xs
xsm
sm
md
lg

สิทธิมนุษยชนของผู้ใช้แรงงานจีน

เผยแพร่:   โดย: อดุลย์ รัตนมั่นเกษม

ข่าวการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งของจางชุนเฉียว 1 ใน “กลุ่มสี่คน” เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้ผมนึกหวนไปถึงบรรยากาศของเมืองจีนในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ต่อต้นทศวรรษ 1980 หลังการโค่นล้ม “กลุ่มสี่คน”

บรรยากาศในช่วงนั้นยังคงมีกลิ่นอายการปฏิวัติวัฒนธรรมหลงเหลืออยู่ คละเคล้าด้วยกลิ่นอายของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เพิ่งก่อรูปก่อร่างขึ้น เพราะยังเห็นแผ่นปลิวหนังสือตัวโตที่เรียกว่า ต้าจื้อเป้า (大字报) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำขวัญปลุกใจติดอยู่ตามกำแพงรั้วและผนังอาคาร คนจีนยังพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงแบบพวกซ้ายจัด ยังเชื่อว่าต้องปฏิวัติต่อไปภายใต้การนำของเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่เห็นคอมมูนประชาชนเสียแล้ว แต่เริ่มเห็นชาวบ้านจับจองที่ดินทำกินล้อมรั้วแยกเป็นแปลงๆ แปลงใครเป็นแปลงมัน หลายครอบครัวเริ่มเลี้ยงไก่และปลูกผักไว้กินเองบ้างแล้ว ซึ่งถ้าเป็นช่วงที่ “กลุ่มสี่คน” ยังเรืองอำนาจ การทำเช่นนี้ถือว่าเดินหนทางทุนนิยมที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เล่นงานอย่างหนัก

อันที่จริงต้องถือว่าเป็นความโชคดีของผม ที่ได้ไปอยู่จีนในช่วงที่จีนกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร ได้เห็นหน่ออ่อนของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมที่จีนเรียกว่า เศรษฐกิจการตลาดแบบมีการวางแผน งอกเงยขึ้นผืนแผ่นดินจีน ประดุจตาน้ำเล็กๆที่กำลังสั่งสม “ทุน” จนรวมเป็นสายน้ำใหญ่ของทุน ที่ส่งผลให้จีนกลายเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกที่พอจะทำอะไรสักอย่างกับเศรษฐกิจในประเทศ ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าเงินหยวนที่กำลังเป็นปมปัญหากับสหรัฐอเมริกาอยู่ในเวลานี้

ครั้งหนึ่ง ชนชั้นผู้ใช้แรงงานของจีนเคยได้รับการยกย่องให้เป็นชนชั้นนำในสังคมจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนในยุค “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ทำให้พวกเขาเชื่อว่า คนจนคือคนที่มีเกียรติ ซึ่งเท่ากับบอกว่าความยากจนก็คือเกียรติยศศักดิ์ศรีของพวกเขา จนเกียรติแห่งชนชั้นสามารถทำให้พวกเขาลืมความยากจนไปได้
แต่ทุกวันนี้ พวกเขาคือกลุ่มคนชั้นล่างระดับรากหญ้าของสังคม ที่ด้อยโอกาสกว่า เสียเปรียบกว่า และมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าในสังคม คนกลุ่มนี้มีทั้งเกษตรกรในชนบท คนยากจนและกรรมกรผู้ใช้แรงงานในเมือง

เติ้งเสี่ยวผิงเคยลั่นวาจาไว้ว่า “ให้คนส่วนหนึ่งรวยกันก่อน” วันนี้ ปณิธานข้อนี้ของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นจริงแล้ว เสียดายที่ “คนส่วนหนึ่งที่รวยกันก่อน” ไม่ใช่คนที่ในอดีตเคยอยู่ในชนชั้นนำของสังคม ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน จึงยิ่งถูกถ่างให้กว้างมากขึ้นไปอีก

และในขณะที่สำนึกทางการเมืองของคนจีนจางลง การแก่งแย่งกันทางเศรษฐกิจเพื่อแข่งกันรวยกลับเข้มข้นขึ้น พร้อมๆลัทธิบริโภคนิยมที่โถมถั่งหลั่งล้นไปตามเมืองใหญ่ๆของจีน แต่คนระดับรากหญ้าก็ยังคงไม่มีโอกาสรวยในขณะที่เกียรติยศทางสังคมที่เคยมีในอดีตได้เลือนหายไปนานแล้ว

ในช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันแรงงานสากล คนจีนที่รวยแล้วหรือ “ชนชั้นกลาง” พากันไปท่องเที่ยว แต่คนงานผู้ใช้แรงงานอีกหลายสิบล้านคนกลับไม่กล้าหยุดงาน ต้องทำงานล่วงเวลา เหตุผลเดียวคือ จะได้ค่าแรงเป็น 3 เท่าของค่าแรงปกติ นี่หมายถึงงานในรัฐวิสาหกิจ ถ้าเป็นบริษัทเอกชน คนงานเหล่านี้ก็เลิกฝันถึงค่าแรง 3 เท่าที่ว่านี้ได้ แต่เหตุผลสำคัญยิ่งกว่าที่ทำให้พวกเขาต้องทนทำงาน คือมีคนว่างงานอีกมากที่พร้อมจะมาแทนที่

ในมณฑลเจียงซู หญิงสาวจากชนบทคนหนึ่งมาทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งของบริษัทญี่ปุ่น เธอต้องเริ่มงาน 7 โมงเช้าและเลิกงานเอาตอน 3 ทุ่ม หักกลบเวลาพักกินข้าวช่วงกลางวันและเย็นไป 2 ชั่วโมง เท่ากับเธอต้องทำงานถึงวันละ 12 ชั่วโมงเต็มๆ สภาพการทำงานเช่นนี้มีอยู่ดาษดื่นทั่วไปในจีน หญิงสาวรายนี้ได้ค่าแรงบวกค่าล่วงเวลาเพียงเดือนละ 600 กว่าหยวนหรือ ประมาณ 3000 บาทเท่านั้น

คนงานของโรงงานบริษัทยูนิเด็น (Uniden) ผู้ผลิตโทรศัพท์ไร้สายของญี่นที่พากันนัดหยุดงานเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพื่อเรียกร้องขอจัดตั้งสหภาพแรงงาน ได้ค่าแรงขั้นต่ำตามที่ทางเมืองเซินเจิ้นกำหนด คือคนละ 418 หยวนต่อเดือน แต่จะถูกทางโรงงานหักค่าอาหารและค่าที่พักคนละ 200 หยวน ทำให้คนงานเหล่านี้เหลือเงินเพียง 218 หยวนหรือไม่ถึง 1,100บาทต่อเดือน ผมนึกไม่ออกจริงๆว่าพวกเขาจะจับจ่ายอะไรได้กับเงินเพียงน้อยนิดเท่านี้

คนจากชนบททิ้งนาทิ้งไร่มาหางานทำในเมือง เปลี่ยนฐานะจากชาวนามาเป็นกรรมกรขายแรงงาน พวกเขาเรียนมาน้อยไม่มี “ความรู้” อะไรที่จะขายนอกจากแรงงาน ดังนั้น การมีงานทำจึงสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา เรื่องค่าแรงถูกและเวลาทำงานยาว ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะมีสิทธิต่อรองได้ และอย่างน้อยค่าแรงอันน้อยนิดจากการตรากตรำงานหนักของพวกเขา ก็ยังได้มากกว่าที่จะทำนาทำไร่อยู่บ้านนอก คนจากชนบทจึงหลั่งไหลกันเข้ามาหางานทำในเมือง จนเกิดภาวะอิ่มตัวของแรงงานจีน ซึ่งยิ่งกดดันให้มีการแย่งงานทำกันมากขึ้น

เรื่องที่ผู้ใช้แรงงานผู้ด้อยทั้งโอกาสและการศึกษากลัวกันมากที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องจะถูกใครขูดรีดค่าแรง แต่กลัวไม่มีใครมาขูดรีดค่าแรงพวกเขาต่างหาก เพราะนั่นเท่ากับพวกเขาจะไม่มีงานทำ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อข้าวกิน และส่งไปเลี้ยงดูครอบครัวในชนบท พวกเขาจึงยอมเป็นเหยื่อแรงงานของรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชนของจีนเอง และบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ยอมให้พวกเขาเชือดเนื้อเถือหนัง

ค่าแรงราคาถูกย่อมเป็นตัวดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มทุนต่างชาติและกลุ่มทุนในจีนเอง บริษัทเยอรมันแห่งหนึ่งถึงกับสั่งยกเลิกการติดตั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงาน เมื่อพบว่าค่าบำรุงรักษาและชิ้นส่วนอะหลั่ยแพงระยับกว่าค่าแรงถูกๆของแรงงานจีนหลายเท่าตัว

ผู้ใช้แรงงานจีนจึงต้องประสบปัญหาทีเลวร้ายสาหัสยิ่ง ทั้งค่าแรงถูก สภาพการจ้างงานแย่ มีการเอารัดเอาเปรียบมาก และร้ายกว่านั้นคือถูกโกงเงินค่าแรง

สหภาพแรงงานที่มีอยู่ตามรัฐวิสาหิจ เกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ย ไม่อาจเป็นปากเสียงแทนคนงานได้ ยิ่งเป็นบริษัทเอกชนด้วยแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่มีสหภาพแรงงานกัน กฎหมายแรงงานที่เขียนขึ้นอย่างสวยหรู ก็เป็นเพียงกระดาษปึกหนึ่งที่หาความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เมื่อไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจังจากเจ้าหน้าที่รัฐ

หูจิ่นเทาเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนพูดไว้ในวันแรงงานสากลว่า “เราต้องยืนหยัดในเข็มมุ่งพึ่งพาชนชั้นกรรมกรไปตลอด” และยังพูดอะไรอื่นๆอีกยาวเหยียด อ่านแล้วก็รู้สึกงงว่า คำพูดที่เป็นนามธรรม น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงอย่างนี้ จะมีประโยชน์อะไรต่อผู้ใช้แรงงานจีน คำพูดที่ว่างเปล่าและความว่างเปล่าของคำพูด คือเรื่องไร้สาระที่สวนทางกับความจริงทั้งสิ้น!

ผู้ใช้แรงงานจีนทั้งชายและหญิงสมควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นมูลฐาน ในเรื่องการประกันค่าแรงขั้นต่ำ การประกันสุขภาพ การประกันการว่างงาน ตลอดจนเงินชดเชย ค่าล่วงเวลา และสวัสดิการต่างๆอันพึงมี เพื่อพวกเขาจะได้ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี เพราะนี่คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพวกเขา ที่รัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์จีนควรให้ความเคารพด้วย
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...