xs
xsm
sm
md
lg

“สุริยะ” จ่อชง ครม.เคาะแผนพัฒนาอุตฯ อาหารแห่งอนาคตภายใน 2 เดือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“สุริยะ” เผยไทยแลนด์ 4.0 ทางออกเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก ดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารสร้างนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตชง ครม.ภายใน 2 เดือน พร้อมเร่งหารือคมนาคมดึงลงทุนระบบรางเข้าไทย วางเป้าดัน ศก.ไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางภายใน 10 ปีข้างหน้า

วันนี้ (23 ก.ย.) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนา The Next Thailand 4.0 ทางออกเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก จัดโดย ibusiness.co และธนาคารกรุงไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูงจากทั้งภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอมริกากับจีน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และล่าสุดยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานหลังมีการใช้โดรนโจมตีซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดเด่นที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ตามแนวทางยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนา โดยเฉพาะแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายใน 2 เดือน

“อุตสาหกรรมอาหารจะมุ่งเน้นนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่า ที่จะเป็นนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่จะมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคมนาคมที่จะขับเคลื่อนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนระบบราง ตู้ขนส่งรถไฟ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยคาดการณ์ว่าใน 20 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการโบกี้ราว 1.5 หมื่น ดังนั้นจึงจะเร่งสรุปเร็วๆ นี้” นายสุริยะกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลวางเป้าหมายให้ไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางภายใน 10 ปี จากปี 2561 รายได้ต่อประชากรของไทยอยู่ที่ 6,610 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี เทียบกับรายได้ขั้นต่ำของประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ 12,235 ดออลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ก่อนที่ไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยขั้นต่ำ 6.4% ต่อปีต่อเนื่อง 10 ปีนับจากนี้ ซึ่งหากจะก้าวไปสู่จุดนี้จะต้องเร่งการพัฒนานวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้วางโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมที่จะทยอยออกมาช่วยให้ไทยสามารถช่วงชิงความได้เปรียบในการเป็นฐานผลิต รวมถึงการประสานการดำเนินงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อจัดทำร่างกรอบแนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของการลงทุนเพื่อชักจูงและรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติมายังประเทศไทย ซึ่งจากการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการ นักลงทุน ในการจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจ ประจำปี 2562 พบว่าประเทศไทยยังมีจุดเด่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน

“ไม่ใช่แค่อีอีซี และการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน 11 แห่งเท่านั้น แต่จะต้องมีการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจฐานชีวภาพ หรือ Bio Economy และเกษตรอุตสาหกรรม เป็นศูนย์กลาง การสร้างผู้ประกอบการ SME และการพัฒนาเศรษฐกิจและผู้ประกอบการฐานราก และ Start Up รวมถึงกลไกการ Reskill ให้พี่น้องประชาชนสามารถทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ หรือประกอบกิจการเองในธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างทั่วถึงทุกภูมิภาค ทั่วประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหารวยกระจุก จนกระจายได้” นายสุริยะกล่าว

คำต่อคำ : สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ งานสัมมนา NEXT Thailand 4.0 ทางออกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ท่านสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ท่านผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ท่านวิทยากร ท่านผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนทุกท่าน วันนี้ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบทุกท่านในงานสัมมนา The Next Thailand 4.0 ทางออกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก และได้รับเกียรติมาบรรยายร่วมกับมนตรีที่เป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลในวันนี้

สถานการณ์การแข่งขันทางการค้าและระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีรูปแบบที่สลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนในทุกมิติ ล้วนเป็นความท้าทายที่ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยจะต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่สงครามการค้าระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนกับสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นขึ้น และก็ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การส่งออกในภาพรวมของโลกชะลอตัวลงมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว

จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนมีรายงานว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนไตรมาส 2 ที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 6.2 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเจริญเติบโตของผลผลิตอุตสาหกรรมล่าสุดของจีนในเดือนสิงหาคมก็ขยายตัวเพียงร้อยละ 4.4 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ถือว่าเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ซึ่งดัชนีต่างๆ เหล่านี้ชี้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและของโลกนั้นมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขให้ลดลงจากเดิมแทบทุกไตรมาส ทั้งนี้ การที่มีมูลค่าการส่งออกในภาพรวมของโลกชะลอตัวลง ไม่ได้เกิดการชะลอตัวเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่กรณีอย่างสหรัฐฯ และจีนเท่านั้น จากการศึกษาวิเคราะห์ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และข้อมูลจาก Global Trade Atlas พบว่าตั้งแต่เดือนมีนาคม ปีที่แล้วเป็นต้นมาที่สหรัฐฯ ได้ประกาศสงครามการค้ากับจีน การค้าโลกโดยรวมก็เริ่มชะลอตัวจนกระทั่งหยุดการขยายตัว และเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว หรือประมาณ 6 เดือนหลังจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนปะทุขึ้นนั้น การหดตัวการค้าของโลกในภาพรวมเริ่มดิ่งหัวลงชัดเจน นอกจากสงครามการค้านี้จะส่งผลเกิดการหดตัวของการค้าโลกแล้ว ยังตามมาด้วยกับนโยบายการปรับค่าเงินหยวน และการปรับตัวของค่าเงินสกุลต่างๆ ความไม่ชัดเจนของความยืดเยื้อของสงครามการค้านี้ มีผลกระทบแม้กระทั่งที่ญี่ปุ่นประกาศตั้งกำแพงตรวจสอบการส่งออกสารเคมีสำคัญที่ใช้ในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเกาหลีใต้ ปัญหาในฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดการค้าและที่ตั้งของตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก การที่เวียดนามออกมาตรการกีดกันการค้าโดยได้ใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และอันนี้จะลามไปถึงประเทศต่างๆ ในอาเซียน และล่าสุดแนวโน้มของซัปพลายและราคาน้ำมันที่จะถูกกระทบจากการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ในซาอุดีอาระเบีย และยังอาจลามไปสู่การประกาศสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ในสถานการณ์โกลาหลของโลกที่ผมได้กล่าวมานี้ กับการรวมของโลกที่หดตัว ยังถูกสมทบด้วยการปฏิวัติทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกิดจากแรงกดดันของข้อกำหนดระเบียบของประเทศต่างๆ เช่น ข้อกำหนดมาตรฐานมลพิษ มาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น หรือแรงกดดันจากประชาคมโลก เช่น แรงต้านการใช้พลาสติกจากปัญหาขยะพลาสติกในท้องทะเล การลดการสร้างขยะ และการลดการใช้น้ำมัน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความลิมิตของสภาวะแวดล้อมของโลกใบนี้ จากประชากรโลกที่หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ การใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างจำกัด การบริโภคและการขยายเศรษฐกิจ

คำถามสำหรับประเทศไทย ที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม คือในภาวการณ์เช่นนี้ประเทศไทยของเราจะมีเศรษฐกิจที่อยู่รอดแล้วเติบโตได้อย่างไร คนไทยจะสามารถก้าวข้ามรายได้ขั้นกลาง และมีการกระจายความเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคได้อย่างไร ในทุกสถานการณ์วิกฤตย่อมมีทางออก ถ้าเรามองหาแล้วมุ่งไปสู่ทางออกที่มีอยู่นั้น ถึงแม้ว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เป็นเครื่องบั่นทอนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ผมก็ยังเชื่อว่าเรายังมีโอกาสในหลายๆ ด้านที่จะเป็นปัจจัยบวกที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปสู่การเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าพวกเราจะเดินทางไปสู่ทางออกนั้น ซึ่งในวิกฤตนี้ เส้นทางที่พวกเราจะต้องเดินออกไป ก็คือเส้นทางที่จะต้องพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตจะต้องไม่ใช่เพียงการขยายผลิตผลการเกษตรที่เป็น commodity หรือการจ้างการผลิตแบบ OEM หรือการเคลื่อนการท่องเที่ยวแบบ Low End หรือการพึ่งพาการส่งออก และการพึ่งพาเศรษฐกิจของประเทศอื่นเป็นหลัก

ซึ่งเส้นทางเหล่านี้เป็นเส้นทางที่ประเทศไทยเคยเดินมาตลอด แต่เราจะต้องมีเส้นทางเดินใหม่ เส้นทางที่การพัฒนาประเทศไทยที่มีปลายทางอยู่ที่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งในมิติของเศรษฐกิจหมายถึงเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ หนึ่ง ประเทศไทยจะต้องเติบโต ก้าวผ่านรายได้ขั้นต่ำให้ได้ ก่อนที่จะเป็นประเทศสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว การที่จะก้าวข้ามกับดักรายได้ชั้นกลางมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้

จากการรวบรวมข้อมูลจากต่างประเทศในผลงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่ามี 13 ประเทศ จาก 100 ประเทศ ที่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ชั้นกลางในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของประเทศที่พัฒนาแล้วก็คือ 12,345 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ในขณะที่ข้อมูลล่าสุด คือปี 2561 รายได้ต่อประชากรของไทยอยู่ที่ 6,610 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี นั่นหมายความว่าถ้าประเทศไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ชั้นกลางภายใน 10 ปี ก่อนที่ประเทศไทยจะไปเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยจะต้องมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยขั้นต่ำ อย่างน้อยต้องร้อยละ 6.4 ต่อปี ตลอดระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้

การที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในอัตราร้อยละ 6.4 อย่างต่อเนื่องใน 10 ปี ในสถานการณ์ข้อจำกัดที่ประเทศไทยมิได้มีทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่เหลือเฟืออย่างในอดีต และสินค้าเดิมๆ ที่เราผลิตส่งออกอยู่เริ่มเป็นที่ต้องการน้อยลงเรื่อยๆ ในตลาดโลกนั้น ทำให้เราจำเป็นต้องก้าวสู่การสร้างอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการที่โลกอนาคตต้องการ ที่เรารู้จักกันในชื่อ อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve Industry และการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ อุตสาหกรรม โดยการสร้างมูลค่าด้วยปัญญา หรือ Value Creation ผ่านการสร้างนวัตกรรม การยกระดับมาตรฐาน การปฏิรูปการยกระดับผลิตภาพด้วยการใช้เครื่องจักรกลและระบบดิจิทัลอย่างทันโลก

สอง ประเทศไทยจะต้องเติบโตอย่างสมดุล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เราจะต้องเลือกทำการเกษตร การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรม และการใช้ชีวิต ในรูปแบบที่ไม่ไปบุกรุกหรือทำความเสื่อมโทรมให้กับทรัพยากรธรรมชาติ เลือกผลิตสินค้าที่ไม่สร้างปัญหาขยะหรือสิ่งแวดล้อม ที่ท่านนายกฯ เรียกว่า BCG Model หรือ Bio Circular and Green Economy และจะต้องมีการปฏิรูปวิธีการกำกับดูแลการทำการเกษตร การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งในด้านอุตสาหกรรมนั้นคือการปฏิรูปด้านกฎหมายอุตสาหกรรมหลายฉบับ และนำกลไกการรายงานติดตามผลการประกอบการผ่านระบบดิจิทัลมาเริ่มใช้อย่างจริงจัง

สาม ประเทศไทยจะต้องเติบโตอย่างทั่วถึง ทุกภูมิภาค ซึ่งมิใช่เพียงโครงการพัฒนาพื้นที่หลัก เช่น การดำเนินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี และพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน 11 แห่งเท่านั้น แต่จะต้องมีการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจฐานชีวภาพ หรือ Bio Economy และการเกษตรอุตสาหกรรม เป็นศูนย์กลางการสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการพัฒนาเศรษฐกิจและผู้ประกอบการฐานราก รวมถึงสตาร์ทอัพ และกลไกการรีสกิลให้พี่น้องประชาชนสามารถทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ หรือประกอบกิจการเองในธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างทั่วถึง

จากเป้าประสงค์ 3 ประการข้างต้นนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ถอดรหัสออกมาเป็นอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย โดยผมเองนั้นได้มอบนโยบายแก่หน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม จากเดิมที่ใช้แรงงานที่เข้มข้น และเทคโนโลยีอย่างง่ายๆ ผลิตสินค้าและบริการที่ไม่ซับซ้อน มาสู่อุตสาหกรรมที่มีความต้องการในอนาคต สามารถสร้างมูลค่าด้วยความรู้ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่า เพื่อให้เกิดการยกระดับผลิตภาพการผลิต ผลักดันให้ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูงเพียงพอที่จะก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ควบคู่กับการกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานราก และการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ ทุกสาขา ทุกระดับ และภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน รวมถึงภาคเอกชน ใน 3 เรื่องหลัก คือ หนึ่ง การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่มูลค่าสูงขึ้น ทำให้การย้ายแรงงานจากอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง นำไปสู่การยกระดับรายได้ของประชาชาติ ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่มีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเป็นจำนวนมาก ทำให้การสร้างและการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นส่งผลกระทบต่อคนเป็นจำนวนมาก และต้องเป็นการที่สอดคล้องกับศักยภาพของไทย มีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา และสามารถแข่งขันได้ในอนาคต ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่าง 3-4 อุตสาหกรรมให้เห็นภาพ

อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทยนับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมากที่สุด เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีผลผลิตทางเกษตรเป็นจำนวนมาก สามารถนำมาต่อยอดไและใช้เป็นวัสดุได้ดี มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต และการแปรรูปที่มีความทันสมัย อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานจำนวนมาก โดยประเทศไทยนั้นมีผู้ประกอบการประมาณ 110,000 คน มีการจ้างงานกว่า 8 แสนคน มีมูลค่าการส่งออกอาหารกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี

เป็นที่ทราบกันดีว่าเทรนด์ในปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยจากการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเทรนด์ของทั่วโลกที่มุ่งสู่ Healthy Society ในขณะเดียวกันก็มีนวัตกรรมด้านการผลิตอาหารมากมาย มีอาหารฟังก์ชัน เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมคอเลสเตอรอล หรือน้ำตาล ผลิตภัณฑ์บำรุงสมองและหัวใจ มีการแสดงข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการ และมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อความสะดวกของผู้บริโภคมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้มูลค่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพทั้งของโลกและของไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี โดยมีมูลค่าในปี 2560 ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพอาหารฟังก์ชัน หรืออาหารเฉพาะกลุ่มต่างๆ จึงเป็นโอกาสหรือเป็นทางเลือกที่ใช่สำหรับประเทศไทยที่จะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าสูงเหล่านี้ให้สู่ตลาดมากขึ้น ต้องส่งเสริมให้มีการนวัตกรรมในการวิจัย พัฒนา รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนาระเบียงอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในขณะนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังจะนำเสนอมาตรฐานและมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูประยะ 10 ปีต่อรัฐคณะมนตรี โดยแผนดังกล่าวมีเป้าหมายระยะยาวเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคตแห่งอาเซียน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านมาตรการหลัก ได้แก่ การสร้างนักรบอุตสาหกรรมพันธุ์ใหม่ การสร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต การสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการสร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสร้างช่องทางการตลาดภายในประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

อุตสาหกรรมชีวภาพ เป็นอุตสาหกรรมที่สามารถพัฒนาต่อยอดจากความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย และยังมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอีกมากมาย ที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมชีวภาพเป็นเหมือนอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์ อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ดังนั้น อุตสาหกรรมชีวภาพจึงเป็นอุตสาหกรรมที่กระทรวงฯ ได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการกระจายผลการพัฒนาไปยังกลุ่มใหญ่ของประเทศได้ด้วย ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเล็งเห็นโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมชีวภาพ และได้ออกมาตรการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพ และผลักดันการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจนเกิดผลเป็นรูปธรรม

อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตและรถไฟฟ้า จากการที่ประเทศไทยมีปัญหามลพิษและฝุ่นขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาท่านที่อยู่อาศัยในตึกสูงๆ คงเห็นหมอกควันต่างๆ ของฝุ่น PM 2.5 ที่เริ่มกลับเข้ามาปกคลุมกรุงเทพมหานครเร็วกว่าในปีที่ผ่านๆ มา แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกก็ตาม สถานการณ์มลพิษนี้ทำให้เกิดประกาศบังคับด้านมาตรฐานทั่วโลกเข้มงวดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น มาตรฐานยูโร 6 ทำให้ไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตยานยนต์โลกจำเป็นต้องเร่งปรับตัวยกระดับมาตรฐานรถยนต์โดยด่วน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวใช้ และเพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่เป็นที่ยอมรับและต้องการของประชาคมโลก

นอกจากการยกระดับมาตรฐานรถยนต์ที่ผลิตในประเทศให้เป็นมาตรฐานสากลแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ที่มีห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูง โดยผลักดันการดำเนินงานตามมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีมูลค่าที่ค่ายรถยนต์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารวมเป็นเงิน 53,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติที่ได้รับรองตามมาตรฐาน R17 และได้เปิดทำการทดสอบแล้ว รวมทั้งมีการประกาศใช้ มอก.ด้านยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว 11 เรื่อง

อุตสาหกรรมระบบราง ก็เป็นอุตสาหกรรมอีกอันหนึ่งที่ทุกท่านทราบว่าปัจจุบันภาครัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งเรื่องระบบราง ที่ผ่านมาประเทศไทยมีมูลค่าเพิ่มในส่วนของการก่อสร้างทางการโยธา แต่สูญเสียเงินตราต่างประเทศและสูญเสียโอกาสการพัฒนาศักยภาพของทางไทยโดยไม่จำเป็น จากการทีเราต้องนำรถไฟและรถไฟฟ้าจากต่างประเทศมาโดยตลอด ทั้งที่ประเทศไทยเองเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีศักยภาพสูง และพร้อมที่จะผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนโรงงานผลิตและประกอบรถไฟและรถไฟฟ้าได้ และที่สำคัญก็คือ ในอนาคตระยะเวลาประมาณ 20 ปี คาดว่าจะมีความต้องการตู้รถไฟฟ้าและตู้รถไฟกว่า 11,500 ตู้ ซึ่งจำนวนนี้เพียงพอต่อการตั้งโรงงานผลิตและประกอบรถไฟและรถไฟฟ้าในประเทศ แต่ถ้าหากเราไม่เริ่มต้น ไม่เริ่มประกอบตู้รถไฟและรถไฟฟ้าในประเทศ เราจะไม่มีโอกาสให้กับการผลิตชิ้นส่วนของไทย เราจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้แม้กระทั่งการผลิตทดแทนอะไหล่ดังที่เป็นข่าว ว่าเวลาบางขบวนเกิดการขัดข้องก็ต้องจอดรออะไหล่จากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในปัจจุบันทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคม กำลังเร่งกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการสนับสนุนให้มีการย้ายฐานการผลิตรถไฟและรถไฟฟ้ามาประเทศไทย โดยอาศัยกลไกการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป

อีกเรื่องที่สำคัญก็คือการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเติบโตภาคอุตสาหกรรมไทย เพราะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 99 ของผู้ประกอบการทั้งหมดของประเทศ การยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เติบโตและเข้มแข็งจึงถือเป็นประเด็นพัฒนาหลักที่กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญ เพื่อให้เอสเอ็มอีเป็นรากฐานการเติบโตที่มีคุณภาพของภาพอุตสาหกรรมโดยรวม กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการยกระดับผลิตภาพหรือ Productivity และการสร้างนวัตกรรมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สูงขึ้น โดยให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ ไม่ว่าทั้งให้การบริการด้านการปรึกษา แนะนำ การเชื่อมโยงงานวิจัยด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การผลิตสมัยใหม่ การให้บริการโรงงานต้นแบบเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การสนับสนุนด้านการตลาด การเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้เข้าถึงการช่วยเหลือด้านการเงิน รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย หรือที่เราเรียกว่าไมโครเอสเอ็มอี หรือคนตัวเล็ก โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์นั้น มีหน่วยบริการเคลื่อนที่ที่เรียกว่ารถม้าเติมทุน เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการแบบฉับไว ไปถึงที่ โดยมีรถม้ากว่า 1,000 คัน ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ ขยายเอสเอ็มอีกว่า 7,200 ตำบล ซึ่งข้อมูลถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น โครงการรถม้าเติมทุนได้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนตัวเล็ก ไปแล้วมากว่า 6,000 ราย เติมทุนไปได้เกือบ 12,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเอสเอ็มอีที่มีส่วนช่วยในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เกษตร ด้านการแปรรูปภายใต้โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยแนวทางเกษตรอุตสาหกรรม 3 เสริมแกร่ง 3 ทรานส์ฟอร์ม เพื่อสร้างผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปพันธุ์ใหม่ที่เติบโตบนฐานนวัตกรรม และมีการจัดการธุรกิจแบบมืออาชีพ และการทำตลาดผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม เชื่อมโยงกับเครือข่ายตลาดและภาคอุตสาหกรรมที่เป็นพี่ใหญ่ หรือที่เราเรียกกันว่า Big Brother ที่เข้มแข็ง โดยมีศูนย์ ITC ทั้งหมด 150 แห่งกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ เป็นกลไกในการขับเคลื่อน

โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า CIV โดยเข้าไปพัฒนาชุมชนให้ขับเคลื่อนบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ การสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผนวกกับองค์ความรู้เทคโนโลยี สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และบริการ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้แก่ชุมชน ยกระดับคุณภาพของผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้านในต่างจังหวัด ลดปัญหาความหนาแน่นของประชากรที่เข้ามาหางานทำในเขตนิคมอุตสาหกรรม ต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมชุมชน หรือเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

การพัฒนาเอสเอ็มอี เป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าที่ผ่านมาการส่งเสริมเอสเอ็มอีจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่หากประเทศไทยมีเป้าหมายที่ต้องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.4 ต่อปีนั้น เราจำเป็นต้องเร่งสร้างผู้ประกอบการพันธุ์ใหม่ รวมถึงสตาร์ทอัพ และการเร่งขยายผลการพัฒนาความเข้มของความเข้มแข็งของเอสเอ็มอีที่มีอยู่ให้รวดเร็วยิ่งขึ้นและในวงกว้างขึ้นกว่าในอดีต โดยผมได้มีการสั่งการให้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมปฏิรูปแนวคิดและแนวทางในการส่งเสริมเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพไปควบคู่กัน โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและออโตเมชัน ที่สามารถขยายผลได้อย่างรวดเร็วมาใช้ในการยกระดับประกอบการ เช่น การนำเข้า Cloud Based Business Solution Application จากสตาร์ทอัพชั้นนำของไทย เช่น แอปพลิเคชันด้าน ERP หรือแอปพลิเคชันด้านการบริหารจัดการเฉพาะแต่ละธุรกิจไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างเหมาะสมและตรงประเด็น เป็นต้น

ท่านผู้มีเกียรติครับ ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมูลค่าภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 30 ดังนั้น การขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมไทยโดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีชั้นสูง และความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามแนวนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ที่กล่าวมาข้างต้น จึงย่อมส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และผลักดันทำให้เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในระดับที่สูงเพียงพอที่จะพาประเทศก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการเติบโตที่จะสร้างขึ้นนี้จะต้องเป็นการเติบโตเชิงคุณภาพด้วย ไม่ใช่เฉพาะการเติบโตเชิงปริมาณอย่างเดียว เราต้องขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้มีการพัฒนาในทิศทางที่สมดุล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเพิ่มผลิตภาพการผลิตที่จะต้องดำเนินคู่ไปกับการกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานราก และการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ร่วมกันได้ยังผาสุก

ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง โมเดลการพัฒนาที่ดี และการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ภายใต้การบริหารความร่วมมือของทุกฝ่าย เมื่อผนวกกับศักยภาพของประเทศไทยในการที่เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ความพร้อมของปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ทั้งในเรื่องสิทธิประโยชน์ของการลงทุน ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการเมืองที่มีความชัดเจน ประกอบกับความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป โดยแต่ละกระทรวงพร้อมใจกันขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจของตัวเอง ภายใต้การบูรณาการร่วมกัน โดยมีนโยบายที่ทางรัฐบาลได้กำหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยมีทิศทางการเติบโตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่จะนำเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ขั้นกลางได้อย่างสมดุลและทั่วถึง เพื่อประเทศไทยที่มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนสืบไป ขอบคุณครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...