xs
xsm
sm
md
lg

“ซีพีเอ็น” ปูพรม “มิกซ์ยูส” ทุ่ม 2.2 หมื่นล้านรับยุทธศาสตร์รัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


การตลาด - ซีพีเอ็นเปิดแผน ‘สร้างงาน สร้างเมือง สร้างประเทศ เป็น Center of Life ของทุกจังหวัด’ ทุ่มงบ 22,000 ล้านบาทภายในปี 65 เสริมภาครัฐบุกเบิกเมืองเศรษฐกิจใหม่ และปลุกปั้นย่าน new urbanized district สำคัญของกรุงเทพฯ ชู 5 ไฮไลต์โปรเจกต์ มิกซ์ยูสใหม่ 3 แห่งในอยุธยา ศรีราชา จันทบุรี พลิกโฉมศูนย์การค้า 2 แห่ง เซ็นทรัล พระราม 2 และรามอินทรา

ท่ามกลางโลกออนไลน์ที่ถาโถมใส่ธุรกิจหลายอย่างต้องปรับตัว รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกที่ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบมาก

แต่ดูเหมือนการเคลื่อนทัพของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด หรือ ซีพีเอ็น/CPN จะสวนทางกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะปรับตัวรับศึกออนไลน์แล้ว ยังเดินหน้ารุกไม่หยุดกับการขยายสาขาศูนย์การค้าและพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในลักษณะออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง

นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น กล่าวถึงแผนการลงทุนว่า ภายในปี 2565 ซีพีเอ็นมีเป้าหมายที่จะพัฒนา 17 โครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วย 5 ไฮไลต์โปรเจกต์สำคัญ และปรับโฉม 12 โครงการเดิม ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งจะสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ของภาครัฐ

การลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามแผนพัฒนาโครงการ ศูนย์การค้า และ Mixed-use development ครั้งสำคัญ ที่จะเป็นแผนเพื่อส่งเสริมการ ‘สร้างงาน สร้างเมือง สร้างประเทศ เป็น Center of Life ของทุกจังหวัด’ ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่พัฒนาไปและลงลึกถึงความต้องการของคนและชุมชนในแต่ละโลเกชันแบบ Area-Based Creation พร้อมทั้ง ‘Magnify Local Essence’ ดึงจุดเด่นของพื้นที่มาสร้างเป็น ‘Magnet’ ช่วยยกระดับบทบาทของพื้นที่นั้นๆ ในระดับประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

ซีพีเอ็นได้นำเอา 3 หัวใจหลักที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจ และกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ คือ การท่องเที่ยว การพัฒนาตามโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการเทรดดิ้งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศมาเป็นตัวแปรในการพัฒนาโครงการใหม่ของบริษัท

โครงการหลักๆ ของซีพีเอ็น ประกอบด้วย
1. การยึดหัวหาด 3 เมืองเศรษฐกิจใหม่ด้วยมิกซ์ยูสรูปแบบใหม่กลางใจเมือง ได้แก่ “เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา, ศรีราชา, จันทบุรี”
2. การปลุกปั้นย่าน New Urbanised District กับ 2 ศูนย์การค้าในทำเลทองของกรุงเทพฯ ได้แก่ “เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 และรามอินทรา”
3. การปรับโฉมศูนย์การค้าอีก 12 สาขาทั่วประเทศ
4. การลงทุนต่อเนื่อง 2 โครงการใหญ่ คือ โครงการร่วมทุน ‘Dusit Central Park’ ใจกลางกรุงเทพฯ มูลค่าอีกกว่า 36,700 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จปี 2567 และการพัฒนาโครงการภายใต้บริษัท GLAND โดยเฉพาะโครงการย่านพระราม 9 เตรียมประกาศโครงการยิ่งใหญ่เร็วๆ นี้ หวังพลิกย่านพระราม 9 ให้เป็น New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

การปั้นโครงการแบบมิกซ์ยูสที่มีทุกอย่างในโครงการเดียวกันตั้งแต่ ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ที่พักอาศัย โรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์บันเทิงหรือการจัดงาน เป็นต้น ในตลาดต่างจังหวัดเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะตลาดและพฤติกรรมรวมทั้งขนาดตลาดย่อมแตกต่างจากกรุงเทพฯ อย่างมาก แม้ว่าซีพีเอ็นจะพยายามปรับทุกสาขาในกรุงเทพฯ ให้เป็นมิกซ์ยูสมากขึ้นก็ตาม

นางสาววัลยาอธิบายว่า แต่ละที่มีเหตุผลในตัวเอง เช่น อยุธยาเป็นเมืองท่องเที่ยวไม่ห่างจากกรุงเทพฯ มีแหล่งวัฒนธรรมและโบราณสถานมากมาย เป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอันดับ 5 ของไทย รายได้ต่อคนต่อปีอยู่ที่ 465,972 บาท รายได้ครัวเรือนเฉลี่ย 28,778 บาทต่อเดือน

ส่วนที่ศรีราชาก็มีค่าจีดีพีสูงอันดับ 2 ของไทย มีประชากร 5 แสนกว่าคน เป็นศูนย์กลางท่าเรือน้ำลึก มีแรงงานมากกว่า 1.2 แสนคน มีมากกว่า 1,300 โรงงาน ในมากกว่า 10 นิคมอุตสาหกรรม ขณะที่จันทบุรีมีประชากรมากกว่า 5 แสนคน เป็นจังหวัดเศรษฐกิจใหม่ของไทย ทั้งสองจุดหมายนี้ก็ถือเป็นการต่อยอดและเติมเต็มธุรกิจของเราในพื้นที่ภาคตะวันออก จากที่เรามีหลายโครงการอยู่แล้วในเส้นนี้ตั้งแต่ เซ็นทรัลบางนา เซ็นทรัลวิลเลจ ชลบุรี พัทยา ศรีราชา ระยอง เรื่อยไปถึงจันทบุรี โดยเฉพาะการตอบรับกับโครงการอีอีซีของรัฐบาล ที่จะทำให้เศรษฐกิจในแถบนี้เติบโตมากขึ้น

นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ และโครงการของซีพีเอ็น กล่าวว่า โครงการใหม่ที่จะพัฒนาใน 3 จังหวัดที่มีศักยภาพสูงของประเทศ ได้แก่ เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา, ศรีราชา, จันทบุรี เพื่อตอบรับการเติบโตทั้งในด้านการลงทุนในสาธารณูปโภค การค้าของประเทศ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเป็นโครงการมิกซ์ยูสใจกลางเมือง ประกอบไปด้วย

1. โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา’ เมืองอยุธยาถือเป็น strategic location เป็น ‘Hub ของภาคกลางตอนบน’ ครอบคลุมจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี ประชากรเกือบ 2,500,000 คน เป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญที่ต่อขยายจากกรุงเทพฯ และส่งเสริมความเป็นเมืองมรดกโลกโดยยูเนสโก โดยการนำ Kyoto Model มาเป็นต้นแบบเพื่อผลักดันอยุธยาเป็นอีกหนึ่ง Top destination เมืองท่องเที่ยวของโลก ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวกว่า 8.2 ล้านคนต่อปี เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา จะเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ประกอบไปด้วย ศูนย์การค้า, Tourist Attraction, โรงแรม, ที่พักอาศัย และคอนเวนชันฮอลล์ คาดว่าโครงการจะเปิดให้บริการไตรมาสที่ 2 ปี 2564

2. โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา ศรีราชา’ ภายใต้แนวคิด Living Green in Smart City of EEC Center ศรีราชาเป็นเมืองหลักภาคตะวันออก เป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่จะมีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดใน EEC ลงทุนคู่ขนานไปกับภาครัฐ เพื่อเชื่อมโยงกรุงเทพฯ-ชลบุรี เพิ่มจิ๊กซอว์ ศรีราชา-บรรจบระยอง ให้ครบ โดยศรีราชาเป็นเมืองอุตสาหกรรม New S-Curve แห่งอนาคต เป็นศูนย์กลางตลาดไมซ์ของ EEC เฟสติวัล พัทยา บีช, เซ็นทรัล มารีนา พัทยา, เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย และเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่


3. โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา จันทบุรี’ สร้าง format ใหม่ ภายใต้แนวคิด The Shining Gem of EEC Plus 2 ซีพีเอ็นจะปูพรมภาคตะวันออก จะเป็น The Best Modern Living Area ที่แรกที่ดีที่สุดในจันทบุรี มีทั้งศูนย์การค้า, Local market, คอนโดมิเนียมและที่พักอาศัย รวมถึง Premium Sport Club & Social Park ริมน้ำ เป็นมหานครผลไม้เมืองร้อนของโลก และศูนย์กลางการค้าขายพลอยและอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดของโลกมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและไลฟ์สไตล์ คาดว่าจะเปิดบริการปี 2565

4. เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 จะเป็น The Largest Regional mall - Gateway of South Bangkok จะปรับใหญ่ทั้งหมด มีการสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ สวน Central Plearn Park 37 ไร่ คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาสที่ 1 ปี 2565

5. เซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา ภายใต้แนวคิด Living Lab of Ramindra ปรับครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 26 ปี รองรับกลุ่มประชากรที่เติบโตขึ้น พัฒนาตาม Transit-oriented development ให้เป็น TOD format ใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จใไตรมาสที่ 4 ปี 2564

นอกจากนั้น ในปี 2563 จะปรับปรุงและขยายพื้นที่ศูนย์การค้าอีก 12 สาขาทุกภูมิภาค ได้แก่ เซ็นทรัลพลาซา พระราม 9, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา บางนา, เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น, เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี, เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ และเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่แอร์พอร์ต, เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช, เซ็นทรัล มารีนา พัทยา, เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย และเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ “เราอยู่มาได้นาน เพราะเราปรับตัว เราต้องปรับเปลี่ยนให้ทุกโครงการของซีพีเอ็นตอบโจทย์แนวคิดการเป็น ‘Center of Life’ ของผู้คนที่มากกว่าการชอปปิ้ง อีกทั้งเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของทุกไลฟ์สไตล์และทุกกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็น 3rd place และที่สำคัญยุคนี้ลูกค้าไม่ต้องการอะไรที่มากั้นขวาง ทำให้บางแห่งเราต้องออกแบบโดยที่ไม่มีพื้นที่กั้น ลูกค้าสามารถเดินได้ตลอด ที่เราเรียกกันเองว่า เบลอเดอะไลน์ หลายแห่งเราก็ทำแล้วเช่นบางโซนของเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นต้น” นายชนวัฒน์กล่าว

ขณะที่นางสาววัลยาย้ำว่า ในปีหน้า (2563) ซีพีเอ็นจะไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ เพราะเป็นช่วงของการปรับปรุงโครงการเดิมกับการพัฒนาโครงการใหม่ที่ประกาศไว้ ส่วนต่างประเทศก็ยังมีการศึกษาทั้งในประเทศมาเลเซียที่เปิดไปแล้ว 1 โครงการ และศึกษาที่เวียดนามด้วย

“ตอนนี้ธุรกิจค้าปลีกเปลี่ยนไปมาก เราต้องดูผู้บริโภคเป็นหัวใจหลักว่าต้องการอะไร ทั้งการชอปปิ้ง เดินเล่น พักผ่อน ซื้อของ ใช้บริการอื่นๆ นัดพบเพื่อน ทำธุรกิจและความเพลิดเพลิน การออกแบบก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย” นางสาววัลยากล่าว

ส่วนอีก 2 โครงการใหญ่ที่ไม่รวมอยู่ในงบลงทุน 22,000 ล้านบาท คือ โครงการร่วมทุน ‘Dusit Central Park’ ใจกลางกรุงเทพฯ มูลค่าอีกกว่า 36,700 ล้านบาท คาดว่าแล้วเสร็จปี 2567 และการพัฒนาโครงการภายใต้บริษัท GLAND โดยเฉพาะโครงการย่านพระราม 9 เตรียมประกาศโครงการยิ่งใหญ่เร็วๆ นี้ หวังพลิกย่านพระราม 9 ให้เป็น New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ คาดว่าต้นปีหน้าจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

“ไม่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ซีพีเอ็นก็มีการลงทุนต่อเนื่องไม่เคยหยุดมาตลอด 39 ปี” นางสาววัลยาย้ำ

ทั้งนี้ ซีพีเอ็นตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 13% ต่อปี โดยเมื่อปี 2557 มีรายได้รวมประมาณ 23,666 ล้านบาท ส่วนปี 2558 รายได้เพิ่มเป็น 25,000 กว่าล้านบาท ส่วนปี 2559 รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 29,000 กว่าล้านบาท และปี 2560 ไต่ระดับถึง 30,000 กว่าล้านบาท



กำลังโหลดความคิดเห็น...