xs
xsm
sm
md
lg

โกลบอลฟอรั่มของ “ฟอร์จูน”

เผยแพร่:   โดย: อดุลย์ รัตนมั่นเกษม

ปิดฉากจบลงไปเรียบร้อยแล้วสำหรับการประชุมโกลบอลฟอรั่มครั้งที่ 9 ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งจัดโดยนิตยสาร “ฟอร์จูน” ของกลุ่มบริษัทไทม์วอร์เนอร์จากสหรัฐอเมริกา และดูจะเอิกเกริกกันไม่น้อย เพราะไปจัดกันในมหาศาลาประชาชนกันเลยทีเดียว

งานนี้เปรียบไปก็เหมือนงานเลี้ยงของบรรดาเหล่าเศรษฐีนักธุรกิจระดับหัวกะทิทั้งของจีนและฝรั่ง และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระดับมันสมองทั้งของจีนและฝรั่ง แต่คนจีนมีคำกล่าวว่า “ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่เลิก” งานเลี้ยงเวอร์ชันเศรษฐีนี้ก็ต้องเลิกหลังจากอิ่มหมีพีมันกันแล้วกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทรรศนะเพื่อเล่น “เกมเศรษฐี” ในการลงทุนต่อไปในวันหน้า

ชื่อของนิตยสาร “ฟอร์จูน” หมายถึงความมั่งมี ความมั่งมีย่อมมีความเป็นอมตะเฉกเช่นความรัก ต่างกันตรงที่ความรักเป็นเรื่องของความต้องการทางใจ ส่วนความมั่งมีเป็นเรื่องของความต้องการทางวัตถุหรืออาจเป็นความอยู่รอดก็ได้ และในอนาคตไม่ว่าเค้กความมั่งมีชิ้นนี้ของจีนจะใหญ่โตขนาดไหน คนจีนจนๆ ก็ยังยากจะเข้าใจความมั่งมีที่ดูสับสนอลหม่านนี้อยู่ดี

ทำไมผมถึงว่ามันสับสนอลหม่าน เจียงเจ๋อหมินเคยพูดไว้ว่า “การพัฒนาถือเป็นงานสำคัญอำดับแรกของพรรคเราในการบริหารและสร้างประเทศ” แล้วสื่อของจีนก็สรุปให้ว่า นี่เป็นการสรุปภารกิจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ หมายถึงเป็นภารกิจที่มี “ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์รองรับ” หรือ “ตั้งอยู่บนหลักการลัทธิมาร์กซ์”

เอาละเรากลับเข้าประเด็นกัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนบอกว่า ตามทรรศนะวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของลัทธิมาร์กซ์ ตัวสังคมคือองค์เอกภาพที่ประกอบขึ้นด้วยเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม การเมือง ระบบกฎหมาย สิ่งแวดล้อม และคุณภาพของคน

นี่เป็นความรู้เบื้องต้นของทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์

แล้วพรรคฯ ก็อธิบายขยายความมาเป็นนโยบายว่า การพัฒนาโดยองค์รวมของตัวสังคมเรียกร้องให้ความทันสมัยที่เรา (หมายถึงพรรคฯ) สร้างสรรค์และพัฒนา จะต้องเป็นความทันสมัยที่พัฒนากันทั้งองค์รวม สังคมสังคมนิยมในฐานะที่เป็นรูปการสังคมที่ก้าวหน้า ก็ยิ่งจะต้องเป็นสังคมที่พัฒนาโดยทั่วด้าน นี่คือข้อเรียกร้องเบื้องต้นของทฤษฎีวัตถุประวัติศาสตร์

จากนั้นก็แจกแจงออกมาเป็นรูปธรรมว่า ต้องปรับโครงสร้างการเกษตร โครงสร้างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยมที่สมบูรณ์แบบ และเพื่อขจัดอุปสรรคของการพัฒนาพลังการผลิต ตามด้วยการนำพาเศรษฐกิจจีนไปสู่ความเป็นโลกาภิวัฒน์ และเข้าสู่การแข่งขันของเศรษฐกิจโลก

สุดท้ายมาสรุปว่า มีแต่เศรษฐกิจพัฒนาไปอย่างมากแล้วเท่านั้น อำนาจทางเศรษฐกิจและพลังอำนาจของชาติจึงจะเข้มแข็งขึ้น คนจีนถึงจะมีเกียรติและศักดิ์ศรี ประชาชาติจีนถึงจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ยาวนาน

อ่านแล้วก็นึกฝันหวานและนึกเสียดาย แหม... เสียดายที่ชาตินี้ไม่มีบุญได้เป็น Chinese citizen ไม่อย่างนั้น ลูกหลานเหลนในอนาคตข้างหน้าคงสบายกันหมดแน่ เอาละ... เราออกจากหอคอยงานช้างทางทฤษฎีของชาวคอมมิวนิสต์จีน มาสู่ความจริงของสังคมจีนกันดีกว่า

ผมไม่ปฏิเสธว่านับแต่จีนเปิดประเทศปฏิรูปเศรษฐกิจมา การพัฒนาเศรษฐกิจได้สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้แก่จีน แต่ความจริงของวันนี้คือ จีนกลับเอารายได้หรือความมั่งมีจำนวนมหาศาลนี้ไปซื้อพันธบัตรเงินกู้ของสหรัฐอเมริกาในนามของรัฐมากถึง 610,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 4.88 ล้านล้านหยวน กลายเป็นประเทศเจ้าหนี้ของสหรัฐอเมริการายใหญ่เป็นลำดับสองรองจากญี่ปุ่น

เรามิพักต้องพูดถึงว่า เงินมหาศาลก้อนนี้ได้สร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็รู้ว่า ทางการจีนไม่ได้เอาเงินก้อนโตนี้ไปแก้ไขปัญหาภายในประเทศ ซึ่งหลายเรื่องยังอยู่ในภาวะที่ไม่น่าพอใจ เช่น การประกันสังคม การศึกษา การรักษาพยาบาล สวัสดิการคนพิการ การอุดหนุนในภาคเกษตรกรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเหล่านี้กลับไม่ได้รับการสนุบสนุนจาก “รายได้ความมั่งมี” ที่จีนได้มาจากการพัฒนาเศรษฐกิจแต่อย่างใด

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดคือ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน นับวันแต่จะถ่างกว้างขึ้น ซึ่งนี่จะกลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม อันอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพ ไร้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

สัดส่วนช่องว่างโดยเฉลี่ยของรายได้ระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบทคือ 3.2 ต่อ 1 และสัดส่วนช่องว่างโดยเฉลี่ยระหว่างคนมีรายสูงกับคนมีรายได้ต่ำได้เพิ่มจาก 5.1 ต่อ 1 ในปี 2002 เป็น 5.3 ต่อ 1 ในปี 2004

หากว่าตัวเลขสัดส่วนนี้ยังไม่เพียงพอจะชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้อย่างเป็นรูปธรรม เราลองมาดูปริมาณเงินออมของคนจีนที่มีอยู่ในธนาคารกัน ตัวเลขยอดเงินออมในธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 แห่งเป็นของคนรวยถึง 80% และคนรวยก็มีจำนวนประชากรเพียง 5% ของประชากรจีนทั้งหมด ถ้ารวมเอากลุ่มชนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่สุดเข้าไปด้วย ก็มีแค่ราว 20% เท่านั้น ในขณะที่จีนมีชาวบ้านจนๆ มากถึง 80% แต่พวกเขากลับมีเงินออมอยู่เพียงแค่ 20% เท่านั้น และเงินออมเพียงน้อยนิดนี้ ก็มีไว้สำหรับปัจจัยพื้นฐานทั้งสี่เท่านั้น จุดนี้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ความจริงนี้สวนทางกับความฝันของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ว่า “ต้องเป็นความทันสมัยที่พัฒนากันทั้งองค์รวม ต้องเป็นสังคมที่พัฒนาโดยทั่วด้าน” เพราะกลุ่มคนระดับล่างเหล่านี้ช่างห่างไกลจากการพัฒนาที่ว่านี้เสียเหลือเกิน สำหรับพวกเขาแล้วความเจริญและความมั่งคั่งที่คนรวยเขามีกัน เป็นได้ก็เพียงแค่ภาพมายาที่พวกเขาสัมผัสไม่ถึงเท่านั้น

ชาวจีนมีคำกล่าวว่า “ในหม้อมี (ข้าว) ในชามถึงจะมี (ข้าว)” แต่บรรดา “คนรวย” ผู้ไล่ล่าหาความร่ำรวยกลับบิดเบือนความหมายไปเป็นว่า เมื่อข้าวในหม้อ (ของพวกเขา) ล้นหม้อแล้ว ข้าวก็จะกระเด็นตกไปในชามของคนจนเอง ทรรศนะนี้ไม่ต่างจากที่ทางการจีนพยายามบอกชาวบ้านว่า รอให้ “ชาติ” ที่เป็นหม้อข้าวใหญ่ใบนี้มั่งคั่งจนล้นเสียก่อน แล้วความมั่งคั่งนี้ก็จะกระเด็นหล่นใส่ลงในชามใบเล็กๆ ของชาวบ้านเอง มันฟังดูเหมือนมีเหตุผล แต่ลองคิดดูจะพบว่ามันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

เพราะชาวบ้านรู้ดีว่า จริงๆ แล้วความมั่งคั่งของชาติเปรียบได้เหมือนแม่น้ำสายใหญ่ พวกเขาคือสายน้ำเล็กๆ ที่พาน้ำไหลไปรวมอยู่ในแม่น้ำสายใหญ่ ความมั่งคั่งของกลุ่มคนรวยในนามของชาติ จึงเกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานและความเหนื่อยยากของพวกเขา แม่น้ำสายใหญ่สูบเอา “น้ำ” จากสายน้ำเล็กๆ จนสายน้ำเหล่านี้กำลังจะเหือดแห้งโดยไม่มีใครสนใจเหลียวแล

ถามว่าที่หูจิ่นเทาสานต่อความคิดของเจียงเจ๋อหมินที่ว่า “การพัฒนาถือเป็นงานสำคัญอันดับแรกของพรรคฯ” นั้นพุ่งเป้าให้ใครมาลงทุน ถ้าไม่ใช่พวกที่ครอบครองเงินทองความมั่งคั่งอยู่แล้ว แล้วทำไมจะให้พวกนี้มาเป็นสมาชิกพรรคฯ มีตำแหน่งแห่งหนทางการเมือง และมีอำนาจกำหนดทิศทางการลงุทนไม่ได้เชียวหรือ เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้เงินต่อเงิน สร้างความร่ำรวยให้ตัวเองเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น

สังคมจีนทุกวันนี้ยึดติดกับทรรศนะ “รอข้าวกระเด็นจากหม้อ” และทรรศนะนี้ก็ครอบงำการประชุมโกลบอลฟอรั่มของ “ฟอร์จูน” ตลอดทั้งงาน โดยลืมไปสนิทว่า “เมื่อสายน้ำเล็กๆ มีน้ำ แม่น้ำก็จะมีน้ำ”
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...