบายใหม่ๆของรัฐบาลทั้งในประเทศและกับต่างประเทศ (เช่นการนำเสนอแนวคิด “การสร้างสังคมโลกที่กลมกลืน”) กระตุ้นการทำงานของสมาชิกพรรคและเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับชั้นให้เข้าสู่ครรลองของการพัฒนาในขั้นใหม่
เพื่อขับเคลื่อนประเทศจีนบรรลุสู่ความเป็นสังคมอยู่ดีกินอย่างรอบด้านในภายในปี ค.ศ.2020

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...