xs
xsm
sm
md
lg

ประวัติศาสตร์ใหม่ สาวผิวสีครองเวทีนางงามแดนมะกัน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกหน้าหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องถูกพูดถึงทั้งสำหรับวงการสิทธิมนุษยชนและวงการนางงาม เมื่อล่าสุดสาวเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน ผงาดคว้ามงกุฎในเวทีประกวดนางงามยอดนิยม แบบกวาดเรียบทั้งสามเวที ไม่ว่าจะเป็น มิสอเมริกา, มิสทีน ยูเอสเอ และ มิส ยูเอสเอ

เริ่มกันที่ “เชสลี คริสต์” สาวผิวสีวัย 28 ปี ผู้คว้ามงกุฎ มิส ยูเอสเอ มาครอง ไม่ใช่แค่ความสวยโดดเด่นเท่านั้น แต่สาวจาก นอร์ท แคโรไลนา คนนี้ ยังมีความสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ โดยเธอเป็นทั้งนักกฎหมายและนักออกแบบแฟชั่นไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

ปัจจุบันในโลกของนักกฎหมาย เชสลีทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับบริษัทเอกชน นอกจากนี้ เธอยังรับให้คำปรึกษาด้านกฎหมายฟรี สำหรับเหยื่อหรือประชาชนที่เข้าข่ายได้รับคำตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังเปิดบล็อกแฟชั่นของตัวเอง ไว้แนะนำเกร็ดความรู้ แฟชั่นของสาวเวิร์กกิงวูแมนที่อยากดูดีได้แบบไม่ต้องแพง

มาที่อีกเวทีหนึ่ง “คาลีจ การ์ริส” สาวงามวัย 18 ปี จากคอนเน็คติกัต ก็พารอยยิ้มหวานจริงใจและใบหน้าอันสวยเป็นเอกลักษณ์ คว้ามงกุฎ มิสทีน ยูเอสเอ 2019 มาครอบครอง นางแบบสาวผู้นำเอาความสวยมั่นใจในสไตล์สาวแอฟริกัน-อเมริกัน โดยเฉพาะ การใช้ทรงผมแบบธรรมชาติขึ้นเวทีประกวด พร้อมชุดราตรีสีบานเย็น ที่สะท้อนถึงความมั่นใจในสีผิวของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้มงลงที่สาวน้อยคนนี้ในที่สุด

สุดท้ายกับสาวผู้คว้ามงกุฎ มิสอเมริกา มาครอบครองก็คือ “นีอา แฟรงคลิน” นางงามนิวยอร์กผู้กลายเป็นประวัติศาสตร์ มิสอเมริกาคนแรกที่ไม่ต้องสวมชุดว่ายน้ำในการประกวด ซึ่งมาจากที่ทางผู้จัดการประกวดตัดสินใจยกเลิกการประกวดชุดว่ายน้ำ ในปีนี้เป็นปีแรก แต่ได้เพิ่มช่วงการสัมภาษณ์ในประเด็นด้านสังคม ทั้งในประเทศและทั่วโลกเข้ามาแทน ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่า เวทีมิสอเมริกา ต้องการเฟ้นหานางงามที่ทั้งสวยและฉลาดไปพร้อมๆ กัน นีอาได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่สาวแอฟริกัน-อเมริกัน คว้ามงกุฎนางงามของอเมริกาได้ทั้งสามเวทีกับนิวยอร์กไทมส์ ได้อย่างน่าสนใจว่า “แน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้หญิงผิวสีมีบทบาทมากขึ้นในสังคมอเมริกัน และคงจะได้เห็นการทำงานเพื่อสังคมที่จะผลักดันเรื่องราวต่างๆ ของสิทธิมนุษยชนในอเมริกา ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกจากนางงามทั้งสามคน แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ที่ผ่านมา มีแต่คำพูดว่าสีผิวไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกแล้วในอเมริกา สิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ มันสะท้อนว่า สีผิวกลับมาสำคัญอีกครั้ง แต่มันสำคัญในมุมตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง จากวันหนึ่งที่คนผิวสีคือชนชั้นสอง เป็นทาสมาตลอด มาวันนี้สังคมอเมริกาได้เห็นแล้วว่า ประวัติศาสตร์ของคนผิวสีได้เปลี่ยนไปอีกหน้าหนึ่งแล้ว”


กำลังโหลดความคิดเห็น...