xs
xsm
sm
md
lg

อาเสี่ยไปจีน --- ทางลัดสู่สันติภาพ

เผยแพร่:   โดย: อดุลย์ รัตนมั่นเกษม

ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับนี้ส่งโรงพิมพ์ อาเสี่ยเขายังไม่กลับจากจีนครับ คุณผู้อ่านอาจงงว่า ผมกำลังพูดถึงใคร จะเป็นใครเสียอีกนอกจาก นายเหลียนจั้น หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง (เคเอ็มที) คนนั้น สื่อมวลชนบางส่วนในไต้หวันเรียกเขาว่า อาเสี่ย ไม่ใช่เสี่ยในความหมายที่คนไทยคุ้นชิน เป็นหนุ่มใหญ่ มีฐานะและชอบเลี้ยงอีหนูเอ๊าะๆ เพื่อนมิตรที่รู้จักไต้หวันดีบอกผมว่า อาเสี่ยในความหมายของคนไต้หวัน คือ คุณหนูลูกคนรวย กินบุญเก่าของพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ทิ้งสมบัติพัสถานไว้ให้เยอะ กินไปอีกกี่ชาติๆ ก็ไม่หมด แต่แย่ที่มักทำอะไรไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เข้าตำราท่าดีทีเหลวว่างั้น นี่คือภาพลักษณ์ของเหลียนจั้นในสายตาของสื่อมวลชนบางส่วนในไต้หวัน เหมือนภาพลักษณ์ของคุณชวน หลีกภัย ที่มักทำให้เรานึกถึงความเชื่องช้าและเจ้าหลักการ อย่างไรก็๋อย่างนั้น

ทำไมสื่อมวลชนบางส่วนในไต้หวันจึงให้ฉายานายเหลียนจั้นอย่างนี้ ผมคิดของผมเองว่าน่าจะมาจากความล้มเหลวในการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันติดต่อกันถึง 2 ครั้งของนายเหลียนจั้นเอง และคำถามต่อมาของผมคือทำไมเหลียนจั้นต้องไปจีน เหตุผลที่เขาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนคือไปเพื่อแสวงหาสันติภาพ เราจะมาลองค้นหาเหตุผลลึกๆกันดู เริ่มกันที่การเมืองไต้หวันก่อน

การเมืองไต้หวันแบ่งขั้วกันค่อนข้างชัดเจน พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) ที่มีนายเฉินสุยเปี่ยนประธานาธิบดีไต้หวันคนปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรค เป็นฝ่ายที่ต้องการแยกไต้หวันเป็นอิสระจากจีน กลุ่มพันธมิตรทางการเมืองของพรรคดีพีพีก็มี เช่น พรรคสามัคคีไต้หวัน (ไถเหลียนตั่ง) ที่โปรญี่ปุ่นสุดลิ่มทิ่มประตู ถึงขนาดเมื่อเร็วๆนายซูจิ้นเฉียงหัวหน้าพรรคฯไปเคารพศพทหารญี่ปุ่นที่ศาลเจ้ายาสึกูนิ จนถูกด่าไปทั่วไต้หวัน เรียกกันว่า ฝ่ายเขียว

ในขณะที่พรรคก๊กมินตั๋ง (เคเอ็มที) ของนายเหลียนจั้น อยู่ฝ่ายที่ไม่ต้องการแยกตัว แต่ก็ไม่ค่อยอยากรวมกับจีนนัก และมีพรรคพีเพิ่ลเฟริสต์ (พีเอฟพี) ที่มีนายซ่งฉู่หวีเป็นหัวหน้าพรรคเป็นพันธมิตร เรียกว่าฝ่ายน้ำเงิน

ดังนั้น ภาวะความเป็นจริงของการเมืองไต้หวัน จึงเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองกลุ่มการเมืองใหญ่ คือฝ่ายเขียวกับฝ่ายน้ำเงิน ซึ่งก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คนไต้หวัน

นายเฉินสุยเปี่ยนนำพรรคดีพีพีลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีทั้งสองครั้ง ด้วยกลยุทธ์ทิ้งไพ่จีนทุกครั้ง จะประกาศเอกราชบ้าง ทำประชามติแยกไต้หวันบ้าง แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญบ้าง เปลี่ยนชื่อประเทศบ้าง พร้อมกับกล่าวหาว่าจีนคุกคามข่มขู่และยั่วยุโทสะจีนต่างๆนานา ซึ่งก็ได้ผล เพราะจีนก็บันดาลโทสะขึ้นมาจริงๆ ด้วยการทดลองยิงขีปนาวุธบ้าง ซ้อมรบบ้าง ทีนี้คนไต้หวันก็เลยได้เห็นการข่มขู่คุกคามจากจีนกันจริงๆ คะแนนเสียงจึงไหลเทไปให้พรรคดีพีพีของนายเฉินสุยเปี่ยน จนชนะเลือกตั้งมาทั้ง 2 ครั้ง ดูเหมือนเขาจะเล่นไพ่จีนใบนี้ได้ดี และผูกขาดไว้คนเดียวเสียด้วย

ในขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งของนายเหลียนจั้นต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีแก่พรรคดีพีพีถึง 2 ครั้ง 2 ครา พรรคก๊กมินตั๋งจึงตกสภาพย่ำแย่ไม่ผิดกับพรรคประชาธิปัตย์ยุคนี้ จะต่างกันตรงที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด แต่พรรคก๊กมินตั๋งสามารถพลิกเกมการเมือง แย่งไพ่จีนไปจากมือนายเฉินสุยเปี่ยนมาได้

การเยือนจีนของนายเหลียนจั้นครั้งนี้ จึงทำให้เขากำไพ่จีนไว้ได้อย่างเต็มมือ เป็นการพลิกเกมการเมืองครั้งมโหฬารที่สุดเหนือความคาดหมายของคอการเมืองไต้หวันทุกคน เรื่องนี้ถึงกับทำให้นายเฉินสุยเปี่ยนออกอาการโกรธกริ้ว ระดมเครื่องมือทุกอย่างโจมตีเล่นงานนายเหลียนจั้นอย่างหนักหน่วง แต่ก็ต้องอ่อนเสียงลงเมื่อเห็นว่า ยังไงเสียก็คงแย่งไพ่ใบนี้กลับมาไม่ได้แน่

นอกจากนี้ ลึกๆลงไปแล้ว นายเหลียนจั้นยังหวังจะใช้การไปจีนครั้งนี้ ทำคะแนนเสียงกอบกู้พรรคก๊กมินตั๋งให้พ้นจากพงหนามการเมืองด้วย นอกเหนือไปจากฉากหน้าเพื่อการแสวงหาสันติภาพ แต่ไม่ว่านายเหลียนจั้นจะมีวาระอะไรซ่อนเร้นไว้หรือไม่ การเยือนจีนของเขาครั้งนี้ ก็ช่วยจุดประกายความหวังสันติภาพขึ้นในหมู่คนจีนและคนไต้หวัน และผมว่า หลายๆชาติในภูมิภาคนี้ ก็คงคาดหวังถึงสันติภาพระหว่างจีนกับไต้หวันไปด้วย

ทีนี้เรามาดูที่ฝ่ายจีนกันบ้าง

มันเหมือนส้มหล่นใส่ผู้นำจีน เพราะอยู่ๆผู้นำพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคก๊กมินตั๋งแม้จะเป็นพรรคฝ่ายค้านก็เถอะ โผเข้ามาสวมกอดโดยที่จีนแทบไม่ต้องลงแรงอะไรเลยกับเรื่องนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ จีนข่มขู่ไต้หวันสารพัด (อาจเพราะหลงกลนายเฉินสุยเปี่ยนก็ได้) แถมเมื่อเร็วๆนี้ก็เพิ่งผ่านกฎหมายห้ามแบ่งแยกดินแดน จนหลายฝ่ายพากันกริ่งเกรงในความแข็งกร้าวของจีน แต่จีนใช้กลยุทธ์ทั้งไม้แข็งไม้นวม หูจิ่นเทาเคยพูดไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า จีนยินดีจะพุดคุยกับทุกคน ใครก็ได้ พรรคไหนก็ได้ เรื่องอดีตก็ไม่ว่ากัน ถือว่าแล้วก็แล้วกันไป แต่มีข้อแม้คือต้องยอมรับหลักการจีนเดียว หรือเห็นด้วยกับกรอบความเข้าใจร่วมที่ลงนามกันไปเมื่อปี 1992 ซึ่งก็คือประเด็นยอมรับจีนเดียวอีกนั่นแหละ นายเหลียนจั้นก็คงเข้าข่ายเงื่อนไขที่นายหูจิ่นเทาวางไว้ จึงได้ทำส้มหล่นใส่นายหูจิ่นเทา ให้นายหูจิ่นเทาได้ปลาบปลื้มดีใจ

หลังจากรับส้มที่นายเหลียนจั้นตั้งใจทำหล่นใส่แล้ว จีนจะสานต่อเรื่องนี้อย่างไร เป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง สื่อมวลชนฝรั่งบอกว่า จีนจะสร้างความแตกแยกให้ไต้หวันมากขึ้น ผมว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดจาอย่างนี้และดูออกจะอคติกับจีนมากไป แต่ก็มีข้อเท็จจริงที่ใครก็ยากจะปฏิเสธได้คือ จากนี้ไปจีนจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อการเมืองในไต้หวันอย่างแน่นอน ส่วนจีนจะทำให้ไต้หวันแตกแยกหนักขึ้น หรือจะช่วยให้ชาวไต้หวันอุ่นใจกับ “สันติภาพ” ที่อาจมีขึ้น และลดอุณหภูมิความขัดแย้งลง ก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามที่รอคำตอบจากการกระทำของฝ่ายจีนเองเป็นสำคัญ

ผมห่วงอยู่เรื่องเดียวคือ ที่ผ่านมา ถ้าเป็นเรื่อง “จีนเดียว” “หนึ่งประเทศสองระบบ” ที่จีนตั้งเป็นกรอบหลักการและเงื่อนไขในการรวมชาติแล้ว จีนมักใช้ท่าทีแข็งกร้าวและแข็งตัวกับกรอบหลักการที่ตนตั้งไว้ จนขาดความยืดหยุ่น และบ่อยครั้งที่จีนออกอาการพาลพาโลโฉเกใส่ประเทศเพื่อนบ้านเพราะเรื่อง “จีนเดียว” โดยไม่จำเป็น ผมอยากเห็นจีนใช้ท่าทียืดหยุ่นและนุ่มนวลมากกว่านี้ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็แยกเขี้ยวยิงฟัน คำรามฮึ่มฮั่มใส่เสียแล้ว

การที่นายเหลียนจั้นวางเป้าหมายการไปจีนครั้งนี้ไว้เพียงแค่เรื่อง “สันติภาพ” ไม่ใช่การรวมชาติ และการไปคารวะอนุสรณ์สถานดร.ซุนยัตเซ็นก่อน ก็บอกอยู่ในตัวมันเองแล้วว่า นายเหลียนจั้นระมัดระวังตัวเพียงใด เพราะนายเหลียนจั้นเองก็คงไม่อยากกลับไปแล้วถูกกล่าวหาว่า เป็นแนวร่วมของจีน และยิ่งไม่อยากให้ใครเอาไปป้ายสีว่า “ขายไต้หวัน”

จีนจึงควรตระหนักในข้อนี้ให้ดี เพราะไต้หวันที่แตกแยก วุ่นวาย ขาดเสถียรภาพ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการรวมชาติ และไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของลูกหลานมังกรทั้งสองฟากฝั่งช่องแคบไต้หวันด้วย

เส้นทางสู่สันติภาพนั้น นายเหลียนจั้นเริ่มกรุยทางไปแล้ว แต่หากจีนผลีผลามหรือยังคงใช้ท่าทีแข็งกร้าวกับไต้หวัน เส้นทางนั้นอาจถูกปิดลง แล้วสื่อมวลชนก็คงเรียกขานนายเหลียนจั้นว่า “อาเสี่ย” กันไปทั่วไต้หวันแน่
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...