xs
xsm
sm
md
lg

“ไทยเบฟ” โหม “อาเซียน+6” ตลาดครึ่งโลก จัดทัพขยายธุรกิจอัดงบ 7 พันล้านต่อปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน 360 - “ไทยเบฟ” เปิดวิชัน 2025 โหมตลาดหลัก “อาเซียน+6” คลุมประชากรมากกว่าครึ่งโลก จับตามองกลุ่ม MTV ชี้ 9 เดือนแรกปี 62 ยอดขายรวมทะลุ 205,277 ล้านบาท



นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวในการแถลงทิศทางการดำเนินงานประจำปีว่า ปี 2562 นี้ถือเป็นปีที่เข้าสู่ปีสุดท้ายของวิสัยทัศน์เดิม ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเป็นแผนธุรกิจ ระยะ 3 ปี 2 แผนติดต่อกัน ซึ่งเราได้บรรลุเป้าของแผนที่หนึ่งไปแล้วตั้งแต่ปี 2017

ขณะนี้ได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ เป็นแผนทางธุรกิจสู่เป้าหมายวิชัน 2025 (พ.ศ. 2568) ซึ่งจะเป็นแผน 3 ปี อีก 2 แผน เริ่มตั้งแต่ปี 2020 (พ.ศ. 2563) โดยยังคงเน้นกลยุทธ์ 5 ประการหลัก คือ 1. Growth การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ, 2. Diversity ความหลากหลายของสินค้าและตลาด ขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไทย ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดสำคัญ, 3. Brand การสร้างตราสินค้า, 4. Reach การเข้าถึงลูกค้าทั้ง ฝ่ายการตลาด และการขาย และ 5. Professionalism ความเป็นมืออาชีพด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร

จากนี้ไปตลาดที่อยู่ในปัจจุบันของไทยเบฟคือ อาเซียน ซึ่งจะมีประชากรสูงถึง 700 ล้านคน ภายในปี 2025 รวมถึงนักท่องเที่ยวอีกกว่า 120 ล้านคน ตามเป้าวิสัยทัศน์เดิม 2020 ไม่น่าจะเพียงพอแล้ว จึงมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดอาเซียน+6 (คือ ประเทศในอาเซียน 10 ประเทศ และออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้) ซึ่งตลาดนี้มีศักยภาพยอย่างมาก โดยมีประชากรรวมกันมากกว่าครึ่งโลก และมีประเทศที่มีอัตราการโตของเศรษฐกิจสูงรวมอยู่ด้วยหลายประเทศ เช่น พม่า 7.4%, กัมพูชา 7.2%, ลาว 7.1% และเวียดนาม 6.2% ขณะที่กลุ่มประเทศที่เป็นที่จับตามองในปัจจุบันคือ MTV (พม่า ไทย และเวียดนาม)


ด้านงบประมาณการลงทุนคาดว่าจะอยู่ในวงเงิน 7,000 ล้านบาทต่อปี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีการลงทุนพิเศษอะไรอื่นหรือไม่ เช่น การเทกโอเวอร์ การซื้อกิจการ การร่วมทุน เป็นต้น ทั้งนี้ ปีงบประมาณ ต.ค. 2561-ก.ย. 2562 ได้ลงทุนไปแล้วประมาณ 3,500 ล้านบาท ล่าสุดก็มีการลงทุนในพม่า ซึ่งเป็นตลาดที่เราให้ความสำคัญในการสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีศักยภาพในอนาคตอย่างมาก แม้ว่าทุกวันนี้ปริมาณการดื่มยังน้อยอยู่ที่ 9 ลิตรต่อคนต่อปี ขณะที่เวียดนาม 4 ลิตรต่อคนต่อปี หรือไทย 30 ลิตรต่อคนต่อปีก็ตาม โดยมีจำนวนประชากร 55 ล้านคนมากเป็นอันดับที่ 5 ในอาเซียน เศรษฐกิจโตเฉลี่ย 8% ต่อปี ขณะนี้เปิดเดินเครื่องการผลิตแล้ว

ส่วนกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ จะเน้นไปที่ตลาดใหม่อย่าง พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกปี 2019 (พ.ศ. 2562) ยอดขายรวมกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ทำได้ประมาณ 12,855 ล้านบาท โต 3.4% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้วที่ทำได้ 12,433 ล้านบาท

ส่วนกลุ่มอาหารก็ยังมีการขยายตัวต่อเนื่องด้วยการมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการรับสิทธิ์แฟรนไชส์เคเอฟซี การรับสิทธิ์สตาร์บัคส์ โดยกลุ่มอาหารมีการเติบโตถึง 2 หลัก โดยช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามียอดขาย 11,649 ล้านบาท เติบโต 24.3% และมีกำไร 1,415 ล้านบาท เติบโต 23.7%

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2019 ถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ยอดขายรวมอยู่ที่ 205,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.2% EBITDA เพิ่มขึ้น 21.0% เป็น 36,265 ล้านบาท และ Net profit อยู่ที่ 21,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1% โดยแบ่งเป็นสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มสุรา 43.4%, กลุ่มเบียร์ 44.8%, กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 6.2% และกลุ่มอาหาร 5.7% จากปีงบประมาณ 2561 ที่มีรายได้มาจาก ธุรกิจสุรา 46%, ธุรกิจเบียร์ 41%, ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 7% และธุรกิจอาหาร 6%

ทั้งนี้ รายได้รวมของไทยเบฟ แบ่งสัดส่วนรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 80% และกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหาร 20% โดยมีรายได้จากตลาดในประเทศประมาณ 65% และต่างประเทศประมาณ 35%

อย่างไรก็ตาม นายฐาปนกล่าวว่า การที่เราจะไปถึงปี 2025 ได้นั้นมีเรื่องสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัล ซึ่งวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีสิ่งใหม่ๆ ที่ให้โอกาสทางธุรกิจของเรา และสามารถพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานของเราในเรื่องที่จะเข้าสู่โลกของ Digital Age จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะว่าคนของเราต้องมีความพร้อม จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องวางแผนด้านไอทีของเราไปถึงปี 2030 และกำหนดแผนพัฒนาคนไปถึงปี 2050 เพราะคนที่จะเป็นผู้บริหารในปี 2050 นับไปจากปีนี้ 30 ปี ก็คือคนที่เข้ามาทำงานในไทยเบฟอายุ 20 ปี ที่ในปี 2050 เขาก็จะอายุ 50 ปี เราจึงจำเป็นต้องเฟ้นหาคนที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราจะทำ

นอกจากนั้นก็ยังมีคน 60,000 คนที่อยู่กับเราที่จะต้องเตรียมรองรับกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาในระบบงานของเรา จะมีคนบางส่วนที่ต้องส่งเสริมเรื่องทักษะ และศักยภาพ Upskill บางส่วนต้อง Reskill เพราะงานที่เขาทำอยู่ เช่นขับรถ Forklift ในโกดังของเรา วันข้างหน้ารถ Forklift อาจกลายเป็น Self-driving ทำให้พนักงาน ซึ่งอยู่กับเรามานานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ จึงต้องพัฒนาทักษะด้านอื่นให้เขายังสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรได้ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องมองให้ไกลไปถึงปี 2030, 2040 และ 2050 คือการเตรียมคนให้พร้อม การมองทั้งโอกาสในด้านการตลาด และการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้สอดคล้องกับโลกที่จะเปลี่ยนไป

“ความภาคภูมิใจของกลุ่มไทยเบฟในปีนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจในระดับโลกที่นำมาสู่ภูมิภาคอาเซียน ที่ไทยเบฟได้รับคัดเลือกให้เป็นอันดับที่ 1 ของโลก ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และ Industry leader ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นปีที่ 4 โดยไทยเบฟเป็นเพียงบริษัทเดียวในประเภทอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของอาเซียนที่ได้รับการคัดเลือก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ 2020 ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ที่ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของไทยเบฟ” นายฐาปนกล่าว

นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่, ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารช่องทางการจำหน่าย เผยว่า กลุ่มธุรกิจสุรา ในช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาผลิตภัณท์อย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจในประเทศไทย เราได้เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์สุราขาวรวงข้าวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนมาใช้ขวดใหม่ที่มีการพิมพ์นูนคำว่า “รวงข้าว” ลงไปบนขวด เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเพิ่มขึ้น ในส่วนของสุราสีหงส์ทอง เราจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ขนาดใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สุราหงส์ทองขนาด 1 ลิตรในเดือนนี้


นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มตราสินค้า Kulov ในช่วงต้นปีงบประมาณที่ผ่านมา ได้แก่ KULOV Red Blast RTD และ KULOV Vodka ขนาด 700 ml และในปีงบประมาณหน้า เราจะเปิดตัวสินค้าใหม่สู่ตลาด ได้แก่ KULOV Lemon Pop RTD และ KULOV Vodka ขนาด 1 ลิตร ในส่วนตลาดพม่า เรามีความภาคภูมิใจที่ Grand Royal มียอดขายทะลุ 10 ล้านลังในปีล่าสุด อันเป็นความสำเร็จจากการที่บริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันสำหรับตลาดสุราพรีเมียมจากสกอตแลนด์ บริษัท Inver House ได้ทำการปรับโฉมสุราซิงเกิลมอลต์ Balblair ให้มีความทันสมัยและพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย

นายโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจเบียร์ ประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง เผยว่า “ก้าวที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงของไทยเบฟฯ สู่ปี 2020 สู่การเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยและอาเซียนดูจะไม่ไกล เมื่อตัวเลขภาพรวมตลาดเบียร์ในประเทศไทยปี 2019 เติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทำกิจกรรมการตลาดบนแพลตฟอร์มที่หลากหลายตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค อีกทั้งผลสำรวจล่าสุดจาก IPSOS ยังพบว่า เบียร์ช้างเป็นแบรนด์เบียร์อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ผู้บริโภคจะเลือกดื่ม (FIRST BEER BRAND CONSIDERATION AMONGST CONSUMERS IN THAILAND)

ล่าสุด "เครื่องดื่มตราช้าง" ยังได้สร้างกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์เขย่าวงการลูกหนังไทย ทุ่มงบกว่า 1,100 ล้านบาทสนับสนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยยาวนาน 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2568) ปลุกกระแสช้างศึก #เล่นไม่เลิก ชวนคนไทยส่งใจเชียร์ทีมชาติไทยเข้าไปลุ้นบอลโลก พร้อมเตรียมเซอร์ไพรส์กับกิจกรรมเฉลิมฉลองช้างครบรอบ 25 ปี เปิดตัวเบียร์ “ช้าง 25 ปี โคลด์ บริว ลาเกอร์ (Chang 25th Anniversary Cold Brew Lager)” กับนวัตกรรมการกรองเบียร์โดยใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศา (Sub-Zero Filtration) ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษที่ดึงรสชาติและกลิ่นของมอลต์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ที่จะมาสร้างความคึกคักให้ตลาดเบียร์ไทย และจะยังคงเดินหน้าลุยธุรกิจเบียร์และสานต่อกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ ผมยังมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของ Sustainability ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ปีนี้ไทยเบฟได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำอันดับ 1 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มของโลก (Industry Leader) ซึ่งหมายถึงการเป็นบริษัทที่มีการพัฒนาความยั่งยืนในมาตรฐานสากลในระดับโลก ที่จัดทำโดย S&P Dow Jones ให้เป็นสมาชิกใน DJSI ประจำปี 2562 โดยได้รับการยอมรับในการเป็นผู้นำสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในกลุ่มดัชนีความยั่งยืน DJSI World Market และได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นปีที่ 4


ทั้งหมดนี้ ภาคอุตสาหกรรมในระดับโลกมีเพียง 60 บริษัทเท่านั้นที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งไทยเบฟสามารถทำคะแนนรวมสูงสุดได้ 92 คะแนนสูงสุด จาก 61 ประเภทอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งไทยเบฟทำคะแนนได้ดีเหนือคู่แข่งใน 15 ด้าน คือ Brand Management, Customer Relationship Management, Health & Nutrition, Innovation Management, Materiality, Policy Influence, Supply Chain Management, Tax Strategy, Climate Strategy, Environmental Reporting, Genetically Modified Organisms, Packaging, Corporate Citizenship and Philanthropy, Human Rights และ Social Reporting

นอกจากนี้ ยังสามารถทำคะแนนเต็ม 100 คะแนนใน 12 หัวข้อ ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับปีก่อน ได้แก่ Brand Management, Health & Nutrition, Innovation Management, Materiality, Policy Influence, Environmental Reporting, Packaging, Corporate Citizenship and Philanthropy, Social Reporting, Tax Strategy, Genetically Modified Organisms และ Climate Strategy ทั้งนี้ ใน 3 หัวข้อหลัง ไทยเบฟสามารถทำคะแนนประเมินได้เต็ม 100 เป็นครั้งแรก ผลการประเมินในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของไทยเบฟ ที่สะท้อนให้เห็นว่าเรามีความมุ่งมั่นที่จะลงมือทำอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง และสามารถวัดผลสำเร็จได้จริง พร้อมมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ใส่ใจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับโลกอย่างแท้จริง”

นายเอ็ดมอนด์ เนียว รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่, ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มบริหารการลงทุนตราสินค้า เผยว่า “การริเริ่มผลิตเบียร์ช้างในโรงเบียร์ Emerald Brewery ในสหภาพพม่า เสริมสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งให้กับไทยเบฟฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเบฟฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมกับ บริษัท เฟรเซอร์ และนีฟ จำกัด (“F&N”) ในการสร้างโรงงานเพื่อผลิตเบียร์ช้างในประเทศพม่า การเริ่มต้นในการดำเนินการภายใต้ Emerald Brewery ของ F&N เกิดขึ้นที่เขตชุมชนเลกู เมืองย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพพม่า

โดยเป็นการขยายการดำเนินงานของกลุ่มไทยเบฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเสริมสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งให้กับไทยเบฟฯ ในฐานะผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในภูมิภาค นำโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเบียร์มานานหลายปี และเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งทำให้ Emerald Brewery สามารถผลิตเบียร์ช้างที่มีคุณภาพสูงได้อย่างยั่งยืน โดย Emerald Brewery มีกำลังการผลิตปีละประมาณ 50 ล้านลิตร มีการบรรจุเบียร์ในบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลระดับโลกเพื่อจัดจำหน่ายทั่วประเทศใน 5 รูปแบบ คือ แบบขวดปริมาณ 320 มล. และ 620 มล., แบบกระป๋อง 330 มล. และ 500 มล. รวมทั้งแบบถังปริมาณ 30 ลิตร

นายเบนเนตต์ เนียว กรรมการผู้อำนวยการ ซาเบโก้ เบียร์ เบฟเวอเรจ คอเปอเรชั่น เผยว่า “Sabeco ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทระดับสากลที่ดำเนินงานอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้ Sabeco อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นบริษัทที่รวมข้อมูลเชิงลึกของท้องถิ่น มีความภาคภูมิใจในบริษัท และเคารพในวัฒนธรรมเวียดนาม และเปิดรับแนวทางปฏิบัติและนวัตกรรมสากล ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานธุรกิจในเวียดนาม และเมื่อมีพร้อมแล้วก็จะสามารถขยายสถานะของเราสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ฝ่ายบริหารได้ให้ความสำคัญกับ 7 Pillars ของ Sabeco:
•การขาย: ระบบผลตอบแทนตัวแทนจำหน่าย และความสามารถ ศักยภาพในด้านการขาย
•การลงทุนในตราสินค้า: New brand positioning การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์
•การผลิต: ก่อสร้างโรงเบียร์แห่งที่ 26 เสร็จสิ้น มีแผนการขยายโรงเบียร์
•Supply chain: การดำเนินงานและบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามา
•ต้นทุน: การลดต้นทุนของวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการบริหาร
•WARM Employee: โครงสร้างเงินเดือนใหม่ซึ่งพิจารณาตามผลงาน วัฒนธรรมใหม่บนพื้นฐานของ Global Value ของ ThaiBev
(WARM: Willing, Able, Ready, Motivated)
•คณะกรรมการบริหาร: การมอบอำนาจ; กลยุทธ์ระยะยาว

7 Pillars ให้เกิดผลผ่าน SABECO 4.0
2019 Highlight: การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562
การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อฟื้นคืนภาพลักษณ์ให้ดูใหม่แก่ Bia Saigon เป็น Rising Spirit ของ Young Progressive Vietnam มีการใช้มังกรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเวียดนามที่กำลังเติบโตได้ถูกนำมาใช้อย่างเด่นชัดและสม่ำเสมอ โดย Bia Saigon จะกลายเป็นแบรนด์หลัก”

นายลี เม็ง ตัท กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และ นายเลสเตอร์ ตัน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ประเทศไทย เผยว่า ธุรกิจ NAB ในประเทศไทยมีความเติบโตโดยมีผลประกอบการดีขึ้น 42.6% จากปีต่อปี โดยเน้นที่ปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น ในส่วนของการดำเนินธุรกิจภายใน เรามุ่งเน้นที่การขายสินค้า ด้วยมาร์จิ้นที่สูงขึ้นผ่านช่องทางที่มีกำไรที่มากขึ้น


ในส่วนด้านระบบจัดการ เรามองหาวิธีการประหยัดต้นทุนที่สูงขึ้นทั่วทั้งระบบ และในส่วนของภายนอกเราเน้นเรื่องการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลต่ำและไม่มีน้ำตาลได้รับความนิยมมากขึ้น โดยธุรกิจ NAB เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเรามั่นใจว่าเราจะช่วยส่งเสริมธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของไทยเบฟอย่างต่อเนื่อง

นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย เผยว่า กลุ่มธุรกิจอาหารยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับไทยเบฟ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “วิสัยทัศน์ 2020” โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา (YTD 9 เดือน : ต.ค. 61-มิ.ย. 62) ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งยอดขายและกำไร


ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต ได้แก่ (1) การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ซึ่งในปีนี้กลุ่มธุรกิจอาหารเปิดสาขาใหม่ไปทั้งสิ้น 59 สาขา (ต.ค. 61-ก.ย. 62) ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจอาหารของไทยเบฟฯ ที่ดำเนินการทั้งสิ้นมีอยู่ 23 แบรนด์ เปิดให้บริการทั้งสิ้น 620 สาขา แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารควิกเซอร์วิสเรสเตอรองต์ (QSR) เคเอฟซี จำนวน 305 สาขา ฟู้ดแอนด์เอเชีย 49 สาขา และร้านโออิชิ 266 สาขา (2) การทำการตลาดและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมอาหาร ที่สร้างความแปลกใหม่ ตื่นเต้นให้แก่ผู้บริโภค

(3) การให้ความคุ้มค่าแก่ผู้บริโภค โดยคำนึงถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการที่เรามอบให้ผู้บริโภคเป็นลำดับแรกๆ (4) การให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล พร้อมรองรับการขยายตัวของตลาดดีลิเวอรีกลุ่มธุรกิจอาหารที่ตอบสนองความต้องการด้านความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคในยุคนี้ (5) การมุ่งเน้นพัฒนาด้านต่างๆ ภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ของงานให้ดียิ่งขึ้น

ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มทรัพยากรบุคคล เผยว่า “กลุ่มไทยเบฟกำลังเดินทางสู่ช่วงปี 2020 ในฐานะบริษัทชั้นนำระดับอาเซียน ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 60,000 คน ซึ่งกว่าครึ่งเป็นพนักงานรุ่นใหม่หรือเจน Y กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จคือการเพิ่มพูนศักยภาพของพนักงานในยุคดิจิทัล ร่วมกันผสานพลังทั้งกลุ่มโดยเฉพาะการสร้างให้อาเซียนเป็นบ้านของเราอย่างแท้จริง ซึ่งในปีที่ผ่านมาเราเชื่อมโยงประสบการณ์พนักงานในกลุ่มด้วยระบบ Beverest ซึ่งเป็นระบบ Cloud system ทำการพัฒนาผู้มีศักยภาพของกลุ่มตั้งแต่ระดับคนรุ่นใหม่ไปถึงผู้บริหารระดับสูง ร่วมกันทั้งไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และพม่า และนอกจากนี้ ไทยเบฟได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Best Companies to Work for in Asia 2019 จากนิตยสาร HR Asia ซึ่งทำการวิเคราะห์ข้อมูลวัฒนธรรมพนักงานระดับนานาชาติ สอดคล้องกับแนวทางโอกาสไร้ขีดจำกัด หรือ Limitless Opportunities ของไทยเบฟ ได้แก่ โอกาสการเติบโตในสายอาชีพ โอกาสการเชื่อมความสัมพันธ์ และโอกาสสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคม ทั้งในระดับประเทศไทย และอาเซียน”

ปัจจุบันกลุ่มบริษัทไทยเบฟฯ มีพนักงานรวมประมาณ 60,000 คน โดยในจำนวนทั้งหมดนี้มีประมาณ 50% หรือครึ่งหนึ่งที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เจเนอเรชันวายและมิลเลเนียม ซึ่งที่ผ่านมาจากการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันไทยเบฟมีสัดส่วนผู้บริหารที่เป็นคนอาเซียนประมาณ 20% และในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 25%



กำลังโหลดความคิดเห็น...