xs
xsm
sm
md
lg

แคมเปญ 9.9 ออเดอร์ทะลัก 2 แสนชิ้น DHL ทุ่ม 2 พันล้านเสริมแกร่ง รับตลาดอี-คอมเมิร์ซพุ่ง 20%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน 360 - “ดีเอชแอล” รุกหนักกลุ่มอี-คอมเมิร์ซ ทุ่มงบอีก 2,000 ล้านบาทลุยเสริมแกร่งรับตลาดที่คาดว่าปีนี้จะโตพุ่ง 20% มากสุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วางเป้าสัดส่วนอีคอมเมิร์ซ 25% จากรายได้รวมในปี 2565



นายเควิน เบอร์เรล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัปพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย (ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา และพม่า) กล่าวว่า ดีเอชแอลประเทศไทยเตรียมงบประมาณไว้อีกไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท หรือประมาณ 50 ล้านยูโร ที่ต้องใช้จากนี้ต่อเนื่องอีก 3 ปี (ปี 2563-2565) เพื่อลงทุนด้านอินฟราสตรักเจอร์ ระบบโซลูชันต่างๆ บุคลากร รถขนส่ง คลังสินค้า และอื่นๆ ในการรองรับการขยายธุรกิจสู่บริการอี-คอมเมิร์ซหรือกลุ่มบีทูซี หลังจากที่ได้เริ่มมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ด้วยงบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาทเช่นกัน

โดยเฉพาะปีหน้า (2562) จะเปิดคลังสินค้าหรือแวร์เฮาส์เพิ่มอีกในพื้นที่เดิม คือที่ถนนบางนา-ตราด จะเพิ่มพื้นที่คลังสินค้าอีก 20,000 ตารางเมตร จากเดิมที่มีแล้ว 3 คลัง คือ บางนา 2 แห่ง และเชียงใหม่ 1 แห่ง รวมพื้นที่ 50,000 ตารางเมตร แต่เมื่อเฟสใหม่ที่จะเปิดไตรมาส 4 ปีหน้าอีก 20,000 ตารางเมตร จะทำให้มีพื้นที่บริการรวมเป็น 70,000 ตารางเมตร (พื้นที่เฉพาะกลุ่มอี-คอมเมิร์ซ ไม่นับรวมพื้นที่ของโลจิสติกส์บีทูบีที่มีอีกกว่า 650,000 ตารางเมตร )

เนื่องจากตลาดอี-คอมเมิร์ซหรือการชอปปิ้งออนไลน์ในประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องในอนาคต โตมากสุดในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 14% ด้วยมูลค่าประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว (2561) และคาดว่าปีนี้จะเติบโต 20% ด้วยจำนวนคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 45.2 ล้านคน และมีจำนวนกว่า 37 ล้านคนที่ชอปปิ้งออนไลน์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซในไทยเติบโตดี และส่งผลต่อธุรกิจโลจิสติกส์คลังสินค้าและบริการเอ็กซ์เพรสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งดีเอชแอลตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโต 2 หลักของทั้ง 2 กลุ่ม

แนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นนี้เกิดจากความเชื่อมั่นในช่องทางการชำระเงินระบบดิจิทัลและการเพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซระบบออนไลน์ โดยจะยิ่งทำให้จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมามีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังก่อให้เกิดความต้องการด้านการส่งมอบสินค้าและบริการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบซัปพลายเชนและการปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์ในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

“เมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา กับแคมเปญชอปปิ้งออนไลน์ที่มาร์เกตเพลสหลายรายทำตลาด พบว่าเรามียอดออเดอร์ส่งสินค้าประมาณ 2 แสนรายการในวันเดียว จากเดิมปกติเรามีออเดอร์เฉลี่ย 4,000 กว่าออเดอร์เท่านั้น ซึ่งเราเองก็ถือเป็นผู้นำตลาดเช่นกันจากมูลค่าตลาดรวมประมาณ 70,000 กว่าล้านบาท (เฉพาะกลุ่มบริการส่งอี-คอมเมิร์ซรายย่อย) แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการหลายรายข้ามาสู่ตลาดมากขึ้นก็ตาม

ล่าสุดดีเอชแอลนำเสนอโซลูชันเพื่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซแบบครบวงจร ตอบสนองตลาด ซึ่งดีเอชแอลมี ซัปพลายเชน ยังให้บริการสำหรับธุรกิจประเภทอื่นๆ เช่น รถยนต์ ค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยี อุตสาหการ วิทยาศาสตร์ชีวภาพและการดูแลสุขภาพ พลังงาน และเคมีภัณฑ์ สำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย ดีเอชแอลมีพนักงาน 12,000 คน ในสถานปฏิบัติงานกว่า 70 แห่ง มีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ารวมพื้นที่กว่า 650,000 ตารางเมตร และรถขนส่งกว่า 4,000 คัน

นายเควินกล่าวว่า ตลาดบริการขนส่งที่เป็นตลาดหลักเดิมคือ บีทูบี นั้นก็ยังคงเป็นตลาดหลักที่ใหญ่เช่นเดิม เพียงแต่ว่าฐานตลาดนั้นใหญ่แล้ว การเติบโตอาจจะไม่มากเหมือนกับการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งดีเอชแอลยังคงเป็นผู้นำในตลาดนี้ และดีเอชแอลก็ยังคงมีการขยายธุรกิจในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน โดยเป้าหมายระยะยาว ตั้งเป้าในอีก 3 ปี (ปี 2565) จะมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มอี-คอมเมิร์ซประมาณ 25% และมาจากการขนส่งโลจิสติกส์หรือบีทูบี 75% จากปัจจุบันที่สัดส่วนรายได้ของดีเอชแอลไทยยังมาจากบีทูบี 85% และมาจากอี-คอมเมิร์ซ 15% เท่านั้น

ในปีหน้าดีเอชแอลเตรียมที่จะเปิดบริการโลจิสติกส์กลุ่มใหม่ในไทย คือ กลุ่มเฮลท์หรือสุขภาพเพื่อรองรับตลาดสังคมผู้สูงวัยและสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพที่เติบโตมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งในต่างประเทศดีเอชแอลมีบริการนี้นานแล้ว



กำลังโหลดความคิดเห็น...