xs
xsm
sm
md
lg

ความในใจหลงหย่งถู : ก่อนจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (1)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

จีนกับดับเบิลยูทีโอ 1 / นวันที่ 11 ธันวาคม ของปีค.ศ.2001 ธุรกิจในประเทศจีนทั้งภาครัฐบาลและเอกชนต่างตื่นเต้นกับข่าวการเข้าเป็นสมาชิกในองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ลำดับที่ 143 ของประเทศจีนอย่างเป็นทางการ นับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่ความหวังและเป้าหมายของจีนอันยาวนานกว่าทศวรรษได้ประสบผลสำเร็จสมความปรารถนาแล้ว

แต่ก่อนหน้าที่จีนจะเข้าเป็นสมาชิกของดับเบิลยูทีโอได้ ต้องผ่านขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ คือ การเจรจาการค้ากับประเทศสมาชิกเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายสินค้าและการให้สิทธิพิเศษต่างๆต่อประเทศคู่ค้าแต่ละชาติ ซึ่งเป็นสัญญาผูกมัดระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกต่างๆที่จะมีผลต่อการยอมรับจีนเข้าเป็นสมาชิก

ในขั้นตอนดังกล่าวประเทศจีนต้องเผชิญกับการเจรจาที่ยากลำบากและบทพิสูจน์ความน่าเชื่อถือนานัปการ รวมถึงการต่อรองที่ต้องชิงไหวชิงพริบกับประเทศคู่เจรจาทั้งหลาย โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะนักเจรจาผู้นั่งอยู่หลังธงดาวแดงบนโต๊ะเจรจาการค้ากับ 38 ประเทศนั้น คือ หลงหย่งถู ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาการค้าฝ่ายจีน

และนี่คือส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ที่เขาเคยเปิดใจไว้ในรายงานของสำนักข่าวซินหัว ที่เปรียบเสมือนบันทึกหน้าหนึ่งของประเทศจีนที่เต็มไปด้วยบทเรียนอันทรงคุณค่า

(1) “ปัจจัยทางการเมืองมีผลต่อสถานะในเวทีเศรษฐกิจโลก”

หลงหย่งถู เริ่มเท้าความถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังการเข้าร่วมในองค์กรเศรษฐกิจระดับโลกของจีนว่า ภายหลังที่สาธารณรัฐจีนไต้หวันออกจากความเป็นสมาชิกของ ‘ข้อตกลงว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า’ หรือ ‘แกตต์’  ( General Agreement on Tariffs and Trade - GATT 关贸总协定 ) เมื่อปีค.ศ.1971 สาธารณรัฐประชาชนจีนเกือบจะได้เข้าเป็นสมาชิกในแกตต์แทน เพราะในขณะนั้นประเทศที่เป็นสมาชิกล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ร่ำรวย แต่จีนกำลังอยู่ในความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ตกต่ำของช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1966-1976) จึงยังไม่พร้อมที่จะเข้าเป็นสมาชิกในทันที

จนมาถึงปี 1987 การหาพันธมิตรทางการค้าของจีนต้องมาสะดุดกับจุดพลิกผันเมื่อเกิดเหตุการณ์การเมืองในประเทศ นั่นคือ ‘เหตุการณ์วันที่ 6 เดือนเมษายน’ หรือการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปีค.ศ.1989 โดยอดีตประธานคณะผู้แทนเจรจาการค้าฝ่ายจีน หลงหย่งถู เปิดเผยว่า “ ถึงแม้แกตต์จะเป็นองค์กรด้านเศรษฐกิจแต่อย่างไรก็ตามสมาชิกจะพิจารณารับประเทศใดเข้าเป็นสมาชิกใหม่จะให้ความสำคัญกับปัจจัยเรื่องการเมืองในหลายๆด้าน ”

หลงหย่งถูเสริมว่า หลังจากที่จีนเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 1989 นั้น ทำให้ประเทศตะวันตกต่างกีดกันและตั้งป้อมต่อต้านจีน ทำให้การเจรจาหยุดชะงักลง 2 ปี จนเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังในปีค.ศ.1991 การเจรจาจึงเริ่มใหม่อีกครั้งภายหลังที่จีนเรียนรู้ว่า ปัจจัยด้านการเมืองมีผลอย่างไรในเวทีเศรษฐกิจโลก

“ ในระยะแรกผู้นำเติ้งเสี่ยวผิงได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนที่จีนจะเดินไปสู่รูปแบบเศรษฐกิจระบบตลาดบนพื้นฐานการเมืองแบบสังคมนิยมของจีน นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่ได้เปิดเสรีทางความคิดแก่พวกเราคณะผู้แทนเจรจา และยังทำให้พวกเราและผู้แทนจากต่างประเทศพูดจาภาษาเดียวกันได้ และเริ่มมีการเจรจากันอย่างจริงจัง หลังหยุดการเจรจาไป 2 ปี ความร่วมมือของผู้นำระดับสูงในคณะกรรมการกลางพรรค และแม้แต่นายกรัฐมนตรีหลี่เผิงในสมัยนั้นที่มีจดหมายไปยังผู้นำระดับสูงด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศสมาชิกต่างๆ จึงทำให้เกิดการฟื้นฟูการเจรจาในเชิงรูปธรรมขึ้นได้ ” หลงหย่งถูกล่าว

(2) คู่ค้าหรือคู่ต่อสู้ ?

ในการเจรจาการค้าที่ผ่านมาคู่ค้ารายใหญ่ที่อาจถือได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ตัวสำคัญของจีน คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำไมการเจรจาระหว่างอินทรีกับมังกรจึงได้ยากเย็นแสนเข็ญนัก หลงหย่งถูถึงกับเอ่ยปากเปิดประเด็นในเรื่องนี้ว่า  การเจรจากับสหรัฐอเมริกาในช่วงแรกไม่เป็นการเจรจาที่ถือเป็นกรณีเศรษฐกิจที่แท้จริง เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า สาเหตุที่การเจรจากับสหรัฐฯในช่วงแรกเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะสหรัฐฯใช้ความเป็นประเทศร่ำรวยข่มจีนนั่นเอง

“ วิธีการและท่าทีของผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯในการเจรจากับจีนตลอดเวลาที่ผ่านมา เมื่อเริ่มเปิดหัวข้อสนทนาก็มักจะเป็นแบบ เราต้องการ 1 2 3 4... คุณต้องทำให้ได้ 1 2 3 4 ... โดยเฉพาะในหัวข้อปัญหาต่างๆพวกเขาไม่เหลือทางหนีทีไล่อะไรเลย สหรัฐฯถนัดวิธีแบบนี้จึงใช้มันครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนการเจรจาการค้าเป็นเกมอย่างหนึ่ง ” หลงหย่งถู อดีตทูตพาณิชย์ของจีนประจำองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) กล่าว

สหรัฐฯใช้เวลา 5-6 ปี ในการปรับเปลี่ยนท่าทีการเจรจา ทำให้การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายเข้าสู่ภาวะที่เท่าเทียมมากขึ้น ทั้งนี้ หลงหย่งถู ยอมรับว่า เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายจากหน้าที่ดังกล่าว โดยการแสดงให้นานาประเทศรับรู้ถึงท่าทีการเจรจาที่เท่าเทียมที่สาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการได้รับจากประเทศต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์หลายปีกว่าจะได้มา โดยเฉพาะคู่ต่อสู้อย่างสหรัฐฯพวกเขาได้ทำหน้าที่ตัวแทนของประเทศที่มาเจรจาเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ที่ต่อมาภายหลังได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกับหลงหย่งถูก็มี โดยเขากล่าวถึงอดีตผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯคนหนึ่งว่า

“ หลังจากเขาพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเขาพูดถึงผมในทางที่ดีหลายด้าน ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นในระหว่างการเจรจาเราจะใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันกันตลอด ผมยังเสียใจมาจนถึงวันนี้ที่ครั้งหนึ่งไล่เขาออกจากห้องทำงานด้วยความโมโห เนื่องจากเขาเสนอว่า เนื้อสดที่ได้มาตรฐานจากสหรัฐฯไม่ควรมีเงื่อนไขใดใดเมื่อเข้ามาในตลาดจีน แต่ผมยืนยันให้สินค้าของเขาต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานของจีนก่อน เขาไม่ยอมพร้อมกับตำหนิว่าเนื้อสดของจีนในตลาดสหรัฐฯยังไม่ได้มาตรฐานเลย ทำเอาผมโมโหจนออกปากเชิญเขาออกจากห้องทำงานไปเลย ”

หลงหย่งถูชี้แจงว่า การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯยังพบอุปสรรคอีกประการหนึ่งคือ การเจรจาแบบเจาะในรายละเอียดอย่างไม่สมเหตุสมผล ในขณะที่การเจรจากับบางประเทศรวบรัดและไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย เขาได้กล่าวถึงการเจรจากับผู้แทนจากประเทศไอซ์แลนด์ว่า ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงกับการพิจารณาเอกสารหน้าเดียว ทั้งนี้ เพราะสินค้าที่ไอซ์แลนด์ส่งมาขายในจีนมีผลิตภัณฑ์ด้านประมงเป็นสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯมีรายการสินค้าส่งออกมาจีนถึง 6,000 รายการที่ต้องการเจรจาด้านภาษีกับจีนเป็นรายสินค้าไป

หลงหย่งถูประธานคณะผู้แทนเจรจาของจีนอ้างว่า “ มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด ถึงแม้สหรัฐฯจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าส่งออกทุกรายการจะเป็นสินค้าหลักในตลาด อย่างน้อยผลิตภัณฑ์ด้านประมงสหรัฐฯจะสู้ของไอซ์แลนด์ได้หรือเปล่า ภายหลังได้มีการตัดรายการสินค้าลดลงเหลือ 4,000 รายการ แต่ในจำนวนนี้ก็ยังเพิ่มการเจรจาในธุรกิจด้านการธนาคาร ประกันภัย โทรคมนาคม เฟรนไชส์และธุรกิจทนายความ ฯลฯ เข้าไปอีก ทำให้ต้องใช้เวลาในการเจรจายาวนานมาก ”

หลงหย่งถู กล่าวจากประสบการณ์ว่า การเจรจาในองค์การการค้าโลกแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเวทีที่เที่ยงธรรมอย่างสิ้นเชิง หากว่าประเทศใดไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจก็ยากที่จะเข้าร่วมเจรจาการค้าอย่างเป็นทางการ เขายอมรับว่าการเจรจากับประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯเป็นเรื่องยากลำบากและซับซ้อนนั้น เป็นสิ่งที่จีนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเท่ากับกำลังนั่งเจรจาอยู่กับประเทศสมาชิกอื่นๆอีกหลายประเทศ

“ การเจรจามันเป็นเรื่องของคนเพียงไม่กี่คน ที่เหลือนั่งรอฟังผลในร้านกาแฟ คู่เจรจาจริงๆมี สหรัฐฯ-สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น-สหภาพยุโรป สหรัฐฯ-แคนาดา อย่างเราก็มีการเจรจาการค้ากับประเทศสมาชิก 30 กว่าประเทศ จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 130 กว่าประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากสหรัฐฯมีบทบาทสำคัญในเวทีดังกล่าว ประเทศที่เหลือกว่า 100 ประเทศ มักจะมั่นใจในจุดยืนของสหรัฐฯว่าได้เป็นตัวแทนของประเทศตนเพียงพอแล้ว ”  หลงหย่งถูกล่าว 


เรียบเรียงจาก นิตยสารไฉจิง

ติดตามต่อตอนหน้า  การยอมถอยเพื่อแลกกับผลสำเร็จกับบทพิสูจน์ด่านสุดท้าย
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น