xs
xsm
sm
md
lg

“สุริยะ” ดึงคลื่นลงทุนญี่ปุ่นระลอกใหม่มาไทย โชว์ศักยภาพอีอีซี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ญี่ปุ่น” ยังคงเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยครองแชมป์สูงสุดเป็นอันดับ 1 จากจำนวนโครงการลงทุนตรงจากต่างประเทศ โดยครึ่งปีแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย. 6 ) มีโครงการจากญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สูงสุดด้วยจำนวน 114 โครงการ คิดเป็น 24% ของจำนวนโครงการลงทุนต่างชาติรวมครึ่งปีแรก 468 โครงการ และมีมูลค่าลงทุนสูงสุดเช่นกันที่ 42,454 ล้านบาท คิดเป็น 29% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดที่ยื่น 147,169 ล้านบาท

ปัจจุบันธุรกิจญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยกว่า 6,000 กิจการ และนับเป็นการเข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศจีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งภาวะสงครามการค้าโดยเฉพาะสหรัฐฯ กับจีนที่ยังคงมีทีท่าว่าจะยืดเยื้อเริ่มกดดันให้ธุรกิจของญี่ปุ่นมองการกระจายการลงทุนออกจากจีนมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีฯ จากสหรัฐฯ ประกอบกับธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ก็เริ่มมีการทยอยย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศต่อเนื่องจากภาวะต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้นโดยเฉพาะค่าแรง ดังนั้นไทยจึงกลายเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญของการเคลื่อนย้ายการลงทุนของญี่ปุ่นระลอกใหม่อีกครั้ง

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ประกอบกับบีโอไอได้มีการออกแพกเกจเร่งรัดการลงทุนและรองรับการย้ายฐานการผลิตสืบเนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้า หรือ Thailand Plus Package 7 ด้าน จึงทำให้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยทีมงานระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงฯ ใช้จังหวะนี้เดินทางไปดึงการลงทุนตรงถึงประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 24-28 ก.ย. โดยได้เดินทางไปยังจังหวัดโทยามะซึ่งเป็นจังหวัดลำดับ 13 ที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงนามความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและเชื่อมโยงเอสเอ็มอีของไทยและญี่ปุ่นเมื่อ 19 ธ.ค. 2557 จากการลงนามกับรัฐบาลกลาง 5 แห่งและรัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่นรวม 22 แห่ง และหน่วยงานเอกชนญี่ปุ่น 3 แห่ง รวมกว่า 30 ฉบับ

ทั้งนี้ โทยามะถือเป็นเมืองรองที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายที่จะเข้าไปเจาะเพื่อดึงการลงทุนมากขึ้นเนื่องจากไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการลงทุนขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นได้ลงหลักปักฐานในไทยไปเกือบหมดแล้ว แต่กระนั้น ศักยภาพของธุรกิจเอสเอ็มอีและธุรกิจสตาร์ทอัพของญี่ปุ่นล้วนมีนวัตกรรมขั้นสูงที่ไทยมีเป้าหมายจะดึงการลงทุน และโทยามะถือเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตที่หลากหลายและตรงเป้าหมายที่ไทยต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร อุปกรณ์หุ่นยนต์ การผลิตยาและเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบันธุรกิจจากจังหวัดโทยามะเข้าไปลงทุนในไทยแล้วทั้งสิ้น 65 บริษัท “สุริยะ” จึงตั้งเป้าหมายที่จะให้การลงทุนเพิ่มเป็นอย่างน้อย 100 บริษัทในปี 2564

ขณะที่กรุงโตเกียวนั้น ทีมงานกระทรวงอุตสาหกรรมที่นำทัพโดย “สุริยะ” ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายอิสซู ซูกาวาระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (เมติ) ซึ่งถือเป็นกระทรวงเศรษฐกิจหลักของญี่ปุ่นที่เป็นตัวแปรสำคัญในการช่วยดึงทัพการลงทุนจากญี่ปุ่นมาไทยอีกครั้ง ด้วยเพราะนายฮิโรชิเกะ เซโกะ รมว.เมติ คนก่อนเคยได้นำคณะธุรกิจญี่ปุ่นราว 500-600 คนมาเยือนไทยระหว่าง 11-13 กันยายน 2560 และได้ลงไปศึกษาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของไทย และครั้งนี้นายสุริยะได้เชิญชวนให้ รมว.เมตินำทัพธุรกิจญี่ปุ่นมาดูศักยภาพความพร้อมของการลงทุนในไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางเมติรับปากจะมาเยือนไทยอีกครั้งแน่นอน

ขณะเดียวกัน ทางเมติยินดีที่จะสานนโยบาย Connected Industries ที่ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่นไปสู่ 4.0 และเชื่อมไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) พร้อมให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนการดึงลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ (Automation) และระบบหุ่นยนต์ (Robotic) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้มีการลงนามกับสมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTECS) เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ Internet of Things (IoTs) ซึ่ง กสอ.วางเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนา System Integrator หรือ SI (ผู้ที่ทำหน้าที่ออกแบบและติดตั้งระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรม) 1,400 รายภายใน 4 ปี และจากการหารือกับนายทาเคชิ อุชิยามาดะ ประธาน JTECS และในฐานะประธานบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ จำกัด ที่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของไทยต่อฐานการผลิตรถยนต์ของโตโยต้า เช่นเดียวกับการพบปะกับผู้บริหารของบริษัทมิตซูมิชิ มอเตอร์ส จำกัด ที่ยังคงให้ความสำคัญต่อฐานการผลิตรถยนต์ในไทย

ส่วนการหารือกับนายอิชิซูกะ ฮิโรอากิ ประธานองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (NEDO) พร้อมด้วยคณะจะร่วมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงานผ่านโครงการต่างๆ รวมถึงนโยบาย BCG คือ Bio Economy, Circular Economy และ Green Economy เพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของทั้ง 2 ประเทศ ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่นในสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (ไคดันเรน) ซึ่งมีบริษัทชั้นนำจำนวน 33 บริษัท 46 รายเข้าร่วมหารือ ก็ยืนยันไทยยังคงเป็นประเทศเป้าหมายหนึ่งของการลงทุนจากญี่ปุ่น เป็นต้น

การหารือกับภาคธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ในญี่ปุ่นครั้งนี้ นายสุริยะได้ตอกย้ำให้เห็นถึงนโยบายของประเทศไทยที่วางยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการมุ่งนำนวัตกรรมทันสมัยมายกระดับการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่วางแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 3 จังหวัดนำร่อง (ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย



แผนการพัฒนาอีอีซีได้กำหนดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก 5 โครงการ (EEC Project List) ไว้เพื่อเพิ่มศักยภาพการลงทุนในไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3, โครงการเมืองการบินภาคตะวันออกสนามบินอู่ตะเภา, โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน สนามบินอู่ตะเภา, โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ที่จะทำให้เชื่อมโยงระบบขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญจะเป็นการเปิดประตูสู่การค้าและการลงทุนไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) และเชื่อมต่อไปยังจีน

“ผมได้ยืนยันกับนักลงทุนญี่ปุ่นถึงศักยภาพของไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งการเมืองที่ปัจจุบันได้มีรัฐบาลชุดใหม่มาจากการเลือกตั้ง และมุ่งที่จะขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ฐานเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นนวัตกรรมทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่ม และพร้อมที่จะเปิดให้นักลงทุนเข้ามาหาที่กระทรวงอุตสาหกรรมหากมีอุปสรรคหรือสิทธิประโยชน์ลงทุนสามารถคุยกันได้” นายสุริยะตอกย้ำให้เห็นถึงนโยบายของไทยที่พร้อมเจรจาเป็นรายบริษัทเพื่อแก้ไขอุปสรรคและสิทธิประโยชน์การลงทุน (Taylormade) เพื่อดึงการย้ายฐานการลงทุนจากประเทศต่างๆ มาไทยมากขึ้น



ทั้งนี้ จากการพบปะนักธุรกิจญี่ปุ่นในเกือบทุกเวทีต่างชื่นชมนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของไทยเพื่อวางเป้าหมายให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางในอนาคต แถมยังมีข้อมูลถึงโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอีอีซีเป็นอย่างดี โดยนักลงทุนญี่ปุ่นได้เสนอแนะให้ไทยเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีโดยเร็ว รวมถึงพัฒนาแรงงานที่มีฝีมือทักษะระดับสูงเพื่อให้ก้าวสู่ยุค 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุด หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของอีอีซีคือ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) ได้มีการลงนามร่วมลงทุนระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม กับบริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล แล้วเมื่อ 1 ต.ค. ส่วนที่เหลือคาดว่าจะมีการทยอยลงนามสัญญาตามกันมาแบบติดๆ จะเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเข้ามายังไทยโดยเฉพาะการลงทุนจากญี่ปุ่นอีกระลอกหนึ่ง


กำลังโหลดความคิดเห็น...