xs
xsm
sm
md
lg

จากความรักในแฟชั่น สู่ธุรกิจแบรนด์ส่งออกของ "วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


>>ถึงตารางชีวิตตอนนี้ของบูบี-วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์ สาวสังคมหน้าสวยจะอัดแน่นเพราะต้องฉายเดี่ยวดูแลแบรนด์ Varinthorn Boutique คนเดียว เนื่องจากพี่สาวเปเป้-วาริธร กันท์ไพบูลย์ ขอเบรคชั่วคราวไปสวมบทคุณแม่เต็มตัว ทำให้ความรับผิดชอบในการนำพาแบรนด์ตกเป็นของสาวสวยเพียงลำพัง อย่างไรก็ตาม แม้งานจะหนักขึ้นเท่าตัว แต่บูบียังยิ้มได้อย่างสดใส เพราะตัวเลขยอดขายของแบรนด์ก็เติบโตได้ดีจนหายเหนื่อย

“เหนื่อยมากค่ะ ทุกวันนี้ตื่นตี 5 ครึ่ง ได้นอนอีกทีตี1 กว่าๆ ทำงานตลอดเวลาจนเรียกได้ว่าหาเงินได้แต่ก็ไม่ได้ใช้นะคะ(หัวเราะ) แต่ละวันแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย เพราะบีต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดคนเดียว จากแต่ก่อนจะแบ่งกับพี่เป้ดูแล ตอนนี้ต้องคุมหมดตั้งแต่ออกแบบสินค้า ทำบัญชี ตอบโลน์ลูกค้า ดูแลอินสตราแกรมของแบรนด์ รวมทั้งเป็นนางแบบประจำแบรนด์”บูบีบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี

ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์เสื้อผ้า ที่เจ้าตัวเองก็ไม่คิดฝันว่าจะมาไกลขนาดนี้ ถึงขั้นเจาะตลาดออนไลน์จีนที่กำลังซื้อหายห่วงเข้าไปได้สำเร็จแล้ว ใครจะคิดว่า จากเด็กสาวอนาคตไกล ผลการเรียนยอดเยี่ยม เพราะพกพาเกียรตินิยมอันดับ 1 จาก University of Exeter ประเทศอังกฤษมาให้คุณพ่อคุณแม่ชื่นใจได้สำเร็จ แต่ยังไม่ได้ทันได้แสดงฝีมือในสายธุรกิจ โชคชะตาก็นำพาให้เธอได้มาถึงฝันที่อยากจะสร้างธุรกิจของตัวเองเสียก่อน

“บีเริ่มทำแบรนด์เสื้อผ้ากับพี่สาวตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่อังกฤษเลยค่ะ จุดเริ่มต้นมาจากที่เราคุยกันว่า อยากทำอะไรของตัวเอง คิดไปคิดมาว่าจะทำอะไรดี สุดท้ายมาลงตัวที่เสื้อผ้า เพราะแฟชั่นเป็นสิ่งที่เราพี่น้องชอบเหมือนกัน และน่าจะทำได้ดี คิดได้ไม่นาน ก็ตัดสินใจลงมือทำกันเลย ทั้งที่บีและพี่เป้ก็ไม่ได้มีความรู้ด้านแฟชั่น เพราะพี่เป้จบด้านสถาปนิก ส่วนบีมาสายแมเนจเมนต์ เรียนพวกบิซิเนสและบัญชี แต่เราก็เอาความชอบเป็นที่ตั้ง ใช้ตัวตนของเรามาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้า

แถมยังใช้เงินเก็บของเราสองคนมาสร้างแบรนด์ของตัวเองโดยเหตุผลที่เลือกใช้ชื่อพี่สาวเป็นชื่อแบรนด์ เพราะ ด้วยความที่คุณพ่อเรียนจิตวิทยามา ท่านแนะนำว่า ชื่อแบรนด์ที่ดีควรมี 3 พยางค์ เพราะง่ายต่อการจดจำของคน เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ชื่อบูบีก็ยาวไป สุดท้ายเลยมาลงตัวที่ชื่อวาริธร ซึ่งเป็นชื่อของพี่เป้แทน”

บูบี บอกเล่าอย่างออกรสต่อว่า นับตั้งแต่วันแรกที่สร้างแบรนด์ เธอโชคดีไม่น้อยที่แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนทำให้เธอมีรายได้พิเศษโดยไม่ต้องรบกวนขอเงินจากคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย เธอบอกว่า อาจเป็นเพราะถ้าย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ยังไม่มีแบรนด์แฟชั่นที่สไตล์ Simple&Classy แต่ราคาเอื้อมถึงมากนัก บวกกับแบรนด์ของเธอไม่เน้นออกสินค้าเป็นคอลเลคชั่น แต่จะทยอยออกแบบสินค้าใหม่ๆมาเรื่อยๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีสินค้าใหม่เข้าร้านตลอด บวกกับคัตติ้งที่เนี๊ยบ เลยทำให้ตลาดให้การตอบรับเป็นอย่างดี

“จำได้ว่าคอลเลคชั่นแรกที่ออกมาขายทางออนไลน์ขายดีมาก ไม่กี่วันก็คืนทุนแล้ว(หัวเราะ) หลังจากเปิดได้ไม่กี่เดือน ก็ได้ที่เปิดหน้าร้านที่เทอร์มินัล 21 และ เซ็นทรัลเวิล์ด สิ่งที่ทำให้บีมีความสุขที่สุดในการทำแบรนด์คือ ได้เห็นคนอื่นใส่เสื้อผ้าที่เราออกแบบ เวลาเดินไปไหนแล้วเจอคนใส่ชุดของเราจะดีใจมากเพราะเสื้อผ้าของเราทุกคอลเลคชั่นมาจากส่วนผสมระหว่างสไตล์ของพี่เป้ และบีจริง ซึ่งพี่เป้จะออกแนวเท่ๆ ส่วนบีจะออกสายหวาน เลยเป็นสองคาแร็กเตอร์ที่ตอบโจทย์ตลาดอย่างดี” บูบีกล่าวอย่างอารมณ์ดี

หากใครที่เป็นแฟนคลับของแบรนด์ จะเห็นว่าเปิดไอจีทีไร อดฟินไปกับภาพของนางแบบสาวสวยขาประจำของแบรนด์ไม่ได้ ซ้ำร้ายยิ่งดูยิ่งเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องอยู่บ่อยๆ เพราะถ่ายออกมากี่ลุคก็สวยจนเลือกไม่ถูก โดยนางแบบคนสวยที่ว่านี้ ไม่ใช่ใคร แต่เป็นสาวสวยเจ้าของรอยยิ้มสดใสตรงหน้านี้เอง

“บูบีจะรับหน้าที่ใส่เอง ถ่ายเองทุกชุดค่ะ ตั้งแต่คอลเลคชั่นแรกมาจนถึงวันนี้ทำแบรนด์มาร่วม 5 ปีแล้ว แต่ก่อนให้พี่เป้ถ่ายให้ที่สนามหน้าบ้าน เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาให้คุณแม่ หรือ บางทีก็ให้พี่เลี้ยงช่วยถ่ายให้ ยกเว้นถ้าเป็นคอลเลคชั่นใหญ่ๆถึงจะจ้างช่างภาพมืออาชีพมาถ่ายให้” โดยบูบีเฉลยถึงเหตุผลที่เธอต้องรับหน้าที่นางแบบขาประจำของแบรนด์เองว่าเพื่อสร้างความเคยชินให้กับลูกค้า “ลูกค้าประจำของเรา เวลาเขาเห็นบีใส่ เขาจะรู้เลยว่า เราใส่ไซส์ไหน แล้วเขาต้องใส่ไซส์นั้น ยิ่งบางคนเคยเจอบีก็ยิ่งกะไซส์ง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกัน อย่างที่บอกว่า เราก็เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าอีกทางด้วยการมีหน้าร้าน เพราะสุดท้ายแล้วลูกค้าบางกลุ่มก็ยังอยากสัมผัสเนื้อผ้า ได้มาลองแบบที่ร้านอยู่ดี”

ขณะที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย แต่ในฐานะเจ้าของแบรนด์ บูบีย้ำว่า ธุรกิจนี้ยังไปได้อีกไกล โดยเฉพาะเธอกำลังเดินเครื่องตีตลาดในต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะ จีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ใครก็ไม่อยากพลาดโอกาส ในช่วง1 ปีครึ่งที่ผ่านมา เธอได้ทลายกำแพงทางภาษา และทำการบ้านอย่างหนัก จนเจาะตลาดพร้อมวางรากฐานของแบรนด์ในตลาดจีนได้อย่างน่าชื่นชม

“บี ไม่รู้ภาษาจีนเลยค่ะ แต่ 1 ปีที่ผ่านมา ด้วยความที่แฟน (ปาล์ม-ฐณส หงส์สนันท์) ไปเรียนต่อที่เซี่ยงไฮ้ เลยมีโอกาสได้ไปเมืองจีนบ่อย แต่แทนที่จะไปเที่ยวอยู่เฉยๆ บีก็หาช่องทางธุรกิจไปด้วย จำได้ว่างานแรกที่บีใช้เปิดตัวแบรนด์ของเราที่จีน คือ ตอนที่นำคอลเลคชั่นที่ทำจากผ้าไหมไทยไปโชว์ในงานหังโจว ซิลค์ แฟชั่น โชว์ ส่วนหนึ่งเพื่อให้คนจีนได้รู้จักแบรนด์ของเรา แต่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือ โชว์ความงามของไหมไทยที่ไม่แพ้ชาติในโลกให้คนจีนได้เห็น”

หลังจากงานแรกซึ่งแจ้งเกิดแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างงดงาม เธอเริ่มหาช่องทางที่จะเข้าไปขายสินค้าบนโลกออนไลน์ของจีน ทั้งเว็บเถาเป่า (TAOBAO),we chat,qq เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาวจีนให้ได้มากที่สุด เพราะอย่างที่รู้ว่า จีนไม่เหมือนบ้านเราที่มีช่องทางออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ค และ อินสตราแกรม

“แรกๆก็เหนื่อยค่ะ อุปสรรคสำคัญคือเรื่องภาษา บีก็อาศัยใช้เทคโนโลยีช่วย ใช้แอปฯช่วยแปล อาศัยศึกษาเอง ให้พี่ปาล์มช่วยบ้าง ตอนนี้ถึงจะเขียนไม่ได้ แต่ก็พอสื่อสารได้บ้าง พอจะรู้ช่องทางการเปิดบัญชีธนาคาร สร้างแอคเคาน์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ของบ้านเขา ซึ่งหลังจากแบรนด์เราเข้าไปทำตลาดลูกค้าจีนก็ให้การตอบรับดีมาก ๆ”

​สำหรับเป้าหมายต่อไปที่บูบีตั้งใจจะเข้าไปตีตลาด คือ สิงคโปร์ แต่อาจต้องรออีกสักพักใหญ่ ให้เธอเริ่มฟอร์มทีมงานคุณภาพขึ้นมาได้ก่อน เพราะด้วยออเดอร์สินค้าตอนนี้ ก็กินเวลาของเธอไปเกือบหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ถึงจะงานเยอะ จนคุณพ่อคุณแม่ที่แม้จะภูมิใจในความสามารถของลูกสาวแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่บูบีก็ยังพยายามบริหารชีวิตส่วนตัวกับงานให้ลงตัว เธอบอกเล่าถึง กิจกรรมผ่อนคลายยามว่างที่พูดถึงทีไรก็อารมณ์ดี นั่นคือการเล่นกับน้องหมา ซึ่งเธอเลี้ยงไว้ถึง 4 ตัว

​“บีชอบหมามาก ถ้าอยู่เมืองไทย ก็ต้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง แต่ถ้าไปต่างประเทศ คุณพ่อก็ใจดีเฟซไทมส์ให้ (ยิ้ม) อีกหนึ่งกิจกรรมในวันว่างของบี คือ พาคุณพ่อคุณแม่ไปทานข้าวนอกบ้าน ถ้ามีเวลาเยอะ ก็ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน เวลาที่เหลือบียกให้กับกีฬาสุดโปรด ส่วนตัวบีชอบกีฬาลุยๆ แอดเวนเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นปีนผา เซิร์ฟ เล่นได้หมดไม่กลัวแดดเลย”

​อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า แค่แบ่งเวลางาน เวลาที่ให้ครอบครัว กับเวลาส่วนตัวก็หมดแล้ว เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วสาวเปรี้ยวแววตาขี้เล่นเอาเวลาตรงไหนไปให้หวานใจ งานนี้เล่นเอาบูบีถึงกับอมยิ้มก่อนตอบว่า “ก็มีค่ะ อย่างพักก่อน ก็ได้เจอกันบ่อย เพราะบีไปหาที่จีนแล้วก็ไปดูหาช่องทางธุรกิจด้วย ก็ได้พี่เขาช่วยเยอะเหมือนกัน ส่วนปกติถ้าบีอยู่ไทย ก็สไกป์หากันตลอด เปิดทิ้งไว้เลย 24 ชั่วโมง จะมีบ้างช่วงนี้ที่บีอาจจะไม่ค่อยมีเวลา ซึ่งพี่เขาก็เข้าใจ อาจเพราะเราโตขึ้นด้วยมั้ง ทำให้ตลอด 1 ปีครึ่งที่คบกันมา เราไม่เคยทะเลาะกันเลย เรื่องระยะทางก็ไม่เป็นปัญหา ถ้ามีเวลาก็จะไปเที่ยวด้วยกันตลอด ที่สำคัญเร็วๆนี้พี่เขาก็จะกลับมาแล้วค่ะ ”

​จากนี้ไป สาวเก่งฉายภาพอนาคตว่า ยังตั้งใจบริหารแบรนด์ให้ดีต่อไป แต่ไม่แน่ว่า หากลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวซะก่อน ก็อาจจะขอหยุดพัก แต่ ณ วันนี้ เธอยังทุ่มเต็มร้อยให้กับการฉายเดี่ยวเพื่อสร้างแบรนด์เสื้อผ้าที่รักต่อไป พร้อมเก็บสะสมเงินเป็นต้นทุนเพื่อนำไปต่อยอดในการลงทุนใหม่ๆต่อไปในอนาคต
กำลังโหลดความคิดเห็น...