- • ปีนี้ (ภายใน 2 เดือนแรก) ราคาสินค้าเกษตรลดลงอย่างมาก
- • เกิดการพลิกผันอย่างรวดเร็วจากปีที่แล้วสู่ปีนี้
ปีที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์ประกาศความสำเร็จเป็น “ปีทอง” สินค้าเกษตร หลังราคาสินค้าเกษตรทุกรายการปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรทั้งประเทศกว่า 2 แสนล้านบาท แต่มาปีนี้ เพิ่งผ่านไปแค่ไม่ถึง 2 เดือน ราคาสินค้าเกษตรพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผลผลิตที่เริ่มออกสู่ตลาด ประสบปัญหาราคาตกต่ำแทบจะทุกตัว คำประกาศที่จะสร้างปีทองสินค้าเกษตรให้ไปต่ออีกปี ดูเหมือนจะเริ่มไกลเกินจริง และยังเห็นสัญญาณอาจจะต้องลดระดับเหลือแค่ “ปีทองแดง” สินค้าเกษตรด้วยซ้ำ
ปีนี้ ผลผลิตสินค้าเกษตรที่เริ่มออกสู่ตลาดเป็นตัวแรก ๆ คือ มันสำปะหลัง ปรากฏว่า เปิดตัวได้ไม่สวยเท่าไรนัก เพราะราคาตกกว่า 50% จากปีที่ผ่านมา โดยช่วงที่ผลผลิตออกแรก ๆ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ราคาตกลงมาอยู่ที่ประมาณ 2 บาทบวกลบ จากนั้นราคาลดลงต่ำกว่า 2 บาท กระทรวงพาณิชย์ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังปี 2567/68 จำนวน 4 มาตรการ วงเงิน 368 ล้านบาท
โดยมาตรการที่จะนำมาใช้ ได้แก่ การชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อก สินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลัง สนับสนุนการแปรรูปมันสำปะหลังโดยสนับสนุนเครื่องสับมัน และการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก แต่ปรากฏว่า มาตรการไม่ได้ผล ราคามันสำปะหลังยังคงลดลงต่อเนื่อง จนเกษตรกรใน จ.กาญจนบุรี เริ่มที่จะทนไม่ไหว และได้ออกมาประท้วง เพราะราคาตกต่ำลงมาก ต่ำถึงขนาดขายได้ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1 บาทเท่านั้น ทำให้กระทรวงพาณิชย์ ต้องประสานโรงแป้งรายใหญ่จาก จ.นครราชสีมา และชัยภูมิ เข้าไปรับซื้อในราคานำตลาด กก.ละ 2 บาท ซึ่งราคาตอนนั้น เกษตรกรขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 1.60-1.70 บาท
ราคามันต่ำสุดรอบ 20 ปี
สำหรับสถานการณ์ราคามันสำปะหลังล่าสุด ณ วันที่ 24 ก.พ.2568 เฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 1.90-2.20 บาท/กก. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.25-3.75 บาท/กก. และบางพื้นที่ ราคายังไม่กระเตื้องขึ้น อย่างในพื้นที่ จ.นครราชสีมา นางทองเปรม ปานสวัสดิ์ สมาชิกผู้ปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา บอกว่า ปัจจุบันมันสำปะหลังเชื้อแป้ง 25% ราคา กก.ละ 1.90 บาท เชื้อแป้ง 17% เหลือ กก. ละ 1.50 บาทเท่านั้น ถือว่าต่ำสุดในรอบ 20 ปี ขายไปก็ขาดทุน เพราะต้นทุนสูงขึ้น ทั้งค่าเกี่ยว ค่าตัด ค่าปุ๋ย ค่าขน ค่ารถบรรทุก รวม ๆ แล้ว ต้นทุนตก กก.ละ 2.25 บาท ขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ขาย เกษตรกรหลายราย จึงไม่ขุดมันขาย ปล่อยให้ตายค่าไร่ไป น่าจะมีมันที่ยังไม่ขุดเกิน 50%
“พาณิชย์”เร่งขาย-กระตุ้นซื้อมัน
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นความต้องการซื้อมันสำปะหลัง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดทีมเดินทางไปขายมันสำปะหลังที่เซี่ยงไฮ้ และเฉิงตู เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขายได้ 4.4 แสนตัน มูลค่า 5,314.95 ล้านบาท คิดเป็นหัวมันสด 1.68 ล้านตัน และยังได้ลงนาม MOU ซื้อขายมันสำปะหลังระหว่างผู้ประกอบการไทยกับ COFCO ปริมาณ 5.4 แสนตัน มูลค่า 3,489 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณหัวมันสด 1.28 ล้านตัน รวมเป็น 9.8 แสนตัน มูลค่า 8,083 ล้านบาท คิดเป็นหัวมันสดในประเทศ 2.98 ล้านตัน
ส่วนในประเทศ กรมการค้าภายใน ได้ผนึกกำลังกับหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผลักดันให้ภาคปศุสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้มันเส้นในการเลี้ยงสัตว์และทำอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้น ตั้งเป้ารับซื้อ 1 ล้านตัน คิดเป็น 2.5 ล้านตันหัวมันสด เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อมันสำปะหลัง
เร่งดันส่งออกผลักดันราคา
ต่อมา นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ข่าวความคืบหน้าการผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไปจีน หลังจากมีการลงนามสัญญาซื้อขายและลงนาม MOU ว่า ได้รับรายงานจากกรมการค้าต่างประเทศ เดือน ม.ค.2568 มีการอนุญาตให้ส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดแล้ว ปริมาณ 871,575 ตัน มูลค่า 5,333 ล้านบาท โดยปริมาณคิดเป็น 89% ของปริมาณที่ลงนามซื้อขายและลงนาม MOU รวมกันจำนวน 9.8 แสนตัน และดูดซับหัวมันสดในประเทศได้กว่า 2.07 แสนตัน และยังเป็นที่น่ายินดี คือ มีการส่งออกไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ที่เป็นตลาดใหม่ของจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญด้วย พร้อมระบุว่า การส่งออกปริมาณที่มากดังกล่าว จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาหัวมันสดในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ หากรวม 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) มีการอนุญาตส่งออกมันสำปะหลังกว่า 1.05 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 6,500 ล้านบาท ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการไปจีน โดยได้รับแรงหนุนจากการซื้อไปผลิตเป็นอาหารสัตว์เหมือนช่วงเดือน ม.ค.2568 ที่ผ่านมา
ขณะที่กรมการค้าภายใน ได้รายงานผลจากความร่วมมือการผลักดันให้ภาคปศุสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้มันเส้นในการเลี้ยงสัตว์และสูตรอาหารสัตว์มาก พบว่า ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ ได้มีการใช้มันเส้นมาผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค.2567 ถึง 15% และจะเพิ่มขึ้นอีก 15% ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้
อย่างไรก็ตาม แม้จะส่งออกได้มากขึ้น ผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้มันเส้นมากขึ้น แต่ปรากฏว่า สถานการณ์ด้านราคายังไม่กระเตื้องขึ้น โดยราคาเฉลี่ยทั้งประเทศยังคงอยู่ที่ กก.ละ 1.90-2.20 บาท
ข้าวนาปรังราคาวูบแรง
สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกเจ้านาปรัง ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญอีกรายการหนึ่ง โดยปี 2568 คาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวนาปรังจะมีปริมาณ 6.5 ล้านตัน และขณะนี้ผลผลิตได้เริ่มทยอยออกสู่ตลาด เริ่มจากผลผลิตในพื้นที่ภาคตะวันออก ตามด้วยผลผลิตในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ในช่วงต้นฤดูกาล ชาวนา จ.ฉะเชิงเทรา ออกมาโวยวายว่า ขายข้าวเปลือกได้ราคาต่ำแค่ 7,400-7,800 บาทต่อตัน จากราคาเฉลี่ยปี 2567 อยู่ที่ 11,000 บาทต่อตัน จากนั้นชาวนา จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ส่งเสียงถึงรัฐบาลว่าขายข้าวได้ราคาต่ำเหมือนกันแค่ 6,800 บาทต่อตัน หนักสุดขาวนา จ.นครสวรรค์ บอกว่า ขายได้เพียงแค่ 5,400-6,500 บาทต่อตันเท่านั้น ซึ่งราคาที่ขายได้ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยปี 2567 เกือบ 50% เลยทีเดียว
ชาวนาบุกพาณิชย์-ทำเนียบ
เมื่อราคาไม่กระเตื้องขึ้น ชาวนา ได้เดินทางไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นขอเรียกร้อง ขอให้มีการประกันราคา หรือรับจำนำที่ตันละ 1-1.2 หมื่นบาท ขอให้ช่วยเรื่องปัจจัยการผลิต ช่วยเรื่องชดเชยเรื่องการงดเผาตอซังฟางข้าว และการเยียวยากรณีเป็นพื้นที่รับน้ำ และได้ไปเรียกร้องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามด้วยทำเนียบรัฐบาล จน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไปเร่งหามาตรการดูแลราคาข้าวเปลือกให้กับชาวนาอย่างเร่งด่วน
ออก 7 มาตรการเร่งด่วนช่วย
ผลพวงจากชาวนาประท้วง ทำให้นายพิชัย ต้องสั่งการเร่งด่วนให้ดำเนิน 7 มาตรการ เพื่อดูแลราคาข้าวในเบื้องต้น โดย 1.สั่งการให้กรมการค้าภายในเร่งประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาด ในวันที่ 20 ก.พ.2568 เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) พิจารณา
2.เปิดตลาดนัดข้าวเปลือกใน 20 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยให้เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น คาดว่าราคาข้าวเปลือกจะเพิ่มขึ้น 100-200 บาทต่อตัน โดยเริ่มที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 16-20 ก.พ.2568 ไปแล้ว และจะจัดอีก 14 ครั้ง จนถึงเดือน เม.ย.2568
3.ขยายตลาดส่งออก โดยได้เตรียมจัดคณะผู้แทนการค้าข้าว เดินทางไปแอฟริกาใต้ เพื่อลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ส่งออกข้าว 300,000 ตัน มูลค่ากว่า 5,250 ล้านบาท เพื่อเพิ่มอุปสงค์ในตลาดโลก
4.ผลักดันการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน อีก 280,000 ตัน เพื่อลดอุปทานข้าวส่วนเกินในประเทศ
5.สนับสนุนสินเชื่อพิเศษ โดยหารือกับ EXIM Bank เพื่อให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกข้าว ช่วยให้สามารถรับซื้อและสต๊อกข้าวจากเกษตรกรได้มากขึ้น
6.จัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดข้าวไทยในเวทีสากล ผ่านงานประชุม Thailand Rice Convention (TRC) โดยจะเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าข้าวจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเจรจาธุรกิจ
7.ขยายตลาดส่งออกระยะยาว โดยมุ่งเปิดตลาดใหม่ในสหรัฐฯ ยุโรป และฟิลิปปินส์ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย
สส.เพื่อไทยซัดเอาแต่ทัวร์นอก
ขณะที่อีกด้าน ฝ่ายการเมือง นำโดย สส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาขย่มนายพิชัย โดยกล่าวหาว่า ไม่สนใจดูแลราคาสินค้าเกษตร ปล่อยให้สินค้าเกษตรหลายตัวราคาตกต่ำ ทั้งมันสำปะหลัง และข้าวเปลือกเจ้า โดย สส. ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เข้ามามาก ขอให้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะไม่เช่นนั้น จะส่งผลกระทบต่อฐานเสียง และมีปัญหาใหญ่ตามมา พร้อมกับระบุว่า ไม่สนใจแก้ปัญหา เพราะมัวแต่เดินทางไปต่างประเทศ
เคาะ 3 มาตรการช่วยเหลือ
ต่อมา นายพิชัยได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาด เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2568 ได้อนุมัติ 3 มาตรการดูแลราคาข้าวเปลือกเจ้านาปรัง ปี 2568 จำนวน 3 มาตรการ ใช้งบประมาณรวม 1,893.53 ล้านบาท ได้แก่
1.สินเชื่อชะลอนาปรัง ช่วยค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน หากเกษตรกรเก็บไว้ในยุ้งฉางของตัวเอง และได้ 1,000 บาทต่อตัน หากเก็บที่สหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้ 500 บาทต่อตัน ต้องเก็บข้าวไว้ 1-5 เดือน เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน ใช้งบประมาณ 1,219.13 ล้านบาท
2.ชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการโรงสี 6% ต้องเก็บสต๊อกไว้ 2-6 เดือน และต้องซื้อข้าวสูงกว่าราคาตลาด 200 บาทต่อตันขึ้นไป เป้าหมาย 2 ล้านตัน ใช้งบประมาณ 150 ล้านบาท
3.เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก โดยรัฐสนับสนุนค่าบริหารจัดการ 500 บาทต่อตัน และผู้ประกอบการต้องรับซื้อข้าวสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน เป้าหมาย 3 แสนตัน ใช้งบประมาณ 524.40 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นการบริโภค โดยร่วมมือกับสมาคมผู้ประกอบการเข้าถุงและโมเดิร์นเทรด จัดทำ ข้าวถุงราคาประหยัด เป้าหมาย 500,000 ตัน ซึ่งจะช่วยดึงซัปพลายออกได้อีกทางหนึ่ง
เกษตรกรไม่พอใจ-คัดค้าน
ทันทีที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศมาตรการดูแลราคาข้าวเปลือกเจ้านาปรัง สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และนายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะเกิดผลเสียต่อการใช้งบประมาณ เปิดช่องให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย มีความไม่พร้อมขององค์ประกอบสถาบันที่เข้าร่วม และมาตรการไม่ตรงตามความเดือดร้อนของเกษตรกร จึงขอให้ทบทวนและวางมาตรการใหม่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยมีข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือข้าวนาปรัง ปี 2568 ดังนี้
1.ขอให้ภาครัฐพิจารณา มาตรการประกันราคาผลผลิตข้าวเปลือกเจ้าในฤดูนาปรังปีการผลิต 2568 โดยความชื้นไม่เกิน 15% ราคาไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท/ตัน ความชื้นไม่เกิน 25% ราคาไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/ตัน
2.ขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีงดเผาตอซังฟางข้าว ไร่ละ 500 บาท ตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนไว้
3.ขอให้ภาครัฐควบคุมปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา และน้ำมันเชื้อเพลิง
4.ขอให้ภาครัฐพิจารณาหาแนวทางชดเชยพื้นที่เกษตรกรที่ใช้เป็นทุ่งรับน้ำ ตามที่เกษตรกรร้องขอ
5.ขอให้ภาครัฐพิจารณาโครงการไร่ละ 1,000 ให้ยังคงเดิม อันเป็นการวางมาตรการความเสี่ยงในเรื่องต้นทุนการผลิต
ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ภาครัฐต้องพิจารณาถึงกลุ่มเกษตรกรที่ทำการเก็บเกี่ยวไปแล้วให้ได้รับสิทธิ์ในมาตรการดังกล่าวทุกมาตรการโดยเท่าเทียมกัน
นบข.ไฟเขียวมาตรการไร่ละพัน
แม้ชาวนาจะคัดค้าน แต่กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันที่จะใช้ 3 มาตรการที่อนุ นบข.ด้านการตลาดอนุมัติ เป็นมาตรการในการดูแลราคาข้าวเปลือกเจ้านาปรังต่อไป โดยให้เหตุผลว่า ชาวนาจะขายข้าวได้เงิน 9,500-10,000 บาทแน่นอน แต่ต้องเป็นข้าวความชื้น 15% ที่ขณะนี้ราคา 8,500 บาทต่อตัน เพราะจะได้ค่าฝากเก็บ 1,500 บาท หากเก็บไว้ในยุ้งฉางของตัวเอง และได้ 1,000 บาท หากฝากไว้กับสหกรณ์ เมื่อรวมกับค่าข้าว ก็จะได้เงินตามเป้าที่กำหนดไว้
ส่วนการประชุมอนุ นบข. ด้านการผลิต ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบเสนอ ได้มีการพิจารณาข้อเสนอของชาวนา ที่ขอให้ชดเชยการงดเผาตันละ 500 บาท แต่ที่ประชุมไม่อนุมัติ เพราะใช้งบประมาณสูงกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในการประชุม นบข. วันที่ 26 ก.พ.2568 ได้มีมติอนุมัติมาตรการดูแลข้าวเปลือกเจ้านาปรังปี 2568 โดยเห็นชอบมาตรการจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้งบประมาณ 2,800 ล้านบาท และยังให้ตั้งคณะทำงานเพื่อวางแผนการดำเนินการด้านการพัฒนาการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่วน 3 มาตรการที่อนุ นบข.ด้านการตลาด เห็นชอบไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับการอนุมัติ ทั้งนี้ จะมีการนำผลสรุปทั้งหมด เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป
จับตาปาล์มคิวต่อไป
สำหรับสินค้าเกษตรตัวถัดไป ที่มีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาด้านราคา ก็คือ ปาล์มน้ำมัน โดยช่วงต้นเดือน ม.ค.-ก.พ.2568 ราคาปาล์มทรงตัวสูงในระดับ 9.00-10.40 บาทต่อกก. แต่เนื่องจากผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด โดยเดือน ก.พ.2568 คาดว่าผลผลิตจะออกปริมาณ 1.395 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10-15% และตั้งแต่เดือน มี.ค.-เม.ย.2568 ผลผลิตจะออกมากว่านี้อีก เพราะเข้าสู่ฤดูกาลปาล์มแล้ว
จากสถานการณ์ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า แรงกดดันต่อราคาน้ำมันปาล์มดิบ ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตน้ำมันปาล์มขวด จะปรับตัวลดลง และทำให้ราคาน้ำมันปาล์มขวด ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึงราคาขวดละ 65 บาท ปรับตัวลดลงมา แต่ในทางกลับกัน ผลจากการที่ผลผลิตออกมาก ลานเท และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม อาจจะรับผลผลิตเข้าไม่ทัน ก็จะเกิดปัญหาการติดคิว และแน่นอนว่า จะส่งผลกระทบต่อราคาปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรจะขายได้
ทั้งนี้ ราคาปาล์มน้ำมันเคยขึ้นไป กก.ละ 10.40 บาท และเกือบแตะ กก.ละ 11 บาท แต่ขณะนี้ ราคาปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ กก.ละ 6.80-8.10 บาท ลดลงมาแล้ว 20-35% เป็นการส่งสัญญาณให้ระวัง เพราะนี่แค่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฤดูกาลปาล์ม ผลผลิตยังไม่ออกเต็มที่ หากออกเต็มที่แล้ว ราคาจะไปสุดที่จุดไหน จะทิ้งดิ่งเป็นลิฟต์ขาดหรือไม่ เป็นเผือกร้อนอยู่ในมือกระทรวงพาณิชย์อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตา