xs
xsm
sm
md
lg

โพสต์สุดยี้บนโลกออนไลน์...ส่อนิสัยเสีย มีแววบิ๊กบอสเซเลบเมินใส่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

โลกโซเชียลในยุคไทยแลนด์ 4.0 ทุกวันนี้ ทำให้พื้นที่การติดต่อของผู้คนใกล้ชิดกันขึ้น ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็สามารถรู้ได้ทันทีเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วมือคลิก ผ่านทั้งช่องทางการติดต่อทางไลน์ เฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์ และอีกมากมาย แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว หากคิดจะโพสต์หรือแชร์ข้อความอะไรลงไปนั้น ต้องคิดให้ถี่ถ้วน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ หรือคนที่กำลังจะสมัครงาน ถ้าไม่อยากตกงาน เพราะนายจ้างของคุณกำลังติดตามดูพฤติกรรมของคุณผ่านโซเชียลมีเดียเช่นกัน

โดยเฉพาะผู้ที่เอาใบเรซูเมไปสมัครงาน เขาไม่ได้คิดจะรับคุณเข้าทำงานทันทีจากประวัติที่อยู่ในหน้ากระดาษที่สวยหรูเท่านั้น เพราะหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ได้มีนโยบายให้ฝ่ายบุคคลเข้าไปตรวจสอบไลฟ์สไตล์การโพสต์ หรือแชร์ข้อมูลต่างๆ ในโลกโซเชียลมาเป็นเครื่องประกอบในการพิจารณารับเข้าทำงานด้วย

แต่จะมีพฤติกรรมไหนบ้างในโลกโซเชียลมีเดียที่นายจ้างไม่อยากรับเข้าทำงาน วันนี้ Celeb Online จะพาผู้อ่านทุกคนไปฟังความคิดเห็นของบรรดาบิ๊กบอสไฮโซกันดูว่า พฤติกรรมสุดยี้แบบไหนในโลกโซเชียลที่ไม่อยากรับเข้าร่วมงานด้วย

เริ่มที่ ณัฐพล จุฬางกูร หนุ่มนักธุรกิจหมื่นล้านที่มีกิจการอยู่ในความดูแลเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสนามกอล์ฟในเครือซัมมิท 2 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่, อาคารสำนักงานให้เช่า รวมทั้งธุรกิจโรงแรมอีกด้วย ซึ่งผู้บริหารหนุ่มไฟแรงบอกว่าธุรกิจของเขานั้นส่วนใหญ่เป็นงานบริการแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การที่จะรับใครสักคนมาร่วมงานด้วยจะดูแค่ประวัติและนั่งพูดคุยกันเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงไม่ได้ เพราะบางคนพูดคุยกันเพียงแป๊บเดียวไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเขาเป็นคนอย่างไร

“เราทำงานบริการเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้น เราต้องดูว่าพนักงานของเราเขามีจิตใจที่อยากทำงานด้านนี้จริงๆ หรือไม่ เพราะงานบริการมันเป็นงานที่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา ถ้าผู้มาทำงานด้านนี้ไม่มีความยืดหยุ่น อาจทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น เวลาที่มีคนมาสัมภาษณ์งานผมจะให้ฝ่ายบุคคลขอเฟซบุ๊กของเขาไว้ แล้วให้เข้าไปดูพฤติกรรมการเล่นเฟซบุ๊กของเขา ว่าส่วนใหญ่แล้วเขาโพสต์ข้อความประเภทไหน เพราะสิ่งที่เขาโพสต์มันจะสะท้อนตัวตนของเขาได้มากที่สุดว่าเป็นคนอย่างไร เชื่อไหมครับ มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนมาสมัครงานมองจากบุคลิกภายนอกกับประวัติที่เขานำมาสมัครงานมันคนละเรื่องกับที่เขาชอบแชร์ชอบโพสต์ใน FB เลย บุคลิกดูดีมาก แต่พอเข้าไปดูใน FB เห็นเขาแชร์และโพสต์แต่ละอย่างแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนเดียวกัน เพราะดูเขาเป็นคนหัวรุนแรงมาก ซึ่งก็พิจารณาได้ว่าเขาขาดคุณสมบัติในการทำงานบริการครับ”

ผู้บริหารหนุ่มเผยถึงพฤติกรรมสุดแย่ใน FB ของว่าที่พนักงานที่เขาจะไม่รับมาร่วมงานด้วยอย่างเด็ดขาดว่า มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ 1. คนที่ใช้ชื่อใน FB เป็นชื่อที่ไม่สุภาพ หรือชื่อของบางคนใน FB ถึงขั้นไม่สามารถนำมาเรียกได้ 2. รูปโปรไฟล์ บางคนใช้ภาพโป๊เปลือย หรือภาพที่ส่อให้เกิดพฤติกรรมรุนแรง หรือไปในทางที่ยั่วยุไปทางใดทางหนึ่ง และ 3. ดูประวัติการแชร์ข้อมูล หรือการโพสต์สเตตัสต่างๆ ใน FB ว่าเขาเป็นคนมีทัศนคติที่เป็นลบหรือไม่

“ข้อสามนี้ผมว่าสำคัญสุด เพราะบางคนชอบโพสต์ตำหนิเพื่อนร่วมงาน หรือโพสต์กระแหนะกระแหนคนอื่น มันเป็นการส่อให้เห็นว่าคุณเป็นคนช่างเมาท์ขี้นินทา ถ้าได้คนแบบนี้มาร่วมงานด้วยองค์กรคงมีแต่ความวุ่นวาย และอีกอันที่สำคัญมากคือ ประวัติการแชร์ข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้น บางข่าวเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นคุณก็แชร์มาด่าว่าเขาอย่างเสียๆ หายๆ แบบยังไมได้ฟังความของอีกฝ่ายเลย คนแบบนี้มักเป็นคนไม่ค่อยมีเหตุผลในการใช้ชีวิต ใช้ทัศนคติของตัวเองตัดสินคนอื่นไปแล้วว่าเขาผิด ซึ่งถ้าทำงานบริการเราจะมีทัศนคติด้านลบตัดสินคนเพียงเพราะฟังความฝ่ายเดียวไม่ได้” นักธุรกิจหนุ่มเล่าด้วยน้ำเสียงมาดมั่น

ส่วน โจ้-ณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ Bangkok Metro Networks Limited (BMN) บริษัทลูกของ บมจ.ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ทายาทอาณาจักร ช.การช่าง อันยิ่งใหญ่ บอกว่า “คือเราไม่ได้มีนโยบายให้ฝ่ายบุคคลเช็กพฤติกรรมการเล่นโซเชียลมีเดียของพนักงานอยู่แล้ว เพราะเราต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของเขา เพียงแค่ว่าไม่ได้โพสต์หรือแชร์ข้อมูลอะไรที่ทำให้บริษัทต้องเสื่อมเสียก็พอ แต่สำหรับบางตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งสูงๆ ที่เมื่อมาสัมภาษณ์พูดคุยกันแล้วดูประวัติที่ส่งมาสมัครแล้วมันมีเหตุผิดปกติเกิดขึ้นก็จะให้ฝ่ายบุคลขอ FB หรือ IG ของเขามาเพื่อที่จะเข้าไปดูว่าเขามีพฤติกรรมแบบไหนในโลกโซเชียล ถ้ามันสวนทางกับประวัติที่เขาส่งมาก็อาจพิจารณาไม่รับเข้าทำงานก็ได้ครับ เพราะบางคนเวลามาสมัครงานภายนอกดูดีมาก แต่เมื่อไปเห็นการแชร์การโพสต์ของเขาแล้ว ถึงกับตกตะลึงว่าช่างเป็นคนหัวรุนแรง หรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไปเกินกว่าที่จะร่วมงานด้วยกันได้ เพราะพฤติกรรมในโลกโซเชียลมีเดียของเขาสามารถอธิบายนิสัยของเขาได้ดีกว่ากระดาษ A4 หนึ่งแผ่นก็ได้ครับ” ผู้บริหารหนุ่มเปิดใจ

ตรงกันข้ามกับนักธุรกิจไฮโซสาว แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ เจ้าของธุรกิจเพลย์เฮาส์ บอกว่า จะเน้นและกำชับกับพนักงานทุกคนก่อนเริ่มงานว่าจะโพสต์อะไรในโซเชียลต้องระวังให้ดี เพราะทุกอย่างที่คุณโพสต์ออกไปมันมีผลกระทบต่อบริษัทแทบทั้งสิ้น

“แพรค่อนข้างให้ความเป็นส่วนตัวแก่พนักงานในโลกโซเชียลมีเดียนะคะ แต่ก็มีบางพฤติกรรมในโลกโซเชียลมีเดียที่ไม่อยากให้ร่วมงานด้วย ก็คือคนที่ชอบโพสต์ข้อความอะไรที่เป็นทัศนคติในเชิงลบ เพราะเราขายของออนไลน์ด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงต้องการพนักงานที่ใจเย็น และมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน เวลาที่มีลูกค้าเข้ามาสอบถามอะไรก็ตามเราต้องตอบลูกค้าด้วยความใจเย็น ต้องไม่ใช้คำพูดที่รุนแรงกับลูกค้า ที่สำคัญต้องไม่โพสต์ว่าลูกค้าในโซเชียลมีเดีย บางครั้งการขายของงานบริการเรามักเจอลูกค้าหลากหลายประเภท แต่ก็ให้คำนึงเสมอว่าถ้าเราเป็นคนซื้อของเราก็ต้องการได้ของที่ดีไปด้วยกันทั้งนั้น ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา” นักธุรกิจสาวเผยความมุ่งมั่น

ปิดท้ายที่นักธุรกิจสาวมากความสามารถ ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ senior bridge residence โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ และดูแลนำเข้ากระเป๋าแบรนด์ Kipling ก็เป็นอีกหนึ่งบิ๊กบอสที่มองว่าการเข้าไปเช็กประวัติของว่าที่พนักงานในโซเชียลมีเดียอาจไม่ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน เพราะบางคนอาจใช้หลายแอ็กเคานต์ ถ้าเขาให้ FB เพื่อให้ฝ่ายบุคคลเข้าไปตรวจสอบนั้นย่อมแสดงว่าเขายินยอมพร้อมใจให้เราเข้าไปดู เพราะเขาคงปรับแต่งจนสวยงามเป็นที่น่าพอใจของฝ่ายบุคคลแล้ว

“สำหรับปอไม่ว่าจะเป็นพนักงานเก่าหรือว่าที่พนักงานใหม่ปอจะให้สิทธิ์ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของพนักงาน ขอเพียงแค่ไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดีงามอย่างเรื่องตบตีแย่งชิงสามีภรรยากันก็พอ ส่วนเรื่องการเช็กประวัติใน FB นั้นเราก็ได้แจ้งให้ฝ่ายบุคคลเช็กข้อมูลในโลกโซเชียลของคนที่มาสมัครงานมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งเราไม่ได้เช็กประวัติการโพสต์หรือการแชร์ข้อมูลของเขานะคะ เพราะถ้าเขาให้เราเข้าไปรีเช็กที่แอ็กเคานต์นี้ก็แสดงว่าเขาคงมั่นใจแล้วว่าแอ็กเคานต์นี้ก็จะเป็นการโพสต์แต่เรื่องดีงาม แต่เหตุผลที่เราขอเช็กประวัติในโซเชียลเพราะเราแค่จะดูว่ารูปโปรไฟล์กับใบหน้าในใบสมัคร และชื่อตรงกันหรือไม่เท่านั้นเองค่ะ”

“เราจะบอกลูกน้องเสมอว่าเวลาทำอะไรหรือโพสต์อะไรต้องระวังให้ดี ต้องโพสต์แต่สิ่งดีๆ เพราะแบรนด์ของเราหมายถึงทุกสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข เวลาที่ลูกค้าเห็นสินค้าแค่รูปใบเดียวเขามีสิทธิ์สงสัย และถามเราได้ตลอดเวลา ปอจะกำชับพนักงานเสมอว่าก่อนจะพิมพ์ตอบคำถามอะไรกับลูกค้าต้องคิดให้ดีๆ ไม่ต้องรีบตอบ เพราะถ้าเราพิมพ์ตอบลูกค้าไปด้วยข้อความห้วนๆ ลูกค้าอาจเสียความรู้สึกได้ เราต้องคำนึงเสมอว่าการพิมพ์ข้อความเรามองไม่เห็นหน้ากัน ไม่ได้สบตากัน จึงต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะถ้าเราเหวี่ยงใส่ลูกค้าไปก็จะทำให้เขาเสียความรู้สึกได้ ซึ่งเราจะไม่สามารถนำความรู้สึกดีๆ ของเขากลับมาได้อีกเลย” ผู้บริหารสาวมากความสามารถอธิบายปิดท้าย


กำลังโหลดความคิดเห็น...