xs
xsm
sm
md
lg

เทศกาลบ๊ะจ่างมรดกวัฒนธรรมร่วม

เผยแพร่:   โดย: อดุลย์ รัตนมั่นเกษม

วันเสาร์ที่ผ่านมาหลายคนคงได้ลิ้มรสบ๊ะจ่างกันบ้างแล้ว เพราะเป็นวันเทศกาลบ๊ะจ่าง เราทราบกันโดยทั่วไปว่าเป็นวันเทศกาลของคนจีน วันนี้คนจีนเขาจะเอาบ๊ะจ่างที่เตรียมไว้แล้วออกมาไหว้เจ้ากัน บ๊ะจ่างเป็นของกินชนิดหนึ่ง ใช้ใบแฝกขนาดใหญ่ที่คนจีนเรียกจ้างเฮียะ เอามาห่อข้าวเหนียวและเครื่องปรุงต่างๆ ตามแต่ที่จีนแต่ละเผ่านิยม เช่น คนแต้จิ๋วนิยมใส่ไข่เค็ม เผือกกวนรสหวาน ลูกบัว ถั่วลิสง เห็ดหอม และอื่นๆ

เทศกาลบ๊ะจ่างในไทยนั้นไม่ค่อยคึกคักเหมือนเทศกาลตรุษจีน แต่สำหรับจีน ฮ่องกง ไต้หวันแล้ว ถือเป็นเทศกาลใหญ่เทศกาลหนึ่ง นอกเหนือไปจากวันตรุษจีน วันเช็งเม้ง และวันไหว้พระจันทร์ ทำไมคนจีนเขาถึงให้ความสำคัญกับเทศกาลบ๊ะจ่างกันถึงขนาดนี้ คำตอบน่าจะอยู่ที่ความหมายของวันสำคัญวันนี้

เทศกาลบ๊ะจ่างนี่ผมเรียกตามที่ได้ยินมา ชื่ออย่างเป็นทางการเขาเรียก “ตวนอู่เจี๋ย” (端午节) วันเทศกาลเขาตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจีน ทีนี้เรามาดูความหมายแรกของเทศกาลนี้คือ รำลึกถึงกวีผู้รักชาตินามว่า “ชูหยวน” (屈原) เขาอุ้มก้อนหินกระโดดแม่น้ำมี่หลอ (汩罗江) ฆ่าตัวตายด้วยความระทมทุกข์ในชะตากรรมของบ้านเมือง

ความหมายที่สองคือ รำลึกวันเสียชีวิตของอู่จื่อซี (伍子胥) เขาช่วยเหลือเจ้ารัฐอู๋ทำศึกกับรัฐฉู่จนมีชัยหลายครั้ง จึงเสนอให้กำจัดรัฐฉู่เสี้ยนหนามแผ่นดินให้สิ้นชาติ แต่ไม่เป็นผล กลับถูกทางคนอื่นใส่ร้ายด้วยสินบนจากรัฐฉู่ ฟูไช เจ้ารัฐอู๋จึงสั่งประหารเขา ก่อนเสียชีวิต เขาบอกให้ควักลูกตาของเขาแขวนไว้บนประตูเมือง เขาจะคอยดูกองทัพรัฐฉู่ยาตราเข้าเมือง ทำให้ฟูไช เจ้ารัฐอู๋โกรธจัด จึงสั่งเอาหนังสัตว์ห่อศพเขาโยนทิ้งแม่น้ำไป

ความหมายที่สามคือ รำลึกถึงหญิงสาวชื่อเฉาเอ๋อ พ่อของเธอจมน้ำหายไปหลายวันก็ยังหาศพไม่พบ เธอเดินไปตามริมแม่น้ำเพื่อหาศพพ่อ จนล่วงเลยมาถึง 17 วัน และในวันที่ 5 เดือน 5 เธอก็กระโดดน้ำตามพ่อไป ห้าวันให้หลังมีคนพบศพเธอกอดอยู่กับศพพ่อลอยขึ้นมา จนชาวบ้านร่ำลือกลายเป็นเรื่องราวความกตัญญู เจ้ารัฐจิ้นถึงกับเขียนป้ายหน้าหลุมศพให้เธอด้วยตัวเองเพื่อให้คนรุ่นหลังได้จดจำเป็นเยี่ยงอย่าง

ความหมายประการที่สี่ เป็นเรื่องของยุคใกล้ในช่วงปลายสมัยราชอาณาจักรชิง กวีหญิงนามชิวจิ่น ผู้มีปากกาเป็นอาวุธในการปฏิวัติล้มล้างระบอบราชวงศ์ชิง แต่เธอถูกจับเสียก่อน และถูกประหารชีวิตในวันที่ 5 เดือน 5 นี้พอดี

ดูเหมือนความหมายแรกจะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปมากกว่าความหมายประการอื่น ด้วยเป็นต้นตอที่มาของเทศกาลนี้นั่นเอง และวันรำลึกถึงผู้รักชาติก็พัฒนาแปรเปลี่ยนไปเป็นวันเทศกาลที่มีงานรื่นเริงเข้ามาเกี่ยวข้องตามกาลเวลาที่ผันผ่านไป เริ่มจากมีการแขวนภาพจงขุยเพื่อขับไล่ผีร้ายและโรคระบาด และยังมีการเสียบใบเหี่ยไว้ที่ประตูบ้านหรือแขวนไว้กลางบ้าน เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายต่างๆ มีการแข่งเรือพายที่เรียกว่าแข่งเรือมังกร ซึ่งมีมานานกว่าพันปีแล้ว โดยปัจจุบันฮ่องกงจัดแข่งเรือในวันนี้จนกลายเป็นการแข่งเรือนานาชาติไปแล้ว และที่ขาดไม่ได้คือ กินบ๊ะจ่าง เดิมทีผู้คนโยนข้าวเหนียวนึ่งสุกลงแม่น้ำ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ล่อปลามิให้มากินศพของชูหยวน ต่อมาใช้กระบอกไผ่ใส่ข้าวเหนียวหุง และเปลี่ยนมาใช้ใบแฝกห่อข้าวเหนียวแทน นอกจากนี้ยังมีการดื่มเหล้าเหลือง ทำถุงกำยานให้เด็กพกติดตัวเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย

ผมหยิบเอาเรื่องเทศกาลบ๊ะจ่างมาเล่า ก็เพราะจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วมีข่าวว่าทางเกาหลีใต้ต้องการยื่นขอให้วันเทศกาลนี้เป็นวันมรดกวัฒนธรรมโลกของตนไปทางยูเนสโก้ เรื่องนี้ทำให้คนจีนที่ “รักชาติ” จำนวนไม่น้อยถึงกับรู้สึก “ขายหน้า” เอามากๆ เพราะเห็นว่านี่เป็นวัฒนธรรมประเพณีของตนชัดๆ ทำไมเกาหลีใต้ถึงจะมาแย่งเอาวันสำคัญนี้ไปเป็นของตัวเอง อาการรักชาติที่ออกไปทางชาตินิยมกลายๆ นี้ทำให้คนจีนเขาเกิดการต่อว่าต่อขานกันเองว่า พากันหลงใหลได้ปลื้มกับวัฒนธรรมต่างชาติที่มิได้มีเนื้อดินทางวัฒนธรรมหล่อเลี้ยง และเหน็บแนมต่อไปว่าในเมื่อคนในชาติลืมวัฒนธรรมประเพณีของตนได้ ผลก็ออกมาอย่างนี้ คือวัฒนธรรมของตนแท้ๆ กำลังจะถูก “ชาติอื่น” แย่งไป พร้อมทั้งเรียกร้องให้คนจีนร่วมกันหวงแหนวัฒนธรรมของตัวเองให้มาก

อารมณ์ความรู้สึก “รักชาติ” ของคนจีนกลุ่มนี้เป็นที่เข้าใจได้ แต่วัฒนธรรมประเพณีนั้นย่อมมีประวัติศาสตร์เป็นตัวเชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน จีนกับเกาหลี (ทั้งเหนือและใต้) มีสายธารประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากวัฒนธรรมประเพณี เช่น วันตวนอู่เจี๋ย จะเป็นสิ่งที่ทั้งจีนและเกาหลีมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ทั้งคนจีนและคนเกาหลีก็น่าจะเป็นเจ้าของวัฒนธรรมประเพณีนี้ร่วมกันได้

และเป็นเรื่องน่ายินดีว่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านวัฒนธรรมพื้นบ้านทั้งจีนและเกาหลีใต้ตกลงที่จะจัดประชุมศึกษาเรื่องนี้กันที่กรุงปักกิ่ง โดยหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถร่วมกันเสนอให้ทางยูเนสโก้กำหนดให้วัน “ตวนอู่เจี๋ย” นี้เป็นวันสำคัญของโลกได้

เกาเหว่ยผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านฝ่ายจีน เปิดเผยว่า นักวิชาการด้านวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของเกาหลีใต้จะมาเล่าถึงกิจกรรมต่างๆ ในวัน “ตวนอู่เจี๋ย” พร้อมทั้งขอให้ฝ่ายจีนให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของวันนี้ จะได้ร่วมกันเสนอให้เป็นวันสำคัญของโลกไปทางยูเนสโก้ ซึ่งเกาเหว่ยมองว่าเป็นข้อเสนอที่ดีมาก และจีนยังจะได้เรียนรู้จากเกาหลีใต้เพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีบางอย่างเกี่ยวกับวันเทศกาลอันเก่าแก่นี้ เพื่อมิให้วันนี้กลายเป็นแค่วัน “กินบ๊ะจ่าง” เท่านั้น

นักวิชาการฝ่ายจีนหลายคนยอมรับว่า ปัจจุบั คนจีนคงรู้แค่ว่าวันนี้จะมีบ๊ะจ่างกินและมีแข่งเรือพายให้ชมเท่านั้น ส่วนกิจกรรมอย่างอื่นๆ ได้เลือนหายไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับความหมายของวันนี้ที่ถูกพูดถึงแค่วันรำลึกถึงชูหยวนและผู้รักชาติคนอื่นๆ ทั้งที่จริงๆ แล้ววันเทศกาลนี้มีเนื้อหาสาระมากกว่านี้ เช่น เป็นวันที่ชาวบ้านสนใจรักษาสุขภาพและสุขอนามัย ป้องกันโรคระบาด (แสดงออกที่การขับไล่สิ่งชั่วร้ายและการปัดกวาดทำความสะอาด)

ผมเห็นด้วยกับทรรศนะของเกาเหว่ยที่มองว่าหากมองจากมุมมองของมนุษยชาติแล้ว มรดกวัฒนธรรมประเพณีก็น่าจะเป็นวัฒนธรรมประเพณีของมนุษยชาติ เป็นสิ่งที่มนุษย์มีร่วมกันได้

แต่นี่เป็นเพียงการยอมรับในความเป็น “เจ้าของร่วมกัน” ในวัฒนธรรมประเพณีของคนต่างเผ่าต่างชาติพันธุ์ เรื่องสำคัญอีกอย่างที่จะละเลยไม่ได้คือการฟื้นสำนึกวัฒนธรรมประเพณีที่มันเลือนหายไปเพราะสาเหตุหลากหลายประการตลอดช่วงเวลาประวัติศาสตร์อันยาวนาน และปัจจุบันก็กำลังถูกซ้ำเติมจากลัทธิบริโภคนิยมตามวิถีแห่งทุนนิยม น่าจะเป็นเรื่องที่คนจีนคนเกาหลีต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งส่วนของชาวบ้านและทางการ บรรดานักวิชาการทั้งหลายก็ต้องเคารพในประเพณีนิยมของชาวบ้าน อย่าไปครอบงำยัดเยียดอะไรใส่หัวพวกเขา วัฒนธรรมประเพณีที่ไม่มีชาวบ้านไม่มีผู้คนเป็นเนื้อดินรองรับหล่อเลี้ยงย่อมตายไปในสักวันหนึ่ง

ดังนั้น ผมจึงไม่อยากเห็นการยื่นเรื่องขอให้ยูเนสโก้กำหนดวันตวนอู่เจี๋ยเป็นวันสำคัญของโลกเป็นไปเพียงเพื่อให้วันนั้นได้เป็นวันส่งเสริมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกวันเท่านั้น เพราะนั่นคงทำให้วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของผู้คนในดินแดนแห่งเอเชียบูรพากลายเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าสามานย์ไป
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...