xs
xsm
sm
md
lg

“คลาสสิกไม่มีวันตาย” นิยามแฟชั่นในแบบ “อริยะ เตชะไพบูลย์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แม้วันที่เดินทางมาถึงสถานีแรกของการเลือกเส้นทางอนาคต “เคซี-อริยะ เตชะไพบูลย์” ผู้ก่อตั้งแบรนด์กระเป๋าสตรีหนังแท้ “คิเซ่” (KIIZE) จะยังไม่รู้หัวใจตัวเองว่าอยากเดินไปทางไหน เขาจึงเลือกเรียนบริหารธุรกิจ (ภาคภาษาอังกฤษ) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่หลังจากค่อยๆ พาตัวเองเข้าไปในโลกธุรกิจผ่านการทำโปรเจกต์ที่ได้รับ เขากลับค้นพบแพสชันและเป้าหมายที่อยากจะพุ่งไป นั่นคือ ถนนสายแฟชั่น

ด้วยความเป็นเด็กหนุ่มไฟแรง คิดแล้วต้องทำ เขาไม่ลังเลที่จะวิ่งตามความฝันของตัวเองอย่างไม่รีรอ ด้วยการโบกมือลาเมืองไทย ไปศึกษาต่อด้าน Fashion Management ที่ประเทศอังกฤษ

“จริงๆ ชอบแฟชั่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะสมัยเด็กอยู่ต่างประเทศ คุณแม่ชอบพาไปพิพิธภัณฑ์ ดูนิทรรศการบ่อยๆ เลยเริ่มอินกับศิลปะมาเรื่อยๆ จนพอได้มาทำโปรเจกต์เกี่ยวกับแฟชั่นก็ยิ่งมั่นใจว่าชอบสายนี้แน่ๆ เลยหาว่ามีมหาวิทยาลัยไหนเปิดสอนด้านบริหารธุรกิจแฟชั่นบ้าง ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่แห่งในโลก มีที่อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา ซึ่งผมเลือกเรียนที่อังกฤษเพราะผมอยากกลับไปใช้ชีวิตที่นั่น มาที่นี่ก็ได้เรียนครบอย่างที่ตั้งใจ ตั้งแต่การติดต่อผู้ผลิต การตลาด การบริหารงาน จัดดิสเพลย์ร้าน ฯลฯ”

หลังจากเรียนจบเคซีตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย และในจังหวะที่ยังไม่รู้ว่าจะเติบโตในวงการแฟชั่นอย่างไร เคซีเลือกไปสมัครงานกับแบรนด์เมซอง ทาคุยะ แบรนด์เครื่องหนังจากฝรั่งเศสที่มาตั้งฐานการผลิตอยู่ที่เชียงใหม่

“ผมรู้จักแบรนด์กระเป๋านี้เพราะคุณน้าเป็นพีอาร์ให้แบรนด์ ผมชอบที่กระเป๋าหนังของเขาคุณภาพดี ใช้แฮนด์เมดแทนเครื่องจักร พอบวกกับความสนใจด้านแฟชั่นเลยตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ไปสมัครเป็นแบรนด์แมเนเจอร์ ได้ลงมือทำทุกอย่างจริงๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี ได้เรียนรู้กระบวนการทำกระเป๋าหนังคุณภาพดีตั้งแต่ต้นจบจบ”

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ร่วมปี เคซีตัดสินใจขอเดินตามฝันที่อยากจะสร้างแบรนด์แฟชั่นของตัวเอง ด้วยการเริ่มนับหนึ่งจากประสบการณ์ที่มี นั่นคือการสร้างแบรนด์กระเป๋าสตรีภายใต้ชื่อแบรนด์ คิเซ่ ที่เชื่อว่าใครได้ยินก็สะดุดหู และชวนให้อยากรู้ความหมาย

“ผมไม่อยากเอาชื่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ตรงๆ เลยพยายามคิดหาชื่อที่สะท้อนถึงตัวตนของผม ด้วยความที่สมัยเด็กผมเรียนซัมเมอร์ที่ฝรั่งเศส เลยอยากให้ชื่อแบรนด์มีตัวอักษรภาษาฝรั่งเศสด้วย คิดไปคิดมาจากชื่อเล่นเคซี เลยกลายเป็นคิเซ่ ซึ่งไม่ได้มีความหมายใดๆ แต่ฟังแล้วถ้าไม่นึกฝรั่งเศส ก็ให้อารมรณ์เหมือนชื่อแบรนด์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกประเทศที่ผมชอบมากๆ” เคซีเล่าไปขำไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเข้าสู่หมวดจริงจังอีกครั้งยามบอกเล่าถึงเส้นทางธุรกิจที่เริ่มต้นมาเพียงลำพัง

“ช่วงแรกที่เริ่มทำแบรนด์ก็ไม่ง่ายนะครับ จากตอนแรกที่มั่นใจเพราะคิดว่าเรามีประสบการณ์มาบ้าง แต่ในโลกแห่งความจริงกับสิ่งที่คิดคนละเรื่องเลย การทำธุรกิจสอนให้ผมรู้ว่าคนเราไม่ได้เก่งทุกด้าน ถึงสมัยเรียนผมจะเป็นเด็กเรียนเก่ง สอบได้ที่ 1 ตลอด ทำให้ผมมั่นใจในตัวเองเชื่อว่าเราทำได้ แต่พอมาอยู่ในโลกการทำงาน ความสามารถเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะไม่ได้มีทุกอย่าง อย่างเรื่องถ่ายรูป ผมถ่ายรูปไม่สวย ไม่ค่อยเล่นไอจี ช่วงแรกๆ ที่ต้องโปรโมตแบรนด์ผ่านโซเชียลก็เหนื่อยหน่อย หรืออย่างเรื่องดีไซน์ เราทำได้แต่ก็อาจจะไม่เก่งเท่าคนที่มาสายตรง บางครั้งดีไซน์ไปพอทำออกมาจริงก็ไม่ได้แบบที่คิด

ประสบการณ์ตรงที่เจอเหล่านี้ทำให้ผมเรียนรู้ว่า การที่เราจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องมีคนรอบข้างที่คอยช่วยเหลือ มีทีมที่ดี บางครั้งเราต้องพึ่งพาคนอื่น ไว้ใจคนอื่น ให้เขาได้แสดงฝีมือ”

ผลลัพธ์จากความคิดที่ตกผลึกนี้เอง ทำให้หลังจากบริหารแบรนด์เพียงลำพังได้ 2 ปีเศษเคซีตัดสินใจสร้างทีม ชวนสองขุนพลที่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่หายไปมาเติมเต็ม

“เราเริ่มต้นคนเดียวมา 2 ปีกว่า เริ่มมาแบบมั่วๆ อาศัยว่ารู้กระบวนการทั้งหมด เพียงแต่ยังไม่เคยบริหารแบรนด์ของตัวเองแบบเต็มตัว ก็ลองผิดลองถูก อะไรไม่เคยทำก็ทดลอง เรียนรู้กันไป ว่าขั้นตอนที่ยากที่สุดของการทำธุรกิจคือตอนเริ่ม ต้องลงรายละเอียดทุกอย่าง หาโรงงาน หาถุงผ้าที่จะมาใส่กระเป๋า หาอะไหล่ ซับในกระเป๋า ยอมรับว่าเหนื่อยนะครับ แต่ไม่เคยรู้สึกว่าไม่สนุก เพราะมีแพสชันที่จะทำ แต่อย่างที่บอกพอเราได้เรียนรู้ เราเริ่มมองหาเพื่อนร่วมทีมที่จะทำบางอย่างได้ดีกว่าเรา

ผมไปชวนเพื่อนอีก 2 คน คนหนึ่งเก่งเรื่องดีไซน์มาเป็นเฮดดีไซเนอร์ ส่วนอีกคนจบเศรษฐศาสตร์แต่ชอบการถ่ายรูป เขามีมุมมองการถ่ายรูปที่ดีมากๆ มาช่วยดูเรื่องอาร์ตและมีเดีย การที่ได้คนที่เก่งกว่ามาร่วมทีมไม่ได้ทำให้เราหมดความมั่นใจนะ แต่ทำให้รู้ว่ามีคนอื่นที่เก่งกว่าเราในด้านที่เราไม่ถนัดจริงๆ เราก็แค่เรียนรู้ เชื่อมั่น และปล่อยให้คนอื่นทำในส่วนที่ทำได้ดีกว่าเรา”

หลังจากรวมพลังกันสามแรงแข็งขัน คิเซ่ค่อยๆ เฉิดฉายในฐานะแบรนด์กระเป๋าหนังแท้ที่น่าจับตามอง เริ่มมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการโปรโมต ขยายหน้าร้านจากออนไลน์มาปักหมุดตามศูนย์การค้าชั้นนำ อย่าง สยามพารากอน เอ็มโพเรียม ทำให้ขยายจากกลุ่มลูกค้าไทยไปสู่ชาวต่างชาติ

“จุดเด่นของกระเป๋าเราคือ ทุกรุ่นเป็นลิมิเต็ด อีดิชัน เรามีสีจำนวนจำกัด แบรนด์ของเราไม่มีการเซล เพราะเราเชื่อว่าเราผลิตสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เป็นลักชัวรีที่เข้าถึงได้ ส่วนเรื่องคุณภาพไม่ต้องพูดถึง เราใช้หนังแท้ที่นำไปทำให้หนังบางที่สุดเพื่อให้กระเป๋ามีน้ำหนักเบา แถมยังมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่คิดมาอย่างดี เช่น บางรุ่นมาพร้อมกระเป๋าเงินในตัว สะดวกสำหรับการพกพาไปต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องพกกระเป๋าสตางค์อีกใบ”

อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้คิเซ่กล้านิยามตัวเองว่าไม่ใช่แค่กระเป๋าแฟชั่น ใช้แล้วสวย เพราะในมุมผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ใส่ใจโลก เขามองว่า ตอนนี้มีสินค้าฟาสต์แฟชั่นเยอะมากที่ซื้อมาใช้ไม่นานก็ทิ้ง กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาขยะล้นโลก เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้แฟชั่นเป็นภาระโลก เขาจึงนำเสนอดีไซน์ที่คลาสสิก ใช้ได้ทนแล้วยังใช้ได้นาน

“ผมเชื่อในความคลาสสิก ตัวผมเองก็เป็นสายชอปนะ แต่จะเลือกชิ้นที่คลาสสิก ถึงบางครั้งอาจจะจ่ายในราคาที่สูงแต่ใช้ได้หลายปี เหมือนกับแบรนด์คิเซ่ ผมตั้งใจดีไซน์ให้คลาสสิก ใช้แล้วสวย ใช้ได้นาน แข็งแรง ทน หนังไม่ลอก สามารถเป็นกระเป๋าทางเลือกของคุณผู้หญิงหลายๆ คนที่ไม่อยากเหนื่อยกับการใช้กระเป๋าแบรนด์เนมแล้วต้องคอยระวังจนเหมือนเป็นภาระได้เลย” เคซีเผยถึงหลักการทำงานสไตล์ผู้บริหารรุ่นใหม่

“ผมเน้นเรื่องความรับผิดชอบ ออฟฟิศเราไม่ได้กำหนดว่าทุกคนต้องทำงานแบบ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น เพราะผมเชื่อว่าในโลกยุคดิจิทัลเราสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ผมอยากให้พนักงานของเราได้ทำงานและใช้ชีวิตไปด้วยกัน ไม่อยากให้รู้สึกเบื่อหน่าย ทำงานแค่ให้เสร็จๆ แต่ต้องการให้ทุกคนทำตามหน้าที่ของตัวเองให้ดีและเสร็จตามเวลา สำหรับผมพนักงานหน้าร้านเป็นอีกกลุ่มที่ผมให้ความสำคัญ เพราะเขาคือตัวแทนของแบรนด์ สิ่งที่ผมย้ำกับพนักงานเสมอคือ ต้องยิ้มแย้ม และไม่จำเป็นต้องยัดเยียดแต่จะขาย อันนี้ผมแนะนำผ่านอินไซต์ในฐานะลูกค้าว่า เราก็ไม่ชอบพนักงานที่หน้าบึ้ง หรือจ้องแต่จะขายของ แต่ให้คิดต่างว่า ลูกค้าที่แวะเข้ามาจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาแวะเข้ามาในร้าน ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของเรา เราเป็นเจ้าของบ้านต้องยิ้มแย้มและต้อนรับ”

ชวนคุยเรื่องงานมาอย่างเข้มข้น ลดดีกรีมาชวนคุยไลฟ์สไตล์ของเคซีกันบ้าง งานนี้หนุ่มหล่อเผยอย่างอารมณ์ดีว่า “ผมเป็นคนสุดโต่ง Work Hard, Play Hard ผมชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ดำน้ำ ปีนเขา สกี ล่องแก่ง ชอบธรรมชาติมาก เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะไปเที่ยวนอกเมือง ซึ่งคุณแม่ผมก็เป็นสไตล์เดียวกัน อย่างไปภูฏานเราก็ไปปีนเขา ไปฝรั่งเศสตอนใต้ก็ไปปั่นจักรยานในไร่ไวน์ ถ้าทริปไหนที่เข้าเมืองส่วนใหญ่จะไปหากินร้านอาหารอร่อยๆ ชอปปิ้งบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเน้น เพราะชอปออนไลน์ก็ได้”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต เคซีหวังว่าจะพาแบรนด์คิเซ่ไปสร้างชื่อในต่างแดน มีร้านอยู่ทั่วโลกให้ได้ “เหตุผลสำคัญที่ผมเลือกทำแบรนด์กระเป๋าผู้หญิง เพราะมองแล้วว่าตลาดกระเป๋าผู้ชายเล็กมาก และไม่น่าตื่นเต้น ไม่น่าสนุก เป้าหมายของผมคือ เห็นคิเซ่ไปวางขายอยู่ทั่วโลก แต่ถ้าวันหนึ่งผมอยากจะทำแฟชั่นผู้ชายคงทำแบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ที่เป็นผม แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้นต้องให้คิเซ่ไปได้ดีก่อน (หัวเราะ) การทำแบรนด์คิเซ่ให้อะไรหลายอย่างกับผม ไม่เพียงทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ยังทำให้ผมเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ และล้มเลิกอะไรง่ายๆ เหมือนสมัยเด็กๆ ผมรู้สึกภูมิใจที่มาได้ถึงจุดนี้ แม้จะยังไม่ใช่จุดที่พอใจ แต่อย่างน้อยเราก็ได้ค้นพบว่าเราคงรักธุรกิจนี้ที่เราสร้างขึ้นมาจริงๆ ถึงไม่เคยเหนื่อยหรือคิดว่าจะไม่ทำสักวัน” เคซีทิ้งท้าย


กำลังโหลดความคิดเห็น...