xs
xsm
sm
md
lg

สังคมนิยม – เครื่องมือสร้างชาติ (37-จบ)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ผู้เขียนนำเสนอเรื่อง “สังคมนิยม – เครื่องมือสร้างชาติ”มาอย่างยาวยืด หลักๆเพื่อทำความกระจ่างในสองเรื่องด้วยกัน คือ 1. จีนปัจจุบันเป็นรัฐสังคมนิยม ชี้นำโดยปรัชญามาร์กซิสม์บนฐานวัฒนธรรมจีน 2. สังคมนิยมมีแนวโน้มเป็น “เครื่องมือสร้างชาติ”ของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ประเทศไทยควรสนใจศึกษานำมาปรับใช้ในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินมีสุขรอบด้านยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่นที่กำลังเป็นไปในประเทศจีนยุคปัจจุบัน
หลังจากที่ได้เพียรวิเคราะห์จากหลายแง่หลายมุมแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งที่ได้นำเสนอมานั้นน่าจะพอเพียงสำหรับการทำความเข้าใจ ช่วยให้ท่านผู้อ่าน(และตัวผู้เขียนเอง) มองเห็นและเข้าถึงความจริงจีนนี้ได้เป็นเบื้องต้น พร้อมที่จะทำความเข้าใจลึกลงไปอีกว่า คนจีนเขาสร้างชาติกันอย่างไร ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าสนใจจำนวนมากรอให้เราไป “เข้าถึง”
บทความชิ้นนี้จึงเป็นบทสุดท้ายของเรื่อง “สังคมนิยม – เครื่องสร้างชาติ” และเป็นบทนำร่องของบทความชุด “จีนสร้างชาติอย่างไร ?” ไปในตัว
เมื่อมองรวบเวลาสองร้อยปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่า จีนจะสร้างชาติอย่างไร ? เป็น “การบ้าน”ของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยสงครามฝิ่น (ค.ศ. 1840)
ก่อนหน้านั้น คนจีนไม่ตระหนักถึงเรื่องการสร้างชาติ เชื่อฝังหัวมาโดยตลอดว่าชาติจีนเจริญกว่าใครอื่น ไม่เห็นมีอะไรต้อง “สร้าง” แค่เป็นอยู่อย่างเดิมก็ได้แล้ว ความปราชัยแก่ฝรั่งในสงครามฝิ่น จึงเหมือนการ “จุดประทัด”ชุดใหญ่ปลุกให้คนจีนตื่นจากภวังค์แห่งอดีต ลืมตาดูโลกแล้วจึงพบว่า ตนได้ตกหล่นจากยุคสมัยที่เรียกว่า “สมัยใหม่”ในการขับเคลื่อนของประวัติศาสตร์โลกไปเรียบร้อยแล้ว ไม่อยู่ในสภาพที่จะขับเคี่ยวกับมหาอำนาจทุนนิยม ซึ่งเป็นประเทศสมัยใหม่ เหนือกว่าจีนในแทบทุกด้าน
นับตั้งแต่นั้นมา คนจีนรุ่นแล้วรุ่นเล่า จึงดั้นด้น “แสวงหา”เส้นทางเปลี่ยนแปลงประเทศจีนให้ทันสมัย ในทุกแง่มุม เช่นจากแง่มุมของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การเมือง การศึกษา ความคิดวัฒนธรรม ลองผิดลองถูก แล้วจึงมาลงเอยกันที่การปฏิวัติซินไฮ่ (ค.ศ.1911) นำโดย ดร. ซุนยัดเซน (ซุนจงซัน) สถาปนาสาธารณรัฐจีน และการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ.1949)
นับตั้งแต่นั้นมา ชาวจีนจึงได้ดำเนินการสร้างชาติตามแนวคิดมาร์กซิสต์ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสร้างชาติจีนให้ทันสมัยล้ำยุคในระบอบสังคมนิยม ตามแนวปฏิบัติของอดีตสหภาพโซเวียต แต่ต่อมาก็ต้องปรับแนวคิดใหม่เมื่อพบว่า การสร้างชาติให้ทันสมัยตามแนวปฏิบัติของอดีตสหภาพโซเวียตมีจุดอ่อนมากมาย หากดำเนินการไปตามนั้นต่อไป ก็จะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางและถ่วงดึงกระบวนการพัฒนาให้ช้าลง และสะดุดหยุดลงได้ในที่สุด
เพียง 3 ปีของการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจห้าปีแผนที่ 1 (ค.ศ.1953-1957) คือในปี ค.ศ.1956 คณะผู้นำจีน โดยเหมาเจ๋อตง ก็เริ่มกำหนดแนวคิดการพัฒนาประเทศที่เป็นของตัวเอง ประมวลความเข้าใจในการพัฒนาประเทศออกเป็น “ความสัมพันธ์ใหญ่ 10 ประการ” นำเสนอแนวทางจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรรม อุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมหนักอย่างสอดคล้องกับสภาพเป็นจริงของประเทศจีน แทนการเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมหนักตามแบบอดีตสหภาพโซเวียต กำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศจีน ให้สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน เสริมส่งให้การพัฒนาด้านอื่นๆดำเนินไปได้อย่างเป็นบูรณาการ ซึ่งจะสามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชาวจีนอย่างทั่วด้าน
และเป็นครั้งแรกที่พรรคฯจีนพูดถึงการพัฒนาประเทศ “สี่ทันสมัย”
แม้การสร้างชาติจีนตามแนวคิดดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง อันเนื่องจากพรรคฯจีน นำโดยเหมาเจ๋อตงหันไปเน้นการต่อสู้ทางความคิดการเมืองภายในพรรคนานถึงยี่สิบปี (ค.ศ.1957-1976) แต่กรอบการรับรู้ดังกล่าว ก็เป็นฐานเบื้องต้นจากการนำเสนอแนวทางการสร้างชาติด้วยการ “ปฏิรูปและเปิดประเทศ”ของคณะผู้นำจีนในปลายทศวรรษ ค.ศ.1970 โดยเติ้งเสียวผิงเป็นผู้นำเสนอ
การปฏิรูปและเปิดประเทศ นำไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน และรูปแบบวิธีการพัฒนาประเทศจีนให้เป็นประเทศสมัยใหม่แบบอื่นๆอย่างทั่วด้าน โดยทั้งหมดนั้น ดำเนินไปภายในกระบวนการขับเคลื่อนของระบอบสังคมนิยม คือมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเป็นแกนนำการใช้อำนาจบริหารประเทศ มีลัทธิมาร์กซ์เป็นธงนำทางความคิด ยึดมั่นในระบอบสังคมนิยม และเป็นประชาธิปไตยของประชาชน
ณ วันนี้ เมื่อเรามองย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของการ “แสวงหา”เส้นทางการสร้างชาติของคนจีน ก็จะพบว่า การที่พวกเขาเลือกที่จะสร้างชาติด้วยระบอบสังคมนิยม ก็เพราะเห็นว่ามันเป็นไปได้ และจะได้ผลดีที่สุด ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่พวกเขาพยายามดำเนินการสร้างชาติให้ทันสมัยตามแบบทุนนิยม ประสบแต่ความล้มเหลว เหตุสำคัญเพราะไม่อาจยืนบนลำแข้งตนเองได้ ไม่เป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง
เพราะการใช้ลัทธิมาร์กซ์มาเป็นอาวุธทางความคิด พวกเขาจึงสามารถยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตนเอง มีความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง สามารถสร้างชาติจีนให้เจริญรุ่งเรือง ก้าวเข้าสู่ความเป็นชาติสมัยใหม่ได้สำเร็จ
ในทางปฏิบัติ แม้ว่าในช่วงหนึ่ง (ค.ศ.1957-1976)พวกเขาจะ “หลงทาง”ไปบ้าง แต่การพัฒนาประเทศอย่างเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองก็ได้ดำเนินมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ค.ศ.1950 จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
กว่า 50 ปีของการสร้างชาติให้ทันสมัย ได้เปลี่ยนแปลงสังคมจีนจากสภาวะ “ก่อนทันสมัย” มาเป็น “ทันสมัย”แล้วเป็นเบื้องต้น
ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ของการพัฒนาสู่ความทันสมัยของสังคมมนุษยชาติ ก็จะเห็นภาพชัดว่า ณ วันนี้ จีนได้ “ออกสตาร์ท”เคลื่อนตัวตามหลังกลุ่มประเทศทุนนิยมตะวันตกแล้ว โดยมีข้อสังเกตว่า การเคลื่อนตัวของจีนเป็นไปค่อนข้างเร็ว ซึ่งหากทุกอย่างยังดำเนินไปในลักษณะที่เป็นอยู่ คาดว่าอีกไม่นานนัก จีนก็จะสามารถบี้ติดชิดกลุ่มประเทศทุนนิยมโลกได้
ทุกวันนี้ จีนจึงมีความโดดเด่นมากในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ที่กำลังถูกทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ ยากที่จะไล่ทันการเคลื่อนตัวของกลุ่มประเทศทันสมัยของโลก
การสร้างชาติด้วยสังคมนิยม จึงมีแนวโน้มดึงดูดความสนใจของชาติต่างๆที่กำลังอยู่ในระหว่างการสร้างตัวเองให้ทันสมัยตามแบบทุนนิยม แต่มีปัญหารุมเร้ารอบตัว โดยเฉพาะเรื่องความไม่เป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง มักจะตกเป็นเบี้ยล่างและลูกไล่ของกลุ่มทุนข้ามชาติ ซึ่งเป็นนิยมสมัยใหม่ ให้ต้องสมยอมในเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆที่เสียเปรียบมากมาย ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่เป็นผลดีต่อการสร้างชาติของตนเอง
จากกรณีการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยของจีนกับประเทศต่างๆทั่วโลก การเป็นตัวของตัวเองมีความสำคัญยิ่งยวดที่สุด ยิ่งกว่านั้น แบบอย่างการพัฒนาประเทศในระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน ที่นำเอา “ของดี”ทุกอย่างที่มวลมนุษย์เรามีอยู่ มาปรับใช้กับตัวเอง ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าศึกษาทำความเข้าใจ แล้วนำมาปรับใช้ในการพัฒนาประเทศไทย
ประเทศไทยเราดำเนินการพัฒนาประเทศมานานร่วม 50 ปีแล้ว แต่ความ “ทันสมัย”ที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทย กลับไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญอะไรเลย เพราะจริงๆแล้วมันทันสมัยแต่เปลือก ที่เห็นชัดคือ คนไทยส่วนใหญ่ยังยากจน มีหนี้สินล้นพ้นตัว ฯลฯ
ถึงเวลาแล้ว(หรือยัง) ที่คนไทยจะตระหนักในวิกฤติ เฉกเช่นที่คนจีนเคยตระหนักเมื่อครั้งปราชัยในสงครามฝิ่น เร่งแสวงหาหนทางสร้างชาติที่ถูกต้องกับสภาพเป็นจริงของประเทศไทยให้ได้ แล้วดำเนินการสร้างชาติอย่างเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
ส่วนจะเลือกแนวทางสังคมนิยมหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่ามันสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการที่เป็นจริงของเราหรือไม่ และควรไปกันได้กับทฤษฎี “พอเพียง” ซึ่งมุ่งเน้นให้การพัฒนาบรรลุสู่ความทันสมัยแบบ “กลางๆ” คือไม่สุดโต่งแบบทุนนิยมสามานย์สุดขั้ว

-----------------------------------
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...