xs
xsm
sm
md
lg

ซื้อเวลา “BEM” “ศักดิ์สยาม” ขอ 7 วันเคาะสัมปทาน เคลียร์ปมไม่เอาทางด่วน 2 ชั้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ศักดิ์สยาม” ต่อเวลาศึกษาแก้ข้อพิพาททางด่วนอีก 7 วัน ส่อไม่เอาทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) หวังต่อรองอายุสัญญาใหม่ ชี้เงื่อนไขนี้ไม่อยู่ในข้อสัญญา ย้ำให้ดูแนวทางที่อยู่ในกรอบและตัวเลขเปรียบเทียบที่อธิบายได้

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด หรือ NECL ว่า ทางคณะทำงานฯ ที่มี นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม จะไปทำรายละเอียดตัวเลขและข้อมูลเพิ่มเติม โดยขอเวลาอีก 7 วัน ซึ่งมีประเด็นเรื่องการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck ซึ่งตนเห็นว่าไม่จำเป็นเพราะไม่อยู่ในสัญญา ดังนั้นต้องไปดูว่าถ้าไม่มี Double Deck จะเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังไม่เห็นตัวเลข แต่การมี Double Deck เป็นเรื่องที่ต้องรอ EIA และเอกชนเสนอมา ซึ่งในหลักการให้ดูสัญญาเป็นหลัก TOR เป็นอย่างไร สัญญาจะบอกว่าอะไรที่ทำได้บ้าง รวมถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ด้วย

นอกจากนี้ ให้คณะทำงานฯ นำข้อมูลจากคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า สภาผู้แทนราษฎรมาพิจารณาด้วย และในวันที่ 29 ส.ค.นี้จะมีการประชุมคณะทำงานการต่อสู้คดีโฮปเวลล์ ที่มีนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน และอัยการสูงสุด ซึ่งจะให้นำเรื่องคดีข้อพิพาททางด่วนเข้าหารือด้วย

“ตอนนี้ให้เวลาอีก 1 สัปดาห์ไปดูตัวเลขให้ชัดๆ เพราะตอนนี้เท่าที่คุยกันเหลือแค่ว่าจะเอา หรือไม่เอา Double Deck ซึ่งส่วนตัวผมบอกไปแล้วว่าไม่เอา Double Deck เพราะไม่อยู่ในสัญญา ส่วนจะเหลืออายุสัญญากี่ปี ให้คณะทำงานไปดู” นายศักดิ์สยามกล่าว

อนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ส.ค. คณะทำงานแก้ไขปัญหาข้อพิพาทสัมปทานทางด่วนระหว่าง กทพ.กับ BEM ที่มีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ได้ลงมติสรุปแนวทางนำเสนอ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม พิจารณาตามกรอบระยะเวลาที่ได้รับนโยบาย โดยสรุป 3 แนวทางออกเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาททางด่วน

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า คณะทำงานแก้ไขข้อพิพาททางด่วนได้สรุป 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1. ใช้แนวทางที่ กทพ.ได้เจรจากับ BEM จนได้ข้อยุติแล้ว คือ การต่อสัมปทานให้ BEM รวม 30 ปี แบ่งเป็นส่วนที่ 1 ต่อสัญญาทางด่วน 3 สัญญา คือ โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ส่วน A, B, C) ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D และโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (C บวก) ออกไป 15 ปี

สำหรับผลการเจรจาปรับลดมูลหนี้เหลือ 5.9 หมื่นล้าน และต่อสัญญาทางด่วน 3 โครงการออกไป 15 ปี โดย กทพ.ได้ส่วนแบ่งรายได้ที่ 60% (ไม่น้อยกว่าเดิม) ส่วนสัญญาอีก 15 ปีจะเกิดขึ้น เมื่อเอกชนต้องมีการปรับปรุงทางด่วนเพิ่มประสิทธิภาพ โดยก่อสร้างเป็นทางด่วน 2 ชั้น (double deck) ที่ทางด่วนขั้นที่ 2 จากด่านประชาชื่น-อโศก ระยะทาง 17 กม. ค่าลงทุน 3.1 หมื่นล้านบาท เป็นต้น โดยให้เวลา 2 ปีในการดำเนินการออกแบบและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งหาก EIA ไม่ได้รับอนุมัติ เท่ากับไม่ได้สัญญาใน 15 ปีหลัง

แนวทางที่ 2 ไม่มีการทำ double deck ซึ่งจะต่อสัญญาสัมปทานที่ 15 ปี จะพิจารณาว่าหากไม่สร้าง double deck จะเกิดอะไรขึ้น จะสามารถชดใช้มูลค่าข้อพิพาทได้เท่าใด รายได้ทางด่วนจะเป็นอย่างไร และประชาชนผู้ใช้บริการจะได้หรือไม่ได้รับประโยชน์อย่างไร

แนวทางที่ 3 ไม่มีการต่อสัญญา โดย กทพ.จะต่อสู้คดีที่เหลือจนถึงที่สุด ซึ่งแนวทางนี้มีการศึกษาข้อดี ข้อเสียให้กรณีต่อสู้แล้วรัฐแพ้จะต้องชดเชยเท่าไร ส่วนที่แพ้แล้ว 1 ข้อพิพาท คือ คดีทางแข่งขัน ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ให้ กทพ.จ่ายเงินชดเชย พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินประมาณ 4,318 ล้านบาท โดยให้ กทพ.ชำระภายใน 90 วันนับจากวันที่คดีถึงที่สุด หรือต้องชำระภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2561


กำลังโหลดความคิดเห็น...