xs
xsm
sm
md
lg

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนผนึกคู่เจรจา 6 ประเทศ เร่งปิดดีล “อาร์เซ็ป” ก่อนชงผู้นำ พ.ย.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปิดฉากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนครั้งที่ 51 อาเซียนเดินหน้าขับเคลื่อน 13 ประเด็นเศรษฐกิจที่ไทยผลักดัน พร้อมตั้งเป้าขยายการค้าในอาเซียนเพิ่มเป็น 2 เท่าในปี 2025 ผนึกคู่เจรจา 6 ประเทศ ปิดดีล “อาร์เซ็ป” ในการประชุมครั้งสุดท้ายที่ดานัง ก่อนชงผู้นำเดือน พ.ย. เผยจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ย้ำเห็นด้วยต้องจบอาร์เซ็ปให้ได้ “จุรินทร์” กล่อมอินเดียอัปเกรดเอฟทีเอ จีบรัสเซียเซ็นเอ็มโอยูร่วมมือค้าขาย

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ว่า การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 51 และการประชุมที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแต่ละการประชุมมีความคืบหน้ามาก โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาของโลกและภูมิภาค และทบทวนการดำเนินการตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมกับรับทราบความคืบหน้าการดำเนินการใน 13 ประเด็นเศรษฐกิจที่ไทยในฐานะประธานอาเซียนผลักดันให้อาเซียนร่วมกันดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ และยังมุ่งมั่นที่จะดำเนินการด้านเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าหมายในการขยายการค้าระหว่างกันในอาเซียนให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2025 ด้วยการมีระบบการค้าที่เปิดกว้าง มีส่วนร่วม และยึดถือกฎเกณฑ์ กติกา และเตรียมรับมือกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0

ส่วนการผลักดันการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) อาเซียนและคู่เจรจา 6 ประเทศเห็นพ้องตรงกันว่าจะมีการประชุมหารือครั้งสุดท้ายที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 19-27 ก.ย. 2562 ซึ่งเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส โดยประเด็นต่างๆ ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน จะต้องได้ข้อยุติในการประชุมรอบดังกล่าว ก่อนจะสรุปให้ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 2562 จากนั้นจะมีการลงนามร่วมกันในปี 2563 ที่เวียดนามเป็นเจ้าภาพ

ทั้งนี้ ในการประชุมอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางด้านเศรษฐกิจและความผันผวนของการค้าโลก จะต้องมีแนวทางการพัฒนาการค้าและการลงทุนที่มีความเหมาะสมต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันอาร์เซ็ปให้จบภายในสิ้นปีนี้ เพราะอาร์เซ็ปจะมีประโยชน์ ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการค้าการลงทุนให้แก่นักธุรกิจทั้ง 16 ประเทศ โดยเฉพาะไทยจะได้รับประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม รวมไปถึงเอสเอ็มอี โมโครเอสเอ็มอี และการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล

นายจุรินทร์กล่าวว่า สำหรับการประชุมอาเซียน-อินเดีย ไทยและอินเดียเห็นพ้องกันในเรื่องของความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่จะต้องมีการทบทวนหรืออัปเกรดเพื่อให้เพิ่มมูลค้าการค้าระหว่างกันมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปีที่ผ่านมามูลค้าการค้ารวมขยายตัวที่ 20% แต่ในช่วง 7 เดือนของปีนี้ขยายตัวเพียง 4.6% เท่านั้น โดยไทยส่งออกสินค้าไปอินเดีย ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ ขณะที่สินค้าที่นำเข้าจากอินเดีย คือ เพชร พลอย เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ ยา เหล็ก ปลาเม็กเคลเรลแช่แข็ง เป็นต้น โดยไทยได้แจ้งให้ทางอินเดียทราบว่าจะนำคณะเดินทางไปอินเดียในระหว่างวันที่ 24-28 ก.ย. 2562 เพื่อไปเจรจาขายสินค้าเกษตรให้แก่อินเดีย ทั้งยางพารา ปาล์ม และมันสำปะหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงการประชุมไทยได้หารือกับรัสเซียจะผลักดันให้มีการลงนามในเอ็มโอยูเพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การลดอุปสรรคทางการค้า และจะรวมไปถึงการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีการลงนามกันได้ในช่วงเดือน พ.ย.นี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...