xs
xsm
sm
md
lg

จีนสร้างชาติอย่างไร ? ( 1 )

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

เมื่อวันที่ 8-11 ตุลาคม 2006 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน จัดประชุมคณะกรรมการกลาง (ชุดที่ 16 ในประวัติศาสตร์การก่อตั้งพรรค) เต็มคณะครั้งที่ 6 กำหนดแนวการสร้างสังคมกลมกลืนขึ้นในแผ่นดินจีน
การสร้างสังคมกลมกลืน(หรือสังคมปรองดอง)ที่ว่า มีจุดเด่นตรงที่กำหนดไว้เลยว่า ภายในปี ค.ศ.2020 ประเทศจีนจะเป็นสังคมที่มีความสมบูรณ์ในระบบกฎหมาย มีการปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายอย่างรอบด้าน นั่นคือสามารถให้หลักประกันในสิทธิประโยชน์ของประชาชนชาวจีนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ความเป็นธรรมทางสังคมคือสิ่งรองรับพื้นฐาน ซึ่งสิ่งที่จะปรากฏบนพื้นฐานดังกล่าวคือ ประชาชนชาวจีนมีรายได้ที่สมส่วน ไม่รวยกระจุกจนกระจาย โภคทรัพย์ในครัวเรือนเพิ่มขึ้นในระดับที่น่าพอใจ สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและสมบูรณ์ในตัว มีงานทำกันถ้วนหน้า พร้อมทั้งมีระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งรองรับ ได้รับบริการสาธารณะอย่างรอบด้าน ฯลฯ ทั้งหมดนั้นจะเป็นฐานส่งให้คนจีนพัฒนาความดี มีคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมสูงขึ้น ร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนประเทศจีนไปสู่ความเป็นประเทศศิวิไลซ์สมัยใหม่ได้อย่างเป็นจริง
ในภาพรวมหรือวิสัยทัศน์ร่วมของความเป็นสังคมกลมกลืนดังกล่าว สังคมจีนจะมีความเป็นระบบระเบียบ คึกคักมีชีวิตชีวา เป็นสังคมความรู้ที่สามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า มีการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ในระดับที่น่าพอใจ มีความพร้อมเป็นเบื้องต้นสำหรับความเป็นสังคมอยู่ดีกินดีรอบด้านของประชาชนชาวจีนกว่าพันล้านคน
เป็นการทำให้ “สังคมในฝัน”แบบสังคมคอมมิวนิสต์ปรากฏเป็นจริงเบื้องต้น ที่ทุกคนทำงานตามความสามารถ และได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วนที่เหมาะสม ตามกฎเกณฑ์กติกา ซึ่งก็คือกฎหมายที่กำหนดไว้
ทั้งก่อนและหลังการประชุม สำนักข่าวจีนได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการสร้างสังคมกลมกลืนอย่างละเอียดยิบ เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่คนจีนและคนต่างประเทศ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคาดหวังกันในเชิงบวกอย่างชัดเจน ไปในทำนองว่าจีนจะสามารถทำได้ตามแผนยุทธศาสตร์สำคัญนี้
สุ้มเสียงที่แสดงออกก็คือ พวกเขาเชื่อมั่นว่า ประเทศจีนที่ได้ก้าวมาถึงขั้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแล้วนี้ มีความพร้อมแล้วทางวัตถุ รองรับการสร้างสังคมตามอุดมการณ์ของพวกเขา
ขณะที่คนจีนทั้งในประเทศและทั่วโลกต่างพากันยินดีปรีดาอย่างยิ่งต่อแผนยุทธศาสตร์ใหญ่นี้ เพราะมันหมายถึงว่า พวกเขาจะยิ่งอยู่ดีกินดี มีโอกาสมากยิ่งขึ้นในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในหลายช่วงชีวิตของคนจีน
(ทั้งนี้ คนจีนในประเทศเป็นผู้ได้รับผลโดยตรง ขณะที่คนจีนในต่างประเทศสามารถทำอะไรได้มากขึ้นตามความเข้มแข็งมั่งคั่งของประเทศจีน)
กระนั้น ในการอธิบายของพรรคฯและรัฐบาลจีนเอง ได้ยึดแนวคิด “ไม่ประมาท” (จวีอันซือเวย -- สบายแล้วยังต้องตระหนักในวิกฤติอันอาจจะเกิดขึ้น) เป็นตัวนำ โดยวิเคราะห์ว่า เมื่อจีนพัฒนามาถึงขั้นที่รายได้ต่อหัวของประชาชนอยู่ในระดับ 1000 – 3000 เหรียญสหรัฐ ได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคทองของการพัฒนา” ซึ่งในตัวเองจะมีวิกฤติและความขัดแย้งในทุกๆด้านดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกขั้วระหว่างคนรวยกับคนจน การแบ่งชั้นทางสังคมตามระดับฐานะทางเศรษฐกิจของคนจีนยุคใหม่ และการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่ขาดๆเกินๆ ตลอดจนความสำนึกในสิทธิหน้าที่ของพลเมืองจีน ที่ยังต้องมีการปรับปรุงให้มีความเป็น “สากล”อีกมาก ฯลฯ จำเป็นที่พรรคและรัฐบาลจีนจะต้องดำเนินมาตรการปฏิรูป และเสริมสร้างระบบ กลไก โครงสร้างใหม่ๆอย่างรอบด้าน เพื่อประกันให้กระบวนการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยของจีนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ตามแนวคิดยุทธศาสตร์ระยะยาวของการพัฒนาประเทศจีนให้เจริญก้าวหน้าระดับโลกภายในกลางศตวรรษที่ 21
ถ้าหากประมาทหรือชะล่าใจ อาจพลาดพลั้งแบบที่เคยเป็นในบางประเทศ เช่นอาร์เจนตินา บราซิล เป็นต้น ที่เคยประสบความสำเร็จการในพัฒนาประเทศ จีดีพีต่อหัวเข้าสู่ระดับ 1000 - 3000 เหรียญสหรัฐฯ แต่ก็ต้องสะดุดหยุดกึก เพราะพิษวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน กลายเป็น “ตัวอย่าง”ของการพัฒนาที่ล้มเหลวในสายตาชาวโลก
ตามแนวคิดของคณะผู้นำจีน พวกเขาเห็นว่าการพัฒนาประเทศยังจะให้ความสำคัญมากที่สุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะเป็นรากฐานการพัฒนาด้านอื่นๆ แต่จำเป็นจะต้องปรับแนวการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการพัฒนาสังคมจีน ให้ผลการพัฒนาตกถึงประชาชนชาวจีนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
โดยการพัฒนาจะต้องถือเอาคนเป็นฐาน วัดผลกันที่ “คน”ว่าได้อะไรบ้างจากการพัฒนา ทั้งที่เป็นวัตถุและไม่เป็นวัตถุ เช่นสิทธิประโยชน์และโอกาสในด้านต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตยและธรรมาธิปไตยในการบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เป็นอย่างดี
จากนี้ จุดเด่นของระบอบสังคมนิยมปรากฏออกมา ทั้งในระดับภาพรวม คือความเจริญก้าวหน้าของประเทศจีน และในระดับปัจเจกบุคคล คือความอยู่ดีกินดีมีพร้อมในวัตถุและโอกาสต่างๆที่นับวันเปิดกว้างยิ่งๆขึ้น ของคนจีนในทุกระดับฐานะและสาขาอาชีพ
ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว คนจีนที่แตกต่างกันก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ปรองดอง ต่างมีความรู้สึกพอใจและเป็นสุขในตน โดยเห็นความแตกต่างจากตนของคนอื่นเป็นเรื่อง “ธรรมดา” เนื่องเพราะได้รับความเคารพในสถานภาพที่แตกต่างกันอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และกฎกติกาสังคมที่กำหนด
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็น “อนาคต”ที่คนจีนจะต้องทำให้ปรากฏเป็นจริง ในห้วงระยะเวลา 14-15 ปี โดยเริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะเป็นการ “ลอกคราบตนเอง” ครั้งใหญ่ของประเทศจีน ความศิวิไลซ์ที่ใครๆถามหาจะปรากฏขึ้นในประเทศจีน
มองรวมๆ มันก็คือกระบวนการสานต่ออุดมการณ์สูงสุดของชาวคอมมิวนิสต์จีน ที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อครั้งพวกเขาแสวงหาหนทางกอบกู้ประเทศจีนให้พ้นจากการครอบงำของมหาอำนาจต่างชาติ และปลดปล่อยประชาชาวจีนออกจากแอกของระบอบศักดินา
ครั้งนั้น ในปี ค.ศ.1919 ก่อนการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน พวกเขาได้รับเอาแนวคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ชี้นำการเคลื่อนไหว เลื่อมใสศรัทธาในแนวคิดทฤษฎีที่จะปลดปล่อยตนเองและมวลมนุษยชาติ ต่อมาเมื่อได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนแล้ว(1921) ก็ได้กำหนดแนวทางการปฏิวัติ โดยปรับให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงของสังคมจีนเป็นขั้นๆ ด้วยวิธีการ “หาสัจจะจากความเป็นจริง” ดำเนินการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ สามัคคีประชาชาวจีนผู้รักชาติในทุกสาขาอาชีพ ร่วมกันต่อสู้ จนประสบชัยชนะ
การพัฒนาแนวคิดให้สอดคล้องกับสภาพเป็นจริง หรือที่เรียกกันว่า “หาสัจจะจากความเป็นจริง” ได้กลายเป็นประเพณีปฏิบัติของชาวคอมมิวนิสต์จีนสืบเนื่องกันมา ทำให้พวกเขามีท่วงทำนองเคารพความเป็นจริง ยึดมั่นในการปฏิบัติ รับรู้และเข้าถึง “สัจธรรม”ในท่ามกลางการปฏิบัติ ซึ่งในมิติของการขับเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ก็คือการเคลื่อนไหวปฏิบัติของมวลชนนั่นเอง
จุดยืนเพื่อปลดปล่อยตนเองและมวลมนุษยชาติ ประสานกับแนวคิด “หาสัจจะจากความเป็นจริง” ทำให้ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีคุณสมบัติเป็นนักปฏิบัติที่พัฒนาแนวคิดทฤษฎีใหม่ๆขึ้นมาชี้นำการเคลื่อนไหวปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา นับเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่เป็นหลักประกันให้การปฏิบัติภารกิจของพวกเขาในแต่ละห้วงเวลาประสบความสำเร็จ
เช่นในยุคปฏิวัติ พวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ ในยุคพัฒนาประเทศ แม้ว่าในระยะต้นจะ “หลงทาง”ไปบ้าง แต่ในที่สุดก็ค้นพบเส้นทางการพัฒนาที่ถูกต้อง สอดคล้องกับสภาพเป็นจริงของประเทศจีน สามารถพัฒนาประเทศจีนให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว
จึงพอสรุปได้ว่า ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานดังกล่าวของชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีนนี่เอง ทำให้คนจีนและคนอื่นๆคาดหวังไปในทางเดียวกันว่า จีนจะก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมกลมกลืนได้ในระดับที่พวกเขากำหนดไว้ จริงๆ
วิสัชนาได้ว่า การที่พวกเขาทำอะไรได้สำเร็จ ก็เพราะมีคณะผู้นำ แกนนำ พรรคนำ ที่มีจุดยืนที่เห็นแก่ประเทศชาติและประชาชน มีทัศนะและวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างเริ่มจากความเป็นจริง เคารพความเป็นจริง มุ่งใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ

-----------------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...