xs
xsm
sm
md
lg

ทิฐิบนความสัมพันธ์สู่ความวิบัติ

เผยแพร่:   โดย: อดุลย์ รัตนมั่นเกษม

ประเด็นที่นางอู๋อี้ยกเลิกการเข้าพบกับนายจุนอิจิโร่ โคอิซึมินายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และเดินทางกลับประเทศโดยกระทันหันเพราะมี “ภาระกิจเร่งด่วน” กลายเป็นเรื่องร้อนฉ่าขึ้นมาทันที สั่นสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่ในเอเชียที่เลวร้ายอยู่แล้ว ให้ทรุดหนักยิ่งขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้น หลายฝ่ายคาดหวังว่า จีนและญี่ปุ่นจะร่วมมือกันสะสางแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดจากปัญหาต่างๆที่หมักหมมมานาน เพื่อสันติสุขของภูมิภาคเอเชียโดยรวม

สถานีวิทยุเสียงอเมริกา สถานีโทรทัศน์เอ็นเอ็ชเค สถานีโทรทัศน์โตเกียว และหนังสือพิมพ์หมิงเป้าในฮ่องกง ต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า สาเหตุเกิดจากที่ฝ่ายจีนไม่พอใจการออกมาพูดย้ำถึงความตั้งใจไปเยือนศาลเจ้ายาสึคูนิของนายจุนอิจิโร่ โคอิซึมินายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

หนังสือพิมพ์โยมิอูริซิมบุนของญี่ปุ่นเผยเบื้องหลังที่นางอู๋อี้ยกเลิกการเข้าพบนายโคอิซึมิและเดินทางกลับประเทศทันทีว่า สาเหตุมาจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นไปขอร้องนางอู๋อี้ มิให้หยิบยกประเด็นการเยือนศาลเจ้ายาสึคูนิของนายโคอิซึมิขึ้นมาหารือในการเข้าพบครั้งนี้ ไม่เช่นนั้น ญี่ปุ่นจะถือว่าเป็นการ “แทรกแซงกิจการภายในของญี่ปุ่น” ซึ่งฝ่ายจีนได้บอกปัดเงื่อนไขนี้โดยสิ้นเชิง และหลังจากประเมินสถานการณ์โดยรวมแล้ว ทางการจีนจึงตัดสินใจยกเลิกการเข้าพบครั้งนี้

แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นคนนี้เป็นใคร แต่นายทาเคเบ ซึโตมุ (Takebe Tsutomu) จากพรรคแอลดีพี ซึ่งไปเยือนจีนและเข้าพบนายหูจิ่นเทาประธานาธิบดีจีนก่อนหน้านี้ ได้ออกมาเปิดเผยว่า การพูดคุยเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน และเมื่อเขาเอ่ยถึงการเยือนศาลเจ้ายาสึคูนิของนายโคอิซึมิว่า เป็นกิจการภายในของญี่ปุ่น นายหูได้ขอให้เขาถอนคำพูดนี้เสีย และมีรายงานข่าวว่า เขาได้บอกถอนคำพูดนี้กับนายหวางเจียรุ่ยหัวหน้าฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่เขาก็ออกมาแก้ข่าวว่า นั่นเป็นเพราะล่ามแปลผิด โดยไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดใดๆ

หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ประท้วงญี่ปุ่นที่เป็นไปอย่างรุนแรงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จะพบว่าหลังจากที่นายหูจิ่นเทากับนายโคอิซึมิได้พบปะกันที่อินโดนีเซียแล้ว ฝ่ายจีนได้ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะยับยั้งการชุมนุมประท้วงญี่ปุ่น และยังยอมประนีประนอมให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมจีนญี่ปุ่นเพื่อชำระประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนนายหูจิ่นเทาและนายเวินเจียเป่าถูกกดดันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งในและนอกพรรคฯ และที่ประจวบเหมาะคือ ในช่วงวันที่ 3-5 พฤษภาคม นายเจียงเจ๋อหมินอดีตเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ไปตรวจเยี่ยมอนุสรณ์สถานการฆ่าหมู่ชาวจีนของทหารญี่ปุ่นที่เมืองนานกิง เท่านี้คงพอคาดเดาได้ว่า อดีตผู้นำสูงสุดของจีนที่ยังทรงอิทธิพลอยู่ จะรู้สึกอย่างไรกับคำพูดซ้ำซากของผู้นำญี่ปุ่น

สำหรับจีนแล้ว ประเด็นการเยือนศาลเจ้ายาสึคูนิของผู้นำญี่ปุ่น เป็นเรื่องของหลักการ จีนจึงยืนยันท่าทีแข็งกร้าว เรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นยุติการกระทำเช่นนี้ แต่การที่ผู้นำประเทศหนึ่งบอกให้ผู้นำอีกประเทศหนึ่งทำหรือไม่ทำในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น ในทางปฏิบัติแล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่ฝ่ายหลังจะทำตามที่ฝ่ายแรกเรียกร้อง เพราะหากนายโคอิซึมิทำตามที่ผู้นำจีนเรียกร้อง นอกจากชีวิตทางการเมืองของเขาและกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนเขาจะจบสิ้นลงแล้ว เกียรติภูมิของญี่ปุ่นจะเสียหายในสายตาของชาวโลกทันที ด้วยนั่นคือสัญญาณว่า ผู้นำจีนสามารถมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของผู้นำญี่ปุ่นได้ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายโคอิซึมิจะทำตามคำเรียกร้องของนายหูจิ่นเทา

นายโคอิซึมิจึงไม่ได้ทำอะไรในเรื่องนี้ แต่ที่แย่คือเขากลับซ้ำเติมด้วยการออกมาบอกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า จะไปเยือนศาลเจ้ายาสึคูนิในขณะที่นางอู๋อี้ยังอยู่ในระหว่างเยือนญี่ปุ่น นี่เท่ากับไม่ได้ให้เกียรติผู้แทนระดับสูงสุดจากจีนแต่อย่างใด ซ้ำยังมองข้ามความพยายามของฝ่ายจีนที่จะคลี่คลายปัญหานี้ด้วย นี่ย่อมแสดงว่าผู้นำญี่ปุ่นขาดความสนใจหรือไม่ก็ไม่เข้าใจสถานการณ์ในจีนว่าเป็นอย่างไร

หากเราย้อนดูการจัดการความขัดแย้งกับประเทศคู่กรณี จีนเคยใช้มาตรการเด็ดขาดกับหลายประเทศมาแล้ว เช่นในปี พ.ศ.2504 จีนกับอินเดียขัดแย้งกันในเรื่องปัญหาเขตแดน อินเดียเรียกทูตของตนประจำจีนกลับ ปีถัดมาจีนก็เรียกทูตของตนกลับบ้าง และลดระดับความสัมพันธ์ลงเหลือเพียงชั้นอุปทูตนานถึง 15 ปี

ในปี พ.ศ. 2522 จีนขัดแย้งกับเวียดนามในเรื่องของเขมร จีนเรียกทูตกลับ และหลังจากนั้นไม่นาน จีนก็เปิดฉากทำสงครามสั่งสอนเวียดนามทันที

ในปี พ.ศ. 2523 ฮอลแลนด์ขายเรือดำน้ำให้ไต้หวัน จีนประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฮอลแลนด์ลงเหลือชั้นอุปทูตเป็นเวลาถึง 2 ปีกว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์สู่ระดับปกติได้

ในปี พ.ศ. 2534 ฝรั่งเศสประกาศอนุมัติขายเรือดำน้ำให้ไต้หวันจำนวน 6 ลำ พร้อมขายเทคโนโลยีการผลิตเรือดำน้ำรุ่นเดียวกันให้อีก 10 ลำ ในวงเงินสูงถึง 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จีนประท้วงฝรั่งเศสอย่างรุนแรง แต่ฝรั่งเศสไม่สนใจ ในปีถัดมา บริษัทผลิตเครื่องบินรบของฝรั่งเศสได้ลงนามในสัญญาขายเครื่องบินรบมิราจ รุ่น 2000-เอส ให้ไต้หวันอีกถึง 60 ลำ ในวงเงินมากถึง 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จีนประท้วงฝรั่งเศสหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้าย จีนได้สั่งปิดสถานกงสุลฝรั่งเศสประจำกวางเจา ทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของทั้งสองชาติเสื่อมทรุดลงอย่างหนัก กว่าจะฟื้นฟูให้กลับมาดังเดิมได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี

ผมเชื่อว่า หากนายโคอิซึมิไปเยือนศาลเจ้ายาสึคูนิอีกครั้งจริงตามที่พูดไว้ จีนก็อาจงัดเอามาตรการที่ค่อนข้างเด็ดขาดมาใช้กับญี่ปุ่น ดังที่เคยทำมาแล้วกับประเทศอื่นๆในอดีต เช่น ปรับระดับความสัมพันธ์ทางการทูตหรือปิดสถานกงสุลแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดนับแต่ที่ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันในปี พ.ศ.2516 สำหรับฝ่ายจีนแล้ว จีนจำเป็นต้องทำเพื่อลดกระแสความไม่พอใจของคนจีน ซึ่งอาจก่อการประท้วงจนลุกลามกลายเป็นความวุ่นวายขึ้นได้

ดังนั้น หากความสัมพันธ์จีนญี่ปุ่นเลวร้ายลงจนถึงขั้นที่กระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคหรือส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศแล้ว ผลกระทบนั้นก็คงไม่จำกัดขอบเขตอยู่แต่ในสองประเทศนี้เท่านั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า อาจลุกลามกระทบถึงอีกหลายๆประเทศในเอเชียทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นายลีเซียนหลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จะออกมาเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นงดการไปเยือนศาลเจ้ายาสึคูนิ และขอร้องทั้งจีนและญี่ปุ่นลดทิฐิในเรื่องชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายลง เพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น

การที่ผู้นำญี่ปุ่นออกมาตอกย้ำถึงการเยือนศาลเจ้ายาสึคูนิ ในขณะที่ฝ่ายจีนเองก็ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวกับเรื่องนี้ และเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างยังคงใช้ทิฐิในเรื่องชาตินิยมเข้าหากันอย่างนี้ ความหวังที่จะเห็นความสัมพันธ์ของสองชาติยักษ์ใหญ่ในเอเชียคลี่คลายไปทางที่ดี จึงดูริบหรี่เต็มที และหากทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมลดทิฐิลง หนทางข้างหน้าก็คือความวิบัติแน่นอน
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...