xs
xsm
sm
md
lg

ชมแสงเหนือ บุกถ้ำน้ำแข็ง ทริปสุดฟินของ “อนงค์นาฏ อำนวยพล”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เล่นเอานักล่าแสงเหนือหลายคนต้องอิจฉาไปตามๆ กัน สำหรับทริปล่าแสงเหนือครั้งแรกของ มีมี่-อนงค์นาฏ อำนวยพล Brand Communication Manager of Lancome & Biotherm เพราะนอกจากจะโชคดีได้ยลปรากฏการณ์แสงเหนือที่สวยเหนือคำบรรยายชนิดที่ว่าชีวิตนี้ลืมไม่ลงแบบเต็มตาตั้งแต่คืนแรกๆ ที่ไปถึงแล้ว ตลอดทริป 10 วันยังได้ฟินกับแสงเหนือแทบทุกคืน

“ทริปล่าแสงเหนืออยู่ในบักเกตลิสต์ที่อยากไปมานานแล้วค่ะ เราเลือกไปช่วงตุลาคมเพราะเริ่มหนาวพอดี ตอนนั้นมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 2 เดือน เราก็ทำการบ้านหนักพอสมควร ก่อนไปโหลดแอปฯ ที่ไว้วัดค่าแสงเหนือ ซึ่งเรียกว่าค่าเคพีมาติดเครื่องไว้เลยถึง 3 แอปฯ (หัวเราะ) แต่อย่างที่รู้ แสงเหนือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่อาจคาดเดา บางคนไปหลายครั้งก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะฉะนั้นถึงจะเตรียมตัวมาดีแต่ก็ทำใจไว้ด้วย เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม แม้จะตั้งความหวังแบบเผื่อใจไว้ประมาณหนึ่ง แต่ใครจะคิดว่าเพียงคืนแรกที่ไปถึงที่พัก ซึ่งเป็นวิลลานอกเมือง ก็ได้มีโอกาสทักทายกับแสงเหนือที่รอคอย

“คืนนั้นเราเห็นแล้วว่าค่าเคพีสูงมาก ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสที่จะได้เห็นเยอะ แต่อย่างที่บอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคจริงๆ ว่าจะเห็นได้หรือเปล่า ถ้าไปอยู่ตรงที่มีเมฆเยอะ ภูเขาบัง หรือมีแสงไฟรบกวนก็อาจจะไม่เห็น คืนนั้นระหว่างที่เรานั่งชมวิวทิวทัศน์ของภูเขา Kirkjufell ซึ่งตั้งอยู่ที่ Grundarfjörður ประมาณ 4-5 ทุ่ม เริ่มสังเกตท้องฟ้าดูแปลกๆ เหมือนมีกลุ่มเมฆ ตอนนั้นเราก็ไม่แน่ใจว่าใช่แสงเหนือหรือเปล่า เลยไปเอากล้องถ่ายรูปมาลองส่องดู ตอนแรกก็ยังเห็นไม่ชัด เลยลองเปลี่ยนเลนส์อีกตัว คราวนี้ชัดเลย ภาพตรงหน้าคือท้องฟ้าเริ่มปรากฏเป็นเส้นสีเขียวๆ จากนั้นก็มีสีเหลืองค่อยๆ ชัดขึ้นจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

พอรู้แน่ว่าเป็นแสงเหนือ ความรู้สึกตอนนั้นดีใจอย่างบอกไม่ถูก คือแค่เห็นก็ดีใจแล้ว ฟินมาก รู้สึกว่าโชคดีมาก คืนแรกก็ได้เห็นแสงเหนือแล้ว จำได้ว่าพออัปรูปลงโซเชียลเพื่อนๆ ยังอิจฉา เพราะบางคนมาหลายครั้งก็ยังไม่เคยเห็น” มีมี่บอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นเต้นไม่หาย

หลังจากผ่านคืนแรกไป ปรากฏว่าคืนที่สองฝนตก ความฝันจะได้เห็นแสงเหนืออีกครั้งจึงหมดไป มาถึงคืนที่สาม ซึ่งครั้งนี้เธอย้ายจากวิลลาไปพักโรงแรม ซึ่งเธอจงใจเลือกที่นี่เพราะมีบริการ Aurora alert หรือบริการแจ้งเตือนเมื่อเกิดปรากฏการณ์แสงเหนือ

“วันนั้นหลังจากกินอาหารค่ำเรียบร้อย เราเห็นแล้วว่าค่าเคพีขึ้นสูงมาก แต่มองท้องฟ้าก็ยังไม่มีวี่แวว จนประมาณ 3 ทุ่ม ระหว่างที่กำลังคุยกับพนักงานต้อนรับก็เห็นหัวหน้าไกด์พร้อมกลุ่มนักท่องเที่ยวแต่งตัวครบชุดมารวมตัวเตรียมเข้าป่าไปล่าแสงเหนือ เราก็เริ่มตื่นเต้นแล้ว คิดว่าคืนนี้มีโอกาสสูงมากที่จะได้เห็นแสงเหนือ เลยกลับมารอลุ้นอยู่ที่ห้อง จนจู่ๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เจ้าหน้าที่โรงแรมโทร.มาบอกว่าคืนนี้จะได้เห็นแสงเหนือ วินาทีนั้นเหมือนเสียงสวรรค์จริงๆ พอมองออกไปนอกหน้าต่างก็เริ่มเห็นแสงเหนือแล้วนะ เราก็รีบแต่งตัวเลย พอออกไปถึงหน้าโรงแรม ปรากฏรถที่จอดอยู่ค่อยๆ หายไปทีละคัน เพราะแต่ละคนก็พากันขับออกไปถ่ายภาพตามแลนด์มาร์กสำคัญๆ หรือที่ที่แสงไฟน้อยๆ จะได้เห็นชัดๆ เราก็ขับรถไปเรื่อยๆ จนไปถึงกลางทุ่งแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุ่งอะไรเพราะมืดมาก แค่เห็นว่ามีจุดจอดก็แวะ ตอนนั้นมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วขนลุกไปหมด เห็นท้องฟ้าค่อยไล่โทนสีต่างๆ ตั้งแต่สีเขียว เหลือง จนค่อยๆ เป็นสีม่วง แล้วก็แดง

ตอนนั้นเหมือนเวลาหยุดหมุน เรายืนถ่ายรูปท่ามกลางอากาศหนาวแบบนั้นอยู่เป็นชั่วโมง ภาพตรงหน้าสวยสะกดจนมีโมเมนต์หนึ่งที่เราหยุดถ่ายรูปเพื่อที่จะจดจำภาพความงามของท้องฟ้าที่ราวกับกำลังเต้นระบำนั้นไว้ เป็นความรู้สึกที่ฟินที่สุด เรียกว่าชีวิตนี้ตายตาหลับแล้ว (หัวเราะ) เชื่อมั้ยว่าหลังจากลงรูปซึ่งถ่ายออกมาแล้วท้องฟ้าราวกับเป็นเรนโบว์ มีเพื่อนตามมาเที่ยวสัปดาห์ถัดมาปรากฏว่าไม่เห็นทั้งอาทิตย์ แต่ตอนเราไปเห็นแทบทุกวัน เพียงแต่ไม่มีคืนไหนสวยเท่าคืนนั้นอีกแล้ว”

นอกจากปฏิบัติการล่าแสงเหนือ ที่สามารถปิดภารกิจได้อย่างรวดเร็ว ทริปนี้ยังชวนประทับใจจนสาวสวยผู้รักการเดินทางถึงกับออกปากว่า “เดินทางมาเยอะ แต่ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครจริงๆ มาแล้วก็ยังอยากกลับมาอีก ด้วยภูมิประเทศที่พาให้รู้สึกว่าได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ วิวทิวทัศน์สวยจนบางครั้งรู้สึกเหมือนฝันไปหรือเปล่า โดยเฉพาะที่ไดมอนด์ บีช ชายหาดสีดำที่สวยจับใจ ยิ่งยามก้อนน้ำแข็งที่ลอยมาเกยหาด แล้วส่องประกายวิบวับดูราวกับเพชรสมกับชื่อหาด

อีกจุดหมายที่ประทับใจคือ ถ้ำน้ำแข็งที่แม้ต้องนั่งโฟร์วีลลุยเข้าไปในทุ่งที่ล้อมรอบไปด้วยทรายสีดำสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะเดินเท้าเข้าไปอีก 20 นาทีกว่าจะถึงปากถ้ำ แต่พอได้เห็นประติมากรรมน้ำแข็งที่ธรรมชาติสร้าง อารมณ์เหมือนหินงอกหินย้อยบ้านเราก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

ตลอด 10 วันในไอซ์แลนด์สำหรับมีมี่ดูเหมือนจะเป็นทริปที่สั้นไป เธอจึงสัญญากับตัวเองว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีกครั้ง

“ครั้งนี้เที่ยวได้แค่ครึ่งเกาะเองค่ะ ถ้ามีโอกาสต้องกลับไปอีกแน่นอน จะไปเที่ยวอีกครึ่งเกาะที่เหลือ เพิ่มดีกรีความแอดเวนเจอร์ด้วยการเข้าไปล่าแสงเหนือในป่า หรือนอนอิคลูชมแสงเหนือสักคืน ซึ่งเป็นภารกิจที่อยากทำตั้งแต่ทริปนี้ แต่จองไม่ทันเลยต้องขอกลับมาแก้ตัวครั้งหน้า” สาวสวยทิ้งท้าย


กำลังโหลดความคิดเห็น...