xs
xsm
sm
md
lg

วันวานยังหวานอยู่ ย้อนภาพสมัยสาวๆ ของ “วี มาร์” สาวสองพันปีที่งามแบบอมตะ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ในโอกาสครบรอบ 14 ปีของนิตยสาร Celeb Online ทาง Celeb Online จึงภูมิใจนำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษ 10 เซเลบริตีตัวแม่ของแวดวงสังคม ซึ่งจะมาถ่ายทอดเรื่องราวทั้งในปัจจุบัน และย้อนวันวานวัยใสเมื่อครั้งอายุ 14 ปี ให้ได้ติดตามกันทุกวันจันทร์

วันวานยังหวานอยู่ ย้อนภาพสมัยสาวๆ ของ “วี มาร์” สาวสองพันปีที่งามแบบอมตะ


ทุกคนล้วนมีอดีตอันหอมหวานชวนให้จดจำ แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานหากแต่ความทรงจำอันแสนหวานของชีวิต ก็จะยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงหัวใจเสมอ และพร้อมพรั่งพรูบอกเล่าได้อย่างไม่มีจบสิ้น เมื่อมีคนมาสะกิดลิ้นชักแห่งความทรงจำ เฉกเช่นเดียวกับ “พูลศิริ วงศ์สมุทร–มาร์” ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูนี้ อาจจะทำให้หลายคนสงสัยว่าสาวคนนี้คือใคร แต่ถ้าพูดถึงชื่อ “วี มาร์” ทุกคนต้องร้องอ๋อ เพราะนี่คือชื่อจริงของเซเลบรุ่นใหญ่ สาวอมตะ ที่ปีนี้วัยจะล่วงเลยไปถึง 80 กะรัต แต่ก็ยังคงสวยสง่าตลอดไม่ว่าจะเปลี่ยนมากี่ พ.ศ.แล้วก็ตาม เธอมาพร้อมความสดใสเกินวัย แถมความทรงจำที่ยังคงเป๊ะเวอร์ และพร้อมพาทุกคนไปย้อนอดีตสมัยเมื่อครั้งยังเป็นสาวอายุ 14 ได้อย่างแม่นยำ

ในวัย 14 ของเธอ ถือเป็นช่วงชีวิตในความทรงจำ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต เมื่อเธอในวัยกำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นได้เดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก “ที่จริงพี่เป็นคนกรุงเทพฯ แหละค่ะ แต่คุณพ่อทำงานข้าราชการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านย้ายไปคุมภาค 4 ที่บ้านก็เลยย้ายตามคุณพ่อไปประจำอยู่ที่เชียงใหม่ คุณแม่เล่าว่าพี่เกิดมาได้แค่เดือนเศษ ท่านก็อุ้มขึ้นรถไฟไปกันทั้งครอบครัว

ตอนนั้นเชียงใหม่ต่างจากทุกวันนี้มาก สมัยก่อนบ้านที่เชียงใหม่ไม่มีรั้วบ้านนะ นี่คือในตัวเมืองแล้วนะคะ แล้วแต่ละบ้านเวลาเขาทำอะไรเสร็จตอนเย็นก็เอามาแบ่งกัน อยู่กันเป็นชุมชน อบอุ่น บรรยากาศแบบชนบทในสมัยนี้ ผลไม้บางชนิด หรืออาหารทะเล นี่นานๆ ถึงจะได้รับประทานนะ มันต้องขนส่งไปไกล อย่างปลาทูคือไม่ได้กินแบบสด จะได้กินแบบต้มเค็ม หรือถนอมอาหารมาแล้ว แล้วก็ไม่ได้มีห้างร้านให้เที่ยวเล่น จะพบปะสมาคมก็ตามวัด ตามงานบุญ ก็อยู่ที่นั่นตลอดจนถึงอายุ 14 คุณพ่อเสียชีวิต คุณแม่จึงพาเราพี่น้องผู้หญิงอีก 4 คน กลับมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ตามเดิม”

ชีวิตช่วงวัยสาว14 ที่ต้องหอบหิ้วกระเป๋าเดินทางตามคุณแม่มาใช้ชีวิตยังบ้านเกิดอีกครั้งนั้น เธอต้องปรับตัวไม่น้อย รวมทั้งสำเนียงพูดที่ยังเป็นภาษาคำเมืองอยู่ แต่เวลาผ่านไปไม่นานความเป็นสาวชาวกรุงรวมทั้งกิริยามารยาทที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี จากโรงเรียนสตรีล้วน จึงหลอมรวมให้ วี มาร์ เฉิดฉายและโดดเด้งอยู่ในวงสังคมไฮโซเมืองไทยมาจนถึงทุกวันนี้

“ขึ้นมากรุงเทพฯ ใหม่ๆ ตื่นเต้นมาก ตอนนั้นภาษากลางก็ยังพูดไม่ชัดเลย ยังติดสำเนียงคำเมืองอยู่ โดนเพื่อนล้อประจำ สมัยก่อนจำได้ไปเที่ยวบางแสนต้องเอารถลงเรือข้ามแม่น้ำบางประกงไป ด้วยความที่อยู่เชียงใหม่ เวลาไปเที่ยวน้ำตกต้องควักน้ำบ้วนปากก่อน พอไปบางแสนเป็นครั้งแรกที่เจอน้ำทะเล ก็ควักน้ำทะเลใส่ปากเลยปรากฏว่าเค็มปี๋ แต่มันก็สนุกดี

ถือว่าช่วงอายุ 14 นับว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขและดีที่สุดแล้ว ช่วงนั้นก็กลับเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วน และเจ้าของโรงเรียนเป็น “หม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี” ดังนั้นโรงเรียนแห่งนี้จึงสอนให้เด็กมีกิริยามารยาทงดงาม เหมือนกับสาวชาววังทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวในยุคนั้น ไม่มีแสงสี ไม่มีดิสโก้เธค หนุ่มสาวไม่มีจะมานั่งนัดเดต กินข้าวกันนะ จะสังสรรค์กันต้องไปตามสวนบ้านฝรั่ง ช่วงที่ได้พูดคุยกันคือตอนนั่งรถกลับบ้านด้วยกัน บางครั้งถึงบ้านก็ยังไม่ลงนะ ขับเลยไปอีกหน่อยจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ต่างกับสมัยนี้ แต่ก็เป็นชีวิตที่มีความสุขมาก”

พอเรียนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ นั่นคือเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว งานเลขานุการถือว่าเป็นงานที่มีเกียรติและโก้ที่สุดสำหรับคนในยุคนั้น ดังนั้น สาวอมตะคนนี้จึงเลือกเรียนด้านนี้ จนกระทั่งจบชั้นประกาศนียบัตร ได้ผ่านประสบการณ์ทำงานสั้นๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อด้านงานเลขานุการที่ประเทศอังกฤษ และกลับมาเริ่มต้นสายอาชีพเลขานุการในแวดวงธุรกิจการบินที่เธอทำต่อเนื่องมาเกือบ 60 ปี

“ช่วงนั้นที่เมืองไทยอาชีพเลขาฯ เฟื่องฟูมาก ใครได้เป็นเลขาฯ ถือว่าโก้ เพราะเราต้องได้ภาษาอังกฤษ ตอนนั้นบริษัทใหญ่ๆ จะเป็นของต่างชาติหมดเลย เลขาฯ ต้องรอบรู้ เพราะเราต้องดูแลนายฝรั่ง บางครั้งรู้เยอะกว่านายอีก เพราะบางครั้งฝรั่งเขามาประจำตำแหน่งแค่ปีหรือสองปี แล้วก็เปลี่ยนคน แต่เลขาฯ คืออยู่ยาวนานกว่า เวลาคนใหม่ๆ มารับตำแหน่ง เราต้องช่วยถ่ายโอน แนะนำ ช่วยเขาปรับตัว คือไม่ใช่แค่เลขาฯ แต่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวไปด้วย แถมบางทีต้องช่วยนายดูแลงานแผนกอื่นๆ อีก ทั้งการตลาด บัญชี ประชาสัมพันธ์ การเป็นเลขาฯ ได้ทำอะไรเยอะมาก คือในคนเดียวต้องเป็นได้ครบ ”

ทั้งผลงานการทำงานที่โดดเด่น บุคลิกที่โดดเด่น และการเป็นแขกประจำในงานสังคมต่างๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอจะได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นนายกสมาคมเลขานุการและนักจัดการบริการแห่งประเทศไทยสองปีซ้อน

“ช่วงที่เป็นนายกสมาคมเลขาฯ นั้นเราก็ทำความดีมาก สร้างหนังต่อต้านยาเสพย์ติดมอบให้กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนให้เด็กดู เรียกว่านอกจากโปรโมตงานทางด้านวิชาการแล้วเราก็ยังทำอะไรช่วยสังคมอีกด้วย ถือว่าเป็นยุคเฟื่องฟูด้านการทำงานเลยก็ว่าได้ ”

ในยุคนั้นถึงแม้แฟชั่นไม่ค่อยอินเทรนด์เหมือนกับในสมัยนี้ แต่ วี มาร์ ก็ถือว่าเป็นสาวที่ทันสมัยไม่แพ้ใคร เพราะด้วยไลฟ์สไตล์การทำงานที่ต้องพบเจอผู้คนมากมาย ดังนั้น การแต่งกายของเธอในยุคนั้น จึงนุ่งกระโปรงคลุมเข่า แล้วเอาเสื้อเข้าไว้ด้านใน แล้วคาดเข็มขัดเส้นใหญ่ และรองเท้าส้นตึก และเมื่อถามถึงแหล่งชอปปิ้งสุดฮิตในยุคนั้น เธอตอบว่า “สมัยนั่นห้างยังไม่มีเป็นดอกเห็ดอย่างทุกวันนี้ ตอนนั้นจะซื้ออะไรก็ต้องไปตามตลาด หรือแหล่งผลิตนั้นๆ อย่าง แถวบางลำพู บาหุรัด สำเพ็ง ฯลฯ จำได้เลยว่าห้างแรกที่ไปเดินบ่อยๆ คือเซ็นทรัล อยู่บนถนนเจริญกรุง ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้ว ข้าวของจะเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศซะส่วนใหญ่”

เล่าเรื่องในอดีตกันมาพักใหญ่ ก็ถึงเวลามาอัปเดตชีวิตปัจจุบันนี้ของเธอบ้าง โดยเวิร์กกิงวูแมนคนเก่งคนนี้ ยังสนุกสนานกับการทำงานแม้จะก้าวขึ้นสู่วัยเลข 8 มาแล้ว “หลังจากทำงานเลขานุการมานาน ก็ออกมาเปิดกิจการของตัวเอง และยังเคยเป็นผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และโฆษณา ให้กับนิตยสาร Hi อยู่สิบกว่าปีได้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่เกษียณนะคะ ยังทำตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับนิตยสาร Thailand Tatler และเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับแบรนด์จิวเวลรี Prezioso อีกด้วย

ปิดท้ายด้วยการแอบถามเคล็ดลับความงามที่เธอยังคงรักษาไว้ได้แบบไม่เสื่อมคลาย “ต้องดูตั้งแต่เรื่องจิตใจ สนุกสนาน รื่นเริง มีเพื่อนฝูง มีสังคมมันก็ช่วยให้เราสดใส และทำให้เราใส่ใจในการดูแลตัวเอง จากการที่เป็นคนดูแลบำรุงผิวมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ใช้ผลิตภัณฑ์เยอะมาก และทุกวันนี้ต้องล้างหน้าให้สะอาด ก่อนนอนคือมีบำรุงหลายขั้นตอน ต้องมีวินัย ห้ามขาด ห้ามลืม เราดูแลแบบนี้มานานแล้ว ก็มีพึ่งเทคโนโลยีบ้าง แต่อย่าเกินเลย ดูแลในส่วนที่จำเป็นต้องดูแล เรื่องพวกนี้มันก็จำเป็นนะ เพราะงานของเรามันต้องดูแลตัวเองให้ดูดี ยิ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับแบรนด์จิวเวลรี ได้ใส่จิวเวลรีสวยๆ ออกงาน เราก็ต้องดูแลสภาพเราให้ออกมาดูดีด้วย ใส่จิวเวลรีแล้วจะได้ยิ่งสวยรับกันไปค่ะ”




กำลังโหลดความคิดเห็น...